คลังแนวข้อสอบกระดานอันดับ

แนวข้อสอบกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเบื้องต้น 45 ข้อ พร้อมเฉลย

ในคลัง 45 ข้อวิชากฎหมายที่ประชาชนควรรู้นายสิบตำรวจ (สายปราบปราม)นายสิบตำรวจ (สายอำนวยการ)

หน้านี้รวมแนวข้อสอบหัวข้อกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเบื้องต้น (เรียกสั้น ๆ ว่า ป.วิ.อ. หรือ วิ.อาญา หรือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา) จำนวน 45 ข้อ พร้อมเฉลยและคำอธิบายว่าทำไมตัวเลือกนั้นถึงถูก ทุกข้อจัดทำขึ้นใหม่ตามผังการออกข้อสอบ ไม่ใช่ข้อสอบเก่าของหน่วยงานใด อ่านฟรีทั้งหมดโดยไม่ต้องสมัครสมาชิก

ข้อสอบกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเบื้องต้น พร้อมเฉลย ครบทั้ง 45 ข้อ

ข้อ 1

ตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะถูกปฏิบัติเสมือนเป็นผู้กระทำผิดได้ตั้งแต่เมื่อใด

  1. 1.ตั้งแต่ถูกจับกุม
  2. 2.ตั้งแต่ถูกตั้งข้อกล่าวหา
  3. 3.ตั้งแต่อัยการสั่งฟ้อง
  4. 4.ต่อเมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำผิด
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. ต่อเมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำผิด

หลัก "สันนิษฐานว่าบริสุทธิ์" (presumption of innocence) กำหนดว่าในคดีอาญาต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนผู้กระทำผิดมิได้ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้กระทำความผิดจริง ซึ่งเป็นหลักที่รับรองไว้ทั้งในรัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ข้อ 2

ในคดีความผิดต่อส่วนตัว (ความผิดอันยอมความได้) ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายในกำหนดเวลาเท่าใด นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด

  1. 1.30 วัน
  2. 2.3 เดือน
  3. 3.6 เดือน
  4. 4.1 ปี
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. 3 เดือน

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 กำหนดว่าความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีเป็นอันขาดอายุความ

ข้อ 3

บุคคลซึ่งมิใช่ผู้เสียหาย ได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ว่ามีบุคคลกระทำความผิดอย่างหนึ่งขึ้น การกล่าวหาเช่นนี้เรียกว่าอะไร

  1. 1.คำร้องทุกข์
  2. 2.คำกล่าวโทษ
  3. 3.คำฟ้อง
  4. 4.คำให้การ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. คำกล่าวโทษ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแยก 2 คำนี้ชัดเจน: "คำร้องทุกข์" คือการที่ผู้เสียหายกล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่โดยมีเจตนาให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ ส่วน "คำกล่าวโทษ" คือการที่บุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่ผู้เสียหายกล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ว่ามีผู้กระทำผิด กับดักคือข้อ "คำร้องทุกข์" ซึ่งต้องเป็นผู้เสียหายเท่านั้น ส่วน "คำฟ้อง" เป็นการยื่นต่อศาล ไม่ใช่ต่อเจ้าหน้าที่ และ "คำให้การ" เป็นถ้อยคำของผู้ต้องหา/จำเลย จึงไม่ใช่คำตอบ

ข้อ 4

"ความผิดซึ่งหน้า" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หมายถึงข้อใด

  1. 1.ความผิดซึ่งเห็นกำลังกระทำ หรือพบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าเขาได้กระทำผิดมาแล้วสด ๆ
  2. 2.ความผิดที่มีผู้มาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่เกิดเหตุ
  3. 3.ความผิดที่ผู้กระทำได้ให้การรับสารภาพต่อหน้าพนักงานสอบสวน
  4. 4.ความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ความผิดซึ่งเห็นกำลังกระทำ หรือพบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าเขาได้กระทำผิดมาแล้วสด ๆ

กฎหมายนิยาม "ความผิดซึ่งหน้า" ว่าคือความผิดซึ่งเห็นกำลังกระทำ หรือพบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าเขาได้กระทำผิดมาแล้วสด ๆ ซึ่งเป็นเหตุให้จับได้โดยไม่ต้องมีหมาย ตัวลวงข้ออื่นผูกความผิดซึ่งหน้าเข้ากับเวลาแจ้งความ การรับสารภาพ หรืออัตราโทษ ซึ่งไม่ใช่องค์ประกอบของความผิดซึ่งหน้าเลย เพราะสาระสำคัญอยู่ที่ "การพบเห็นในขณะหรือทันทีหลังกระทำ" ไม่ใช่ความร้ายแรงของโทษ

ข้อ 5

ราษฎรธรรมดา (ที่ไม่ใช่เจ้าพนักงาน) จะจับกุมบุคคลอื่นได้ในกรณีใด

  1. 1.จับได้ทุกกรณีที่ตนเชื่อโดยสุจริตว่าบุคคลนั้นกระทำความผิด
  2. 2.จับได้ต่อเมื่อมีหมายจับของศาลติดตัวไปแสดงต่อผู้ถูกจับ
  3. 3.จับไม่ได้เลยไม่ว่ากรณีใด เพราะเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานเท่านั้น
  4. 4.จับได้เมื่อเป็นความผิดซึ่งหน้าที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือเมื่อเจ้าพนักงานร้องขอความช่วยเหลือ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. จับได้เมื่อเป็นความผิดซึ่งหน้าที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือเมื่อเจ้าพนักงานร้องขอความช่วยเหลือ

โดยหลักราษฎรจะจับผู้อื่นไม่ได้ เว้นแต่ 2 กรณี คือ (1) เป็นความผิดซึ่งหน้าและความผิดนั้นระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือ (2) เข้าเกณฑ์ที่เจ้าพนักงานขอความช่วยเหลือในการจับ ตัวลวงข้อแรกกว้างเกินไป (ความเชื่อสุจริตไม่พอ) ข้อที่สองผิดเพราะหมายจับเป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานเป็นผู้จัดการ ไม่ใช่ให้ราษฎรถือหมายไปจับเอง และข้อที่สามผิดเพราะกฎหมายเปิดช่องให้ราษฎรจับได้ในกรณีจำกัดจริง

