คลังแนวข้อสอบกระดานอันดับ

แนวข้อสอบกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เบื้องต้น 52 ข้อ พร้อมเฉลย

ในคลัง 52 ข้อวิชากฎหมายที่ประชาชนควรรู้นายสิบตำรวจ (สายปราบปราม)นายสิบตำรวจ (สายอำนวยการ)

หน้านี้รวมแนวข้อสอบหัวข้อกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เบื้องต้น (เรียกสั้น ๆ ว่า ป.พ.พ. หรือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) จำนวน 52 ข้อ พร้อมเฉลยและคำอธิบายว่าทำไมตัวเลือกนั้นถึงถูก ทุกข้อจัดทำขึ้นใหม่ตามผังการออกข้อสอบ ไม่ใช่ข้อสอบเก่าของหน่วยงานใด อ่านฟรีทั้งหมดโดยไม่ต้องสมัครสมาชิก

ข้อสอบกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เบื้องต้น พร้อมเฉลย ครบทั้ง 52 ข้อ

ข้อ 1

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บุคคลย่อมบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุครบกี่ปีบริบูรณ์

  1. 1.18 ปี
  2. 2.20 ปี
  3. 3.21 ปี
  4. 4.25 ปี
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. 20 ปี

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 19 บัญญัติว่า บุคคลย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์

ข้อ 2

อายุความทั่วไปในการฟ้องคดีแพ่ง (กรณีที่กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น) คือกี่ปี

  1. 1.5 ปี
  2. 2.10 ปี
  3. 3.15 ปี
  4. 4.20 ปี
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. 10 ปี

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 บัญญัติว่า อายุความที่กฎหมายมิได้กำหนดไว้โดยเฉพาะ ให้มีกำหนดสิบปี

ข้อ 3

บุคคลย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุกี่ปีบริบูรณ์

  1. 1.17 ปี
  2. 2.18 ปี
  3. 3.20 ปี
  4. 4.21 ปี
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. 20 ปี

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 19 กำหนดว่าบุคคลย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ (หรือบรรลุนิติภาวะโดยการสมรสตามมาตรา 20)

ข้อ 4

สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มีผลอย่างไร

  1. 1.สมบูรณ์ทุกประการ
  2. 2.เป็นโมฆะ
  3. 3.เป็นโมฆียะ บอกล้างได้ภายหลัง
  4. 4.สมบูรณ์แต่ฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เป็นโมฆะ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 กำหนดว่าการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ

ข้อ 5

การกู้ยืมเงินเกินกว่าจำนวนเท่าใด ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืม จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้

  1. 1.500 บาท
  2. 2.1,000 บาท
  3. 3.2,000 บาท
  4. 4.5,000 บาท
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. 2,000 บาท

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 กำหนดว่าการกู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาทขึ้นไป ถ้าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืม จะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้

ข้อ 6

ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่างบุคคลทั่วไป กฎหมายห้ามคิดเกินอัตราเท่าใดต่อปี

  1. 1.ร้อยละ 7.5 ต่อปี
  2. 2.ร้อยละ 10 ต่อปี
  3. 3.ร้อยละ 15 ต่อปี
  4. 4.ร้อยละ 20 ต่อปี
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. ร้อยละ 15 ต่อปี

ห้ามคิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี หากเกินกว่านี้ ดอกเบี้ยส่วนที่เกินตกเป็นโมฆะ และผู้ให้กู้อาจมีความผิดอาญาตามกฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา

ข้อ 7

บุคคลจะทำการหมั้นกันได้ ต้องมีอายุอย่างน้อยกี่ปีบริบูรณ์

  1. 1.15 ปี
  2. 2.17 ปี
  3. 3.18 ปี
  4. 4.20 ปี
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. 18 ปี