ข้อ 6

ในคดีที่มีการจับกุม พนักงานสอบสวนจะควบคุมตัวผู้ถูกจับไว้ทำการสอบสวนได้ไม่เกินกี่ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ถูกจับมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน ก่อนจะต้องนำตัวไปศาลเพื่อขอฝากขัง (ไม่นับเวลาเดินทางตามควรแก่กรณี)

  1. 1.24 ชั่วโมง
  2. 2.36 ชั่วโมง
  3. 3.48 ชั่วโมง
  4. 4.72 ชั่วโมง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. 48 ชั่วโมง

กฎหมายกำหนดให้ควบคุมตัวผู้ถูกจับเพื่อการสอบสวนได้เท่าที่จำเป็น แต่ต้องไม่เกิน 48 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ถูกจับมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน หากยังต้องควบคุมต่อ ต้องยื่นคำร้องขอฝากขังต่อศาล ตัวเลข 24 ชั่วโมงเป็นกับดักที่คนมักจำสับสนมากที่สุด ส่วน 36 และ 72 ชั่วโมงไม่ปรากฏเป็นกำหนดเวลาในเรื่องนี้

ข้อ 7

คดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 6 เดือน แต่ไม่ถึง 10 ปี ศาลมีอำนาจสั่งขังผู้ต้องหาระหว่างสอบสวน (ฝากขัง) ได้เท่าใด

  1. 1.คราวละไม่เกิน 7 วัน รวมทั้งหมดไม่เกิน 28 วัน
  2. 2.คราวละไม่เกิน 12 วัน รวมทั้งหมดไม่เกิน 48 วัน
  3. 3.คราวละไม่เกิน 12 วัน รวมทั้งหมดไม่เกิน 84 วัน
  4. 4.คราวละไม่เกิน 15 วัน รวมทั้งหมดไม่เกิน 60 วัน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. คราวละไม่เกิน 12 วัน รวมทั้งหมดไม่เกิน 48 วัน

การฝากขังแบ่งตามอัตราโทษ: โทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 6 เดือน (หรือปรับไม่เกิน 500 บาท) ศาลสั่งขังได้ครั้งเดียวไม่เกิน 7 วัน; โทษจำคุกอย่างสูงเกิน 6 เดือนแต่ไม่ถึง 10 ปี ขังได้คราวละไม่เกิน 12 วัน รวมไม่เกิน 48 วัน; ส่วนโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ขังได้คราวละไม่เกิน 12 วัน แต่รวมไม่เกิน 84 วัน กับดักคือข้อที่ตอบ 84 วัน ซึ่งเป็นเพดานของคดีโทษหนักตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ไม่ใช่ของคดีในโจทย์นี้

ข้อ 8

การค้นในที่รโหฐาน (เช่น บ้านพักอาศัย) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มีหลักเกณฑ์เรื่องเวลาอย่างไร

  1. 1.โดยหลักต้องกระทำในเวลากลางวัน (ระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก) เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด
  2. 2.ต้องกระทำในเวลากลางคืนเท่านั้น เพื่อป้องกันการหลบหนี
  3. 3.กระทำในเวลาใดก็ได้ ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา
  4. 4.ต้องกระทำภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ศาลออกหมายค้นเท่านั้น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. โดยหลักต้องกระทำในเวลากลางวัน (ระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก) เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด

กฎหมายวางหลักว่าการค้นในที่รโหฐานต้องกระทำในเวลากลางวัน คือระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก เพื่อคุ้มครองความสงบสุขในเคหสถาน โดยมีข้อยกเว้นเฉพาะกรณี เช่น การค้นที่เริ่มในเวลากลางวันแล้วยังไม่เสร็จก็ค้นต่อไปได้ หรือกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่งตามที่กฎหมายกำหนด ตัวลวงข้อ "เวลาใดก็ได้" ผิดหลักคุ้มครองเคหสถาน ส่วนข้อ 24 ชั่วโมงเป็นตัวเลขที่กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้

ข้อ 9

เจ้าพนักงานตำรวจจะค้นตัวบุคคลในที่สาธารณสถานได้ในกรณีใด

  1. 1.ค้นได้ทุกคนโดยไม่ต้องมีเหตุ เพราะเป็นที่สาธารณะจึงไม่มีความเป็นส่วนตัว
  2. 2.ค้นได้ต่อเมื่อมีหมายค้นที่ศาลออกให้ทุกครั้งโดยไม่มีข้อยกเว้น
  3. 3.ค้นได้เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลนั้นมีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยการกระทำความผิด หรือมีไว้เป็นความผิด
  4. 4.ค้นได้เฉพาะเวลากลางวัน และต้องมีพยานร่วมอยู่ด้วยอย่างน้อย 2 คนเสมอ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. ค้นได้เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลนั้นมีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยการกระทำความผิด หรือมีไว้เป็นความผิด

กฎหมายห้ามค้นตัวบุคคลในที่สาธารณสถานเป็นหลัก เว้นแต่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจมี "เหตุอันควรสงสัย" ว่าบุคคลนั้นมีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยการกระทำความผิด หรือมีไว้เป็นความผิด จึงค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น กับดักคือข้อที่ว่า "ต้องมีหมายค้นทุกครั้ง" ซึ่งเป็นหลักของการค้นในที่รโหฐาน ไม่ใช่ที่สาธารณสถาน ส่วนข้อแรกผิดเพราะต้องมีเหตุอันควรสงสัยเสมอ และเงื่อนไขเวลากลางวัน/พยาน 2 คนก็เป็นเรื่องของการค้นที่รโหฐาน

ข้อ 10

ถ้อยคำที่เป็น "คำรับสารภาพ" ซึ่งผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับในชั้นจับกุม มีผลในทางพยานหลักฐานอย่างไร

  1. 1.รับฟังเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ความผิดได้เสมอ เพราะเป็นถ้อยคำที่ให้โดยสมัครใจ
  2. 2.ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
  3. 3.รับฟังได้ หากมีพยานลงลายมือชื่อรับรองไว้อย่างน้อย 2 คน
  4. 4.รับฟังได้ หากพนักงานสอบสวนบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน

กฎหมายบัญญัติชัดว่า ถ้อยคำใดที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพ ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน (ส่วนถ้อยคำอื่นจะรับฟังได้ก็ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิแก่ผู้ถูกจับแล้ว) เจตนารมณ์คือป้องกันการบีบบังคับให้รับสารภาพในชั้นจับกุมซึ่งยังไม่มีทนายความ กับดักคือตัวเลือกที่อ้างว่ามีพยานรับรองหรือมีการบันทึกเป็นหนังสือแล้วจะใช้ได้ ซึ่งไม่ถูก เพราะกฎหมายห้ามรับฟังคำรับสารภาพชั้นจับกุมเด็ดขาด ไม่ว่าจะบันทึกอย่างไร

ข้อ 11

ข้อใด "ไม่ใช่" หลักประกันที่ใช้ในการขอปล่อยชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

  1. 1.เงินสด
  2. 2.หลักทรัพย์อื่น เช่น โฉนดที่ดินหรือสมุดเงินฝาก
  3. 3.มีบุคคลมาเป็นหลักประกันโดยแสดงหลักทรัพย์
  4. 4.คำรับรองด้วยวาจาของผู้ต้องหาเองว่าจะไม่หลบหนี
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. คำรับรองด้วยวาจาของผู้ต้องหาเองว่าจะไม่หลบหนี

หลักประกันในการปล่อยชั่วคราวมี 3 ชนิด คือ (1) เงินสด (2) หลักทรัพย์อื่น เช่น โฉนดที่ดิน สมุดเงินฝาก พันธบัตร และ (3) มีบุคคลมาเป็นหลักประกันโดยแสดงหลักทรัพย์ ส่วน "คำรับรองด้วยวาจาของผู้ต้องหาเอง" ไม่ใช่หลักประกันตามกฎหมาย เพราะไม่มีสภาพบังคับหากผิดสัญญาประกัน อนึ่ง กฎหมายอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องมีประกันเลยก็ได้ แต่นั่นเป็นดุลพินิจของศาล ไม่ใช่ "หลักประกันชนิดหนึ่ง"

ข้อ 12

นายเอกและนายโทสมัครใจเข้าชกต่อยวิวาทกัน นายเอกได้รับบาดเจ็บ จึงไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีนายโทฐานทำร้ายร่างกาย ในฐานะ "ผู้เสียหาย" นายเอกจะทำได้หรือไม่

  1. 1.ได้ เพราะนายเอกได้รับบาดเจ็บจริงจากการกระทำของนายโท
  2. 2.ไม่ได้ เพราะผู้ที่สมัครใจเข้าวิวาทต่อสู้กัน ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย
  3. 3.ได้ เพราะความผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้ถูกทำร้ายจึงร้องทุกข์ได้เสมอ
  4. 4.ไม่ได้ เพราะความผิดฐานทำร้ายร่างกายต้องให้พนักงานอัยการเป็นผู้ร้องทุกข์แทน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ไม่ได้ เพราะผู้ที่สมัครใจเข้าวิวาทต่อสู้กัน ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย

ผู้เสียหายตามกฎหมายต้องเป็น "ผู้เสียหายโดยนิตินัย" คือผู้ได้รับความเสียหายโดยไม่ได้มีส่วนร่วมหรือยินยอมในการกระทำความผิดนั้น ผู้ที่สมัครใจเข้าวิวาทต่อสู้กันถือว่ามีส่วนร่วมในการกระทำผิด จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย และไม่มีอำนาจร้องทุกข์หรือฟ้องคดีเอง ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่าคดีจบ เพราะการทำร้ายร่างกายเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน รัฐยังดำเนินคดีทั้งสองฝ่ายได้ ตัวลวงข้อ 3 ผิดซ้ำสอง เพราะทำร้ายร่างกายไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้ และข้อ 4 ผิดเพราะพนักงานอัยการไม่ใช่ผู้ร้องทุกข์แทนผู้เสียหาย

ข้อ 13

ข้อใด "ไม่ใช่" เหตุที่กฎหมายกำหนดให้สั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว (ไม่ให้ประกันตัว) ผู้ต้องหาหรือจำเลย

  1. 1.ผู้ต้องหาหรือจำเลยน่าจะหลบหนี
  2. 2.ผู้ต้องหาหรือจำเลยน่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
  3. 3.ผู้ต้องหาหรือจำเลยให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา
  4. 4.ผู้ต้องหาหรือจำเลยน่าจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. ผู้ต้องหาหรือจำเลยให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา

กฎหมายวางหลักว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยพึงได้รับการปล่อยชั่วคราวเป็นหลัก และจะสั่งไม่อนุญาตได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุตามที่กฎหมายกำหนด เช่น น่าจะหลบหนี น่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน น่าจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น ผู้ร้องขอประกันไม่น่าเชื่อถือ หรือการปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน/พิจารณาคดี การ "ให้การปฏิเสธ" ไม่ใช่เหตุไม่ให้ประกันเลย ตรงกันข้าม การปฏิเสธเป็นการใช้สิทธิต่อสู้คดีตามหลักสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ จึงนำมาลงโทษด้วยการไม่ให้ประกันไม่ได้

ข้อ 14

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ผู้ใดมีอำนาจออกหมายจับและหมายค้น

  1. 1.พนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวน
  2. 2.พนักงานอัยการ
  3. 3.ศาล
  4. 4.ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. ศาล

หมายอาญา ซึ่งรวมถึงหมายจับ หมายค้น หมายขัง และหมายจำคุก เป็นอำนาจของศาลในการออก ตามหลักการตรวจสอบถ่วงดุลโดยองค์กรตุลาการ เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการเป็นเพียงผู้ร้องขอต่อศาล ไม่มีอำนาจออกหมายเอง และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็เป็นฝ่ายบริหาร ไม่ใช่ผู้ออกหมาย

ข้อ 15

ศาลจะออกหมายจับได้เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นน่าจะได้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่ากี่ปี

  1. 1.1 ปี
  2. 2.2 ปี
  3. 3.3 ปี
  4. 4.5 ปี
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. 3 ปี

มาตรา 66 (1) ให้ออกหมายจับได้เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าน่าจะได้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปี — หรือตาม (2) แม้โทษไม่ถึงเกณฑ์นี้ แต่มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ก็ออกหมายจับได้

ข้อ 16

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ผู้ใดมีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล

  1. 1.พนักงานสอบสวน และผู้เสียหาย
  2. 2.พนักงานอัยการ และผู้เสียหาย
  3. 3.พนักงานอัยการเท่านั้น
  4. 4.ประชาชนทั่วไปที่พบเห็นการกระทำความผิด
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. พนักงานอัยการ และผู้เสียหาย