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1435 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 (กฎหมายสมรสเท่าเทียม มีผลใช้บังคับ 22 มกราคม 2568) กำหนดว่าการหมั้นจะทำได้ต่อเมื่อบุคคลทั้งสองฝ่ายมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์แล้ว การหมั้นที่ฝ่าฝืนเป็นโมฆะ ตัวเลือก 17 ปีเป็นเกณฑ์เดิมก่อนการแก้ไข ซึ่งยังพบในตำราเก่าจำนวนมาก จึงต้องระวังเป็นพิเศษ (เกณฑ์อายุการสมรสตามมาตรา 1448 ก็แก้เป็น 18 ปีบริบูรณ์เช่นเดียวกัน)

ข้อ 8

บุคคลจะทำพินัยกรรมได้ต้องมีอายุอย่างน้อยกี่ปีบริบูรณ์

  1. 1.15 ปี
  2. 2.17 ปี
  3. 3.18 ปี
  4. 4.20 ปี
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. 15 ปี

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 25 กำหนดว่าผู้เยาว์อาจทำพินัยกรรมได้เมื่อมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ (พินัยกรรมที่ทำโดยผู้มีอายุต่ำกว่านี้เป็นโมฆะ)

ข้อ 9

นิติกรรมที่ผู้เยาว์ทำลงโดยลำพัง ไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม มีผลทางกฎหมายอย่างไร

  1. 1.สมบูรณ์ทุกประการ
  2. 2.เป็นโมฆะ ใช้ไม่ได้ตั้งแต่ต้น
  3. 3.เป็นโมฆียะ อาจถูกบอกล้างในภายหลังได้
  4. 4.สมบูรณ์แต่ฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. เป็นโมฆียะ อาจถูกบอกล้างในภายหลังได้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 21 กำหนดว่านิติกรรมที่ผู้เยาว์ทำโดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นโมฆียะ — คือใช้ได้จนกว่าจะมีการบอกล้าง ต่างจากโมฆะซึ่งเสียเปล่ามาแต่ต้น

ข้อ 10

หากผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ และไม่มีทายาทโดยธรรมคนใดเหลืออยู่เลย ทรัพย์มรดกของผู้ตายจะตกเป็นของผู้ใด

  1. 1.ตกเป็นของผู้ที่ครอบครองทรัพย์นั้นอยู่ในขณะที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย
  2. 2.ตกเป็นของวัดหรือองค์กรการกุศลที่อยู่ใกล้ภูมิลำเนาของผู้ตายมากที่สุด
  3. 3.ตกเป็นของเจ้าหนี้ของผู้ตายทั้งหมด แม้หนี้จะน้อยกว่าทรัพย์มรดกก็ตาม
  4. 4.ตกทอดแก่แผ่นดิน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. ตกทอดแก่แผ่นดิน

ป.พ.พ. มาตรา 1753 วางหลักว่า เมื่อบุคคลใดถึงแก่ความตายโดยไม่มีทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรม และไม่มีการตั้งมูลนิธิตามพินัยกรรม มรดกของบุคคลนั้นย่อมตกทอดแก่แผ่นดิน ตอบข้อ 4 ข้อ 1 ผิด เพราะการครอบครองทรัพย์เฉย ๆ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิรับมรดก ข้อ 2 ผิด เพราะการยกทรัพย์ให้วัดหรือองค์กรการกุศลต้องมีพินัยกรรมกำหนดไว้ ส่วนข้อ 3 ผิด เพราะแม้เจ้าหนี้จะมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองมรดกก่อนการแบ่ง แต่ได้เพียงเท่าจำนวนหนี้ ทรัพย์ส่วนที่เหลือจึงตกทอดแก่แผ่นดิน มิใช่ตกเป็นของเจ้าหนี้ทั้งหมด

ข้อ 11

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สภาพบุคคลของบุคคลธรรมดาเริ่มต้นขึ้นเมื่อใด