มาตรา 28 กำหนดว่าผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลได้แก่ (1) พนักงานอัยการ และ (2) ผู้เสียหาย — พนักงานสอบสวนมีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานและทำสำนวนส่งอัยการ แต่ไม่มีอำนาจฟ้องคดีเอง

ข้อ 17

ข้อใดไม่ใช่เหตุที่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป

  1. 1.ความตายของผู้กระทำความผิด
  2. 2.มีการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายในคดีความผิดต่อส่วนตัว
  3. 3.คดีขาดอายุความ
  4. 4.ผู้เสียหายย้ายภูมิลำเนาไปต่างจังหวัด
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. ผู้เสียหายย้ายภูมิลำเนาไปต่างจังหวัด

มาตรา 39 ระบุเหตุที่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ เช่น ความตายของผู้กระทำผิด การยอมความในความผิดต่อส่วนตัว คำพิพากษาเสร็จเด็ดขาด คดีขาดอายุความ และการมีกฎหมายออกใช้ภายหลังยกเลิกความผิดนั้น — การย้ายภูมิลำเนาไม่มีผลใด ๆ ต่อคดี

ข้อ 18

ขณะจับกุม เจ้าพนักงานผู้จับต้องแจ้งสิทธิใดแก่ผู้ถูกจับ

  1. 1.สิทธิที่จะไม่ให้การ และสิทธิพบและปรึกษาทนายความ
  2. 2.สิทธิที่จะได้รับการประกันตัวทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข
  3. 3.สิทธิที่จะปฏิเสธการถูกจับกุมหากไม่เห็นด้วย
  4. 4.สิทธิที่จะได้รับค่าชดเชยจากรัฐทันที
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. สิทธิที่จะไม่ให้การ และสิทธิพบและปรึกษาทนายความ

มาตรา 83 วรรคสอง กำหนดให้เจ้าพนักงานผู้จับต้องแจ้งข้อกล่าวหา แสดงหมายจับ (ถ้ามี) และแจ้งว่าผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้ ถ้อยคำที่ให้ไว้อาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันเขาได้ และมีสิทธิพบและปรึกษาทนายความ

ข้อ 19

ผู้ต้องหามีสิทธิพบและปรึกษาผู้ซึ่งจะเป็นทนายความในลักษณะใด

  1. 1.ต้องปรึกษาต่อหน้าพนักงานสอบสวนเสมอ
  2. 2.พบและปรึกษาเป็นการเฉพาะตัว (สองต่อสอง) ได้
  3. 3.ปรึกษาได้เฉพาะเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลแล้ว
  4. 4.ปรึกษาได้เฉพาะทางโทรศัพท์เท่านั้น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. พบและปรึกษาเป็นการเฉพาะตัว (สองต่อสอง) ได้

มาตรา 7/1 ให้สิทธิผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาซึ่งถูกควบคุมตัว พบและปรึกษาผู้ซึ่งจะเป็นทนายความ "เป็นการเฉพาะตัว" — คือคุยกันสองต่อสองโดยไม่มีเจ้าพนักงานร่วมฟัง เพื่อให้ปรึกษาได้อย่างแท้จริง

ข้อ 20

การสอบสวนผู้ต้องหาซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ต้องมีบุคคลใดเข้าร่วมด้วย

  1. 1.ครูประจำชั้นของเด็ก
  2. 2.ผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันในท้องที่
  3. 3.นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการ
  4. 4.ไม่ต้องมีผู้ใดร่วม เพราะเป็นการสอบสวนตามปกติ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการ

การสอบสวนเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ต้องมีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการ เข้าร่วมด้วย เพื่อคุ้มครองเด็กไม่ให้ถูกกดดันหรือได้รับผลกระทบทางจิตใจระหว่างกระบวนการ

ข้อ 21

กรณีมีผู้ตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน การชันสูตรพลิกศพต้องมีผู้ใดร่วมด้วย

  1. 1.พนักงานสอบสวนและแพทย์เท่านั้น
  2. 2.พนักงานสอบสวน แพทย์ พนักงานอัยการ และพนักงานฝ่ายปกครอง
  3. 3.ญาติของผู้ตายเท่านั้น
  4. 4.ผู้บังคับบัญชาของเจ้าพนักงานที่ควบคุมตัว
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. พนักงานสอบสวน แพทย์ พนักงานอัยการ และพนักงานฝ่ายปกครอง

กรณีตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน กฎหมายกำหนดให้การชันสูตรพลิกศพต้องมีพนักงานอัยการและพนักงานฝ่ายปกครองเข้าร่วมกับพนักงานสอบสวนและแพทย์ด้วย เพื่อถ่วงดุลและป้องกันการปกปิดความจริง เพราะเจ้าพนักงานเองอาจเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

ข้อ 22

โดยหลักแล้ว พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีอาญาคือพนักงานสอบสวนของท้องที่ใด

  1. 1.ท้องที่ที่ความผิดได้เกิด อ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้น
  2. 2.ท้องที่ที่ผู้เสียหายมีภูมิลำเนาอยู่
  3. 3.ท้องที่ที่ผู้ต้องหามีภูมิลำเนาอยู่
  4. 4.ท้องที่ที่มีสถานีตำรวจใกล้ที่สุด
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ท้องที่ที่ความผิดได้เกิด อ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้น

หลักทั่วไปคือพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ความผิดได้เกิด อ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของตน เป็นผู้มีอำนาจสอบสวน — ภูมิลำเนาของผู้เสียหายหรือผู้ต้องหาเป็นเพียงข้อพิจารณารองในบางกรณีเท่านั้น

ข้อ 23

ผู้ต้องหาถึงแก่ความตายในระหว่างการสอบสวน จะมีผลต่อคดีอาญาอย่างไร

  1. 1.สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป
  2. 2.ให้ทายาทของผู้ต้องหารับผิดแทน
  3. 3.ให้พนักงานอัยการฟ้องคดีต่อไปเพื่อให้ศาลชี้ขาดความผิด
  4. 4.ให้จำหน่ายคดีชั่วคราวจนกว่าจะพบทายาท
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป

มาตรา 39 กำหนดเหตุที่สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ซึ่งรวมถึงกรณีผู้กระทำผิดถึงแก่ความตาย เพราะโทษทางอาญาเป็นโทษเฉพาะตัว จะบังคับแก่ผู้อื่นแทนไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ความรับผิดทางแพ่งในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนยังคงตกทอดไปยังกองมรดกและเรียกร้องได้ต่างหาก

ข้อ 24

พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบ แต่ได้มาเนื่องจากการกระทำโดยมิชอบ ศาลจะรับฟังได้หรือไม่

  1. 1.รับฟังได้ทุกกรณี เพราะพยานหลักฐานนั้นเป็นความจริง
  2. 2.โดยหลักห้ามมิให้รับฟัง เว้นแต่การรับฟังจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียจากมาตรฐานของระบบงานยุติธรรม
  3. 3.ห้ามรับฟังโดยเด็ดขาดในทุกกรณี
  4. 4.รับฟังได้เฉพาะเมื่อจำเลยยินยอม
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. โดยหลักห้ามมิให้รับฟัง เว้นแต่การรับฟังจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียจากมาตรฐานของระบบงานยุติธรรม

มาตรา 226/1 วางหลักว่าพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบแต่ได้มาเนื่องจากการกระทำโดยมิชอบ หรือเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยอาศัยข้อมูลที่เกิดขึ้นจากการกระทำโดยมิชอบ ห้ามมิให้รับฟัง เว้นแต่การรับฟังจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญาหรือสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน กฎหมายจึงไม่ได้ห้ามเด็ดขาด แต่ให้ศาลชั่งน้ำหนัก

ข้อ 25

ก่อนเริ่มถามคำให้การผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนต้องแจ้งสิ่งใดแก่ผู้ต้องหา

  1. 1.แจ้งเพียงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาเท่านั้น
  2. 2.แจ้งข้อเท็จจริงและข้อหาที่กล่าวหา รวมทั้งแจ้งสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ และถ้อยคำที่ให้การอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้
  3. 3.แจ้งเพียงว่าผู้ต้องหามีสิทธิพบทนายความ
  4. 4.ไม่ต้องแจ้งสิ่งใด เพราะผู้ต้องหาทราบอยู่แล้วจากขั้นตอนการจับกุม
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. แจ้งข้อเท็จจริงและข้อหาที่กล่าวหา รวมทั้งแจ้งสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ และถ้อยคำที่ให้การอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้

มาตรา 134 กำหนดให้แจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาและแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหา และมาตรา 134/4 กำหนดให้ก่อนเริ่มถามคำให้การ พนักงานสอบสวนต้องแจ้งว่าผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้าให้การถ้อยคำนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ และมีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำ

ข้อ 26

ข้อใดกล่าวถึงความแตกต่างระหว่าง "การสืบสวน" กับ "การสอบสวน" ได้ถูกต้อง

  1. 1.การสืบสวนเป็นการแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและเพื่อทราบรายละเอียดแห่งความผิด ส่วนการสอบสวนเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ
  2. 2.การสืบสวนทำโดยพนักงานอัยการ ส่วนการสอบสวนทำโดยศาล
  3. 3.การสืบสวนกระทำหลังจากการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้วเสมอ
  4. 4.ทั้งสองคำมีความหมายเหมือนกันทุกประการ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. การสืบสวนเป็นการแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและเพื่อทราบรายละเอียดแห่งความผิด ส่วนการสอบสวนเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ

มาตรา 2 (10) นิยาม "การสืบสวน" ว่าเป็นการแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานซึ่งพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจได้ปฏิบัติไปตามอำนาจและหน้าที่ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเพื่อที่จะทราบรายละเอียดแห่งความผิด ส่วน (11) นิยาม "การสอบสวน" ว่าเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ

ข้อ 27

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา "ผู้เสียหาย" หมายความว่าอย่างไร

  1. 1.บุคคลใดก็ตามที่ทราบเรื่องการกระทำความผิด
  2. 2.บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ตามที่กฎหมายกำหนด
  3. 3.เฉพาะบุคคลที่ได้รับความเสียหายแก่ร่างกายเท่านั้น
  4. 4.พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวนคดีนั้น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ตามที่กฎหมายกำหนด

มาตรา 2 (4) นิยาม "ผู้เสียหาย" ว่าหมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6 ความสำคัญของนิยามนี้คือมีเพียงผู้เสียหายเท่านั้นที่ร้องทุกข์และฟ้องคดีอาญาเองได้ ส่วนบุคคลทั่วไปที่รู้เห็นทำได้เพียงกล่าวโทษ

ข้อ 28

ข้อใดเป็น "ที่รโหฐาน" ตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

  1. 1.ถนนสาธารณะหน้าบ้านพักอาศัย
  2. 2.ที่ต่าง ๆ ซึ่งมิใช่ที่สาธารณสถานดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา เช่น ภายในบ้านพักอาศัยหรือสำนักงานที่ปิดกั้นไว้
  3. 3.สวนสาธารณะที่เปิดให้ประชาชนเข้าได้ในเวลากลางวัน
  4. 4.ตลาดนัดที่มีผู้ค้าเช่าแผงเป็นการเฉพาะ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ที่ต่าง ๆ ซึ่งมิใช่ที่สาธารณสถานดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา เช่น ภายในบ้านพักอาศัยหรือสำนักงานที่ปิดกั้นไว้

มาตรา 2 (13) นิยาม "ที่รโหฐาน" ว่าหมายความถึงที่ต่าง ๆ ซึ่งมิใช่ที่สาธารณสถานดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา นิยามนี้สำคัญเพราะการค้นในที่รโหฐานโดยหลักต้องมีหมายค้นหรือคำสั่งของศาล ขณะที่การค้นตัวบุคคลในที่สาธารณสถานทำได้เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยตามที่กฎหมายกำหนด

ข้อ 29

ข้อใด "ไม่ใช่" สิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาซึ่งถูกควบคุมหรือขังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

  1. 1.พบและปรึกษาผู้ซึ่งจะเป็นทนายความเป็นการเฉพาะตัว
  2. 2.ได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อกับญาติตามสมควร
  3. 3.ได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเกิดการเจ็บป่วย
  4. 4.เลือกพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวนคดีของตนได้เอง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. เลือกพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวนคดีของตนได้เอง

มาตรา 7/1 กำหนดสิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาซึ่งถูกควบคุมหรือขังไว้ ได้แก่ พบและปรึกษาผู้ซึ่งจะเป็นทนายความเป็นการเฉพาะตัว ให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำ ได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อกับญาติตามสมควร และได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเกิดการเจ็บป่วย แต่ไม่มีสิทธิเลือกตัวพนักงานสอบสวน เพราะอำนาจสอบสวนกำหนดโดยเขตอำนาจตามกฎหมาย

ข้อ 30

ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ผู้เสียหายที่ต้องการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลย ต้องดำเนินการอย่างไร

  1. 1.ต้องไปฟ้องเป็นคดีแพ่งอีกคดีหนึ่งต่างหากเสมอ
  2. 2.ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญานั้นได้
  3. 3.ต้องรอให้ศาลพิพากษาคดีอาญาถึงที่สุดก่อนจึงจะยื่นคำร้องได้
  4. 4.ไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทน เพราะพนักงานอัยการเป็นโจทก์แทนแล้ว
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญานั้นได้

มาตรา 44/1 ให้สิทธิผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญา ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ โดยยื่นก่อนเริ่มสืบพยาน บทบัญญัตินี้ช่วยลดภาระของผู้เสียหายที่ต้องไปฟ้องคดีแพ่งซ้ำอีกคดีหนึ่ง และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลสำหรับคำร้องดังกล่าว

ข้อ 31

ในกรณีใดที่เจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับบุคคลได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ

  1. 1.เมื่อสงสัยว่าบุคคลนั้นอาจเคยกระทำความผิดมาก่อน
  2. 2.เมื่อบุคคลนั้นกระทำความผิดซึ่งหน้า
  3. 3.เมื่อได้รับแจ้งจากประชาชนว่าบุคคลนั้นมีพฤติกรรมน่าสงสัย
  4. 4.เมื่อบุคคลนั้นปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือในการตอบคำถาม
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เมื่อบุคคลนั้นกระทำความผิดซึ่งหน้า

มาตรา 78 วางหลักว่าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่เข้าข้อยกเว้น เช่น เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า เมื่อพบบุคคลโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นน่าจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินโดยมีเครื่องมือหรืออาวุธ เมื่อมีเหตุที่จะออกหมายจับแต่มีความจำเป็นเร่งด่วน หรือเป็นการจับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หนีระหว่างถูกปล่อยชั่วคราว ความเพียงสงสัยลอย ๆ จึงไม่พอ

ข้อ 32

ในการค้นตัวผู้ถูกจับซึ่งเป็นหญิง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้อย่างไร

  1. 1.ต้องให้หญิงอื่นเป็นผู้ค้น
  2. 2.เจ้าพนักงานชายค้นได้ หากมีพยานอยู่ด้วยอย่างน้อย 2 คน
  3. 3.ต้องขออนุญาตศาลก่อนทุกครั้ง
  4. 4.ห้ามค้นตัวหญิงในทุกกรณี
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ต้องให้หญิงอื่นเป็นผู้ค้น

มาตรา 85 วรรคสอง กำหนดชัดเจนว่าการค้นนั้น ถ้าผู้ถูกค้นเป็นหญิง ต้องให้หญิงอื่นเป็นผู้ค้น บทบัญญัตินี้คุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกค้น และเป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในทางปฏิบัติซึ่งอาจกระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของการได้มาซึ่งพยานหลักฐาน

ข้อ 33

โดยหลักแล้ว การค้นในที่รโหฐานต้องกระทำในช่วงเวลาใด

  1. 1.เวลาใดก็ได้ตามความเหมาะสมของรูปคดี
  2. 2.ระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก
  3. 3.เฉพาะเวลาราชการเท่านั้น
  4. 4.เฉพาะเวลากลางคืนเพื่อไม่ให้ผู้ต้องสงสัยหลบหนี
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก

มาตรา 96 วางหลักว่าการค้นในที่รโหฐานต้องกระทำระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก โดยมีข้อยกเว้นให้ค้นในเวลากลางคืนได้ เช่น เมื่อลงมือค้นแต่ในเวลากลางวันแล้วยังไม่เสร็จก็ค้นต่อไปได้ หรือในกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง หรือมีกฎหมายอื่นบัญญัติให้ทำได้ หรือเป็นการค้นเพื่อจับผู้ดุร้ายหรือผู้ร้ายสำคัญโดยมีคำสั่งพิเศษจากศาล

ข้อ 34

ก่อนลงมือค้นในที่รโหฐาน เจ้าพนักงานผู้ค้นควรดำเนินการอย่างไรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

  1. 1.ค้นได้ทันทีโดยไม่ต้องแจ้งผู้ใด เพื่อไม่ให้มีการทำลายพยานหลักฐาน
  2. 2.แสดงความบริสุทธิ์ก่อนลงมือค้น และเท่าที่สามารถทำได้ให้ค้นต่อหน้าผู้ครอบครองสถานที่หรือบุคคลในครอบครัว หากไม่มีก็ให้ค้นต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนที่ขอร้องมาเป็นพยาน
  3. 3.ต้องมีผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันร่วมอยู่ด้วยทุกครั้งเท่านั้น
  4. 4.ต้องบันทึกภาพเคลื่อนไหวตลอดการค้น มิฉะนั้นการค้นเป็นโมฆะ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. แสดงความบริสุทธิ์ก่อนลงมือค้น และเท่าที่สามารถทำได้ให้ค้นต่อหน้าผู้ครอบครองสถานที่หรือบุคคลในครอบครัว หากไม่มีก็ให้ค้นต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนที่ขอร้องมาเป็นพยาน

มาตรา 102 กำหนดว่าก่อนลงมือค้นให้เจ้าพนักงานผู้ค้นแสดงความบริสุทธิ์เสียก่อน และเท่าที่สามารถจะทำได้ให้ค้นต่อหน้าผู้ครอบครองสถานที่หรือบุคคลในครอบครัวของผู้นั้น ถ้าหาบุคคลเช่นว่านั้นไม่ได้ก็ให้ค้นต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนซึ่งเจ้าพนักงานได้ขอร้องมาเป็นพยาน ขั้นตอนเหล่านี้ป้องกันข้อครหาเรื่องการนำสิ่งของไปวางไว้ในที่ค้น

ข้อ 35

ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการฟ้องคดีอาญาของพนักงานอัยการ

  1. 1.พนักงานอัยการฟ้องคดีต่อศาลได้ทันทีโดยไม่ต้องมีการสอบสวนมาก่อน
  2. 2.ห้ามพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน
  3. 3.พนักงานอัยการฟ้องได้เฉพาะคดีที่ผู้เสียหายร้องขอเท่านั้น
  4. 4.พนักงานอัยการต้องได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายก่อนทุกคดี
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ห้ามพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน

มาตรา 120 บัญญัติว่าห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน หลักนี้ประกันว่าคดีที่ขึ้นสู่ศาลผ่านการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างเป็นระบบมาแล้ว ผู้ต้องหาจึงไม่ถูกฟ้องโดยปราศจากฐานข้อเท็จจริง

ข้อ 36

ในคดีความผิดต่อส่วนตัว (ความผิดอันยอมความได้) พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนได้เมื่อใด

  1. 1.ทำการสอบสวนได้ทันทีเมื่อทราบเรื่องจากผู้ใดก็ตาม
  2. 2.ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบจากผู้เสียหายแล้ว
  3. 3.ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากพนักงานอัยการก่อน
  4. 4.ต่อเมื่อศาลมีคำสั่งให้ทำการสอบสวน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบจากผู้เสียหายแล้ว

มาตรา 121 วรรคสอง กำหนดว่าในคดีความผิดต่อส่วนตัว ห้ามมิให้ทำการสอบสวน เว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ เพราะกฎหมายให้ผู้เสียหายเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะดำเนินคดีหรือไม่ ต่างจากความผิดอาญาแผ่นดินที่พนักงานสอบสวนดำเนินการได้แม้ไม่มีผู้ร้องทุกข์ และควรจำควบคู่กับกำหนดเวลาร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด

ข้อ 37

หน้าที่ในการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มีขอบเขตอย่างไร

  1. 1.รวบรวมเฉพาะพยานหลักฐานที่พิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาเท่านั้น
  2. 2.รวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่จะทำได้ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา
  3. 3.รวบรวมเฉพาะพยานบุคคล ส่วนพยานเอกสารเป็นหน้าที่ของพนักงานอัยการ
  4. 4.รวบรวมเฉพาะพยานหลักฐานที่ผู้เสียหายนำมามอบให้
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. รวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่จะทำได้ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา

มาตรา 131 กำหนดให้พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา เพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา หลักนี้แสดงว่าพนักงานสอบสวนไม่ใช่ฝ่ายปรักปรำ แต่ต้องแสวงหาความจริงอย่างเป็นกลาง

ข้อ 38

ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกิน 18 ปีในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา หากผู้ต้องหาไม่มีทนายความ พนักงานสอบสวนต้องดำเนินการอย่างไร

  1. 1.สอบปากคำต่อไปได้เลย หากผู้ต้องหายินยอม
  2. 2.ต้องจัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหาก่อนเริ่มถามคำให้การ
  3. 3.ต้องเลื่อนการสอบสวนออกไปจนกว่าผู้ต้องหาจะหาทนายความมาเอง
  4. 4.ต้องส่งสำนวนให้พนักงานอัยการเป็นผู้สอบสวนแทน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ต้องจัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหาก่อนเริ่มถามคำให้การ

มาตรา 134/1 กำหนดว่าในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกิน 18 ปีในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาทนายความให้ ส่วนคดีที่มีอัตราโทษจำคุกทั่วไป รัฐจะจัดหาให้เมื่อผู้ต้องหาไม่มีและต้องการทนายความ

ข้อ 39

ในการถามคำให้การผู้ต้องหา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาห้ามพนักงานสอบสวนกระทำการใด

  1. 1.ถามคำถามซ้ำเพื่อความชัดเจนของถ้อยคำ
  2. 2.ให้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน ใช้กำลังบังคับ หรือกระทำโดยมิชอบประการใด ๆ เพื่อจูงใจให้ผู้ต้องหาให้การ
  3. 3.บันทึกคำให้การเป็นหนังสือและให้ผู้ต้องหาลงลายมือชื่อ
  4. 4.ให้ทนายความของผู้ต้องหาเข้าฟังการสอบปากคำ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ให้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน ใช้กำลังบังคับ หรือกระทำโดยมิชอบประการใด ๆ เพื่อจูงใจให้ผู้ต้องหาให้การ

มาตรา 135 ห้ามพนักงานสอบสวนทำหรือจัดให้ทำการใด ๆ ซึ่งเป็นการให้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน ใช้กำลังบังคับ หรือกระทำโดยมิชอบประการใด ๆ เพื่อจูงใจให้ผู้ต้องหาให้การอย่างใด ๆ ในเรื่องที่ต้องหานั้น เพราะคำให้การที่ได้มาโดยวิธีเช่นนั้นย่อมไม่น่าเชื่อถือและอาจถูกศาลปฏิเสธไม่รับฟัง ส่วนการให้ทนายความเข้าฟังการสอบปากคำเป็นสิทธิของผู้ต้องหา ไม่ใช่ข้อห้าม

ข้อ 40

เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของตำรวจผู้มีอำนาจตามกฎหมายไม่เห็นพ้องด้วยจึงทำความเห็นแย้ง คดีนั้นจะดำเนินการต่อไปอย่างไร

  1. 1.ให้ยุติคดีทันที เพราะคำสั่งของพนักงานอัยการเป็นที่สุด
  2. 2.ให้ส่งสำนวนพร้อมความเห็นแย้งไปยังอัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาด
  3. 3.ให้ส่งเรื่องให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะฟ้องหรือไม่
  4. 4.ให้พนักงานสอบสวนฟ้องคดีเองต่อศาล
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ให้ส่งสำนวนพร้อมความเห็นแย้งไปยังอัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาด

เมื่อมีคำสั่งไม่ฟ้องและผู้มีอำนาจตามกฎหมายทำความเห็นแย้ง ให้ส่งสำนวนพร้อมความเห็นแย้งไปยังอัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาด และคำชี้ขาดของอัยการสูงสุดเป็นที่สุด กลไกนี้เป็นการถ่วงดุลระหว่างพนักงานอัยการกับพนักงานสอบสวน ทั้งนี้ คำสั่งไม่ฟ้องที่เด็ดขาดแล้วก็ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะฟ้องคดีเองต่อศาล

ข้อ 41

ข้อใด "ไม่ใช่" สิ่งที่คำฟ้องคดีอาญาต้องมีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

  1. 1.การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด พร้อมข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่
  2. 2.อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด
  3. 3.ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง และผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง
  4. 4.คำรับสารภาพของจำเลยที่ให้ไว้ในชั้นสอบสวน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. คำรับสารภาพของจำเลยที่ให้ไว้ในชั้นสอบสวน

มาตรา 158 กำหนดรายการที่ฟ้องต้องมี ได้แก่ ชื่อศาลและวันเดือนปี คดีระหว่างผู้ใดโจทก์ผู้ใดจำเลยและฐานความผิด ตำแหน่งพนักงานอัยการหรือชื่อที่อยู่ของโจทก์ ชื่อและที่อยู่ของจำเลย การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำผิดพร้อมรายละเอียดเวลาสถานที่ อ้างมาตราในกฎหมาย และลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง ส่วนคำรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นพยานหลักฐานในสำนวน มิใช่รายการที่ต้องบรรยายในคำฟ้อง

ข้อ 42

ในชั้นพิจารณา หากจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ในคดีใดที่ศาลยังต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง

  1. 1.คดีที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น
  2. 2.คดีที่มีอัตราโทษปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทขึ้นไป
  3. 3.คดีความผิดอันยอมความได้ทุกคดี
  4. 4.คดีลหุโทษทุกคดี
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. คดีที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น

มาตรา 176 วางหลักว่าเมื่อจำเลยรับสารภาพ ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง เพื่อป้องกันการรับสารภาพแทนผู้อื่นหรือรับสารภาพทั้งที่ไม่ได้กระทำในคดีร้ายแรง

ข้อ 43

หลัก "ห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง" มีความมุ่งหมายตามข้อใด

  1. 1.เพื่อให้ศาลพิพากษาลงโทษหนักที่สุดเท่าที่กฎหมายกำหนด
  2. 2.เพื่อคุ้มครองจำเลยให้ต่อสู้คดีได้เต็มที่ โดยรู้ล่วงหน้าว่าตนถูกกล่าวหาในเรื่องใด
  3. 3.เพื่อให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องได้ตลอดเวลา
  4. 4.เพื่อให้ศาลมีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติมด้วยตนเอง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เพื่อคุ้มครองจำเลยให้ต่อสู้คดีได้เต็มที่ โดยรู้ล่วงหน้าว่าตนถูกกล่าวหาในเรื่องใด

มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง หลักนี้ผูกกับสิทธิในการต่อสู้คดี เพราะจำเลยเตรียมพยานหลักฐานได้ก็ต่อเมื่อรู้ชัดว่าถูกกล่าวหาในข้อเท็จจริงใด หากศาลลงโทษในเรื่องที่ไม่ได้ฟ้อง จำเลยย่อมไม่มีโอกาสแก้ข้อกล่าวหานั้นเลย

ข้อ 44

เมื่อศาลมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ศาลต้องดำเนินการอย่างไร

  1. 1.ให้สืบพยานเพิ่มเติมจนกว่าจะสิ้นสงสัย โดยไม่จำกัดเวลา
  2. 2.ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย
  3. 3.ให้ลงโทษจำเลยแต่ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง
  4. 4.ให้ส่งสำนวนคืนพนักงานอัยการเพื่อสอบสวนใหม่
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย

มาตรา 227 วรรคสอง บัญญัติว่า เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย หลักนี้สืบเนื่องจากข้อสันนิษฐานว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีความผิด และภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ ไม่ใช่จำเลยที่ต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน

ข้อ 45

คู่ความที่ไม่พอใจคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีอาญา โดยหลักต้องยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาเท่าใด

  1. 1.เจ็ดวันนับแต่วันอ่านคำพิพากษา
  2. 2.สิบห้าวันนับแต่วันอ่านคำพิพากษา
  3. 3.หนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่อุทธรณ์ฟัง
  4. 4.สามเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษา
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. หนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่อุทธรณ์ฟัง

การยื่นอุทธรณ์ในคดีอาญาให้ยื่นต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คู่ความฝ่ายที่อุทธรณ์ฟัง หากมีเหตุจำเป็นอาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาต่อศาลได้ ส่วนการฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็มีกำหนดหนึ่งเดือนเช่นเดียวกัน

ฝึกทำแบบจับเวลาและสุ่มข้อใหม่ทุกรอบ

โหมดฝึกจะสุ่มข้อใหม่ให้ทุกครั้ง เฉลยทันทีหลังตอบ และถ้าเข้าสู่ระบบไว้ระบบจะจำว่าคุณทำข้อไหนไปแล้ว พร้อมเก็บข้อที่ตอบผิดไว้ให้กลับมาแก้ตัว

เทคนิคทำข้อสอบวิชากฎหมายที่ประชาชนควรรู้

  • อาญาให้แยกเจตนากับประมาทให้ขาด เพราะเป็นจุดที่ตัวเลือกลวงชอบเล่น
  • วิ.อาญาให้จำให้แม่นว่ากรณีใดจับได้โดยไม่มีหมาย และใครเป็นผู้มีอำนาจออกหมาย
  • แพ่งเน้นเรื่องใกล้ตัว เช่น นิติกรรมสัญญา หนี้ ละเมิด และความสามารถของบุคคล

หัวข้ออื่นในวิชากฎหมายที่ประชาชนควรรู้

คำถามที่พบบ่อย

ข้อสอบกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเบื้องต้น ออกสอบในสนามไหนบ้าง

หัวข้อกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเบื้องต้น อยู่ในวิชากฎหมายที่ประชาชนควรรู้ ซึ่งใช้สอบในนายสิบตำรวจ (สายปราบปราม) และ นายสิบตำรวจ (สายอำนวยการ) ในเว็บนี้มีข้อสอบหัวข้อนี้ทั้งหมด 45 ข้อ

แนวข้อสอบกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเบื้องต้น มีเฉลยอธิบายไหม

ทุกข้อมีเฉลยพร้อมคำอธิบายว่าทำไมตัวเลือกนั้นถึงถูก และหน้านี้เปิดให้อ่านครบทั้ง 45 ข้อฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก

ฝึกทำข้อสอบกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเบื้องต้น ต้องเสียเงินไหม

ไม่เสียค่าใช้จ่าย ใช้ได้ฟรีทั้งหมด ไม่ต้องสมัครสมาชิกก็เริ่มฝึกได้ แต่ถ้าเข้าสู่ระบบ ระบบจะจำว่าทำข้อไหนไปแล้วและเก็บข้อที่ตอบผิดไว้ให้กลับมาทบทวน