  1. 1.เมื่อปฏิสนธิในครรภ์มารดา
  2. 2.เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก
  3. 3.เมื่อได้รับการแจ้งเกิดและมีชื่อในทะเบียนบ้าน
  4. 4.เมื่อมีอายุครบ 7 ปีบริบูรณ์และทำบัตรประจำตัวประชาชน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 วางหลักว่า สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก และสิ้นสุดลงเมื่อตาย จึงต้องมีทั้ง 'คลอด' และ 'อยู่รอด' ครบทั้งสององค์ประกอบ ตัวลวง 'ปฏิสนธิ' ผิด เพราะทารกในครรภ์ยังไม่มีสภาพบุคคล เพียงแต่กฎหมายคุ้มครองสิทธิไว้ให้หากภายหลังเกิดมารอดอยู่ ส่วนการแจ้งเกิดหรือทำบัตรประชาชนเป็นเพียงหลักฐานทางทะเบียน ไม่ใช่จุดเริ่มสภาพบุคคล

ข้อ 12

บุคคลวิกลจริตซึ่งศาลได้สั่งให้เป็น 'คนไร้ความสามารถ' ต้องอยู่ในความดูแลของผู้ใด และหากบุคคลนั้นไปทำนิติกรรมเองโดยลำพัง นิติกรรมนั้นมีผลอย่างไร

  1. 1.อยู่ในความดูแลของผู้พิทักษ์ และนิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ
  2. 2.อยู่ในความดูแลของผู้แทนโดยชอบธรรม และนิติกรรมนั้นสมบูรณ์
  3. 3.อยู่ในความดูแลของผู้อนุบาล และนิติกรรมนั้นเป็นโมฆียะ
  4. 4.อยู่ในความดูแลของผู้อนุบาล และนิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. อยู่ในความดูแลของผู้อนุบาล และนิติกรรมนั้นเป็นโมฆียะ

คนไร้ความสามารถต้องจัดให้อยู่ในความอนุบาลของ 'ผู้อนุบาล' และนิติกรรมใด ๆ ที่คนไร้ความสามารถกระทำลงเองย่อมตกเป็น 'โมฆียะ' คือยังใช้ได้จนกว่าจะถูกบอกล้าง มิใช่เสียเปล่ามาแต่ต้น ตัวลวงข้อ 'ผู้พิทักษ์' ผิด เพราะผู้พิทักษ์เป็นเรื่องของคนเสมือนไร้ความสามารถ ส่วน 'ผู้แทนโดยชอบธรรม' เป็นเรื่องของผู้เยาว์ และคำตอบที่ว่าเป็น 'โมฆะ' ก็ผิด เพราะกฎหมายกำหนดผลไว้เป็นโมฆียะเท่านั้น

ข้อ 13

บุคคลที่ศาลสั่งให้เป็น 'คนเสมือนไร้ความสามารถ' มีสถานะทางกฎหมายอย่างไร

  1. 1.ถูกจำกัดความสามารถบางส่วน ต้องมีผู้พิทักษ์ให้ความยินยอมในการทำกิจการสำคัญบางอย่าง
  2. 2.ถูกตัดความสามารถโดยสิ้นเชิง ทำนิติกรรมใด ๆ ด้วยตนเองไม่ได้เลย
  3. 3.มีความสามารถเต็มที่เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป เพียงแต่ต้องรายงานต่อศาลทุกปี
  4. 4.มีฐานะเช่นเดียวกับผู้เยาว์ ต้องมีผู้แทนโดยชอบธรรมทำนิติกรรมแทนทั้งหมด
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ถูกจำกัดความสามารถบางส่วน ต้องมีผู้พิทักษ์ให้ความยินยอมในการทำกิจการสำคัญบางอย่าง

คนเสมือนไร้ความสามารถคือผู้ที่มีเหตุบกพร่อง เช่น กายพิการ จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ประพฤติสุรุ่ยสุร่ายเสเพลเป็นอาจิณ หรือติดสุรายาเมา จนไม่สามารถจัดทำการงานของตนเองได้ ศาลจึงสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและตั้งผู้พิทักษ์ ผลคือถูกจำกัดความสามารถ 'บางส่วน' เท่านั้น กิจการสำคัญตามที่กฎหมายระบุ (เช่น การกู้ยืมเงิน การประนีประนอมยอมความ การฟ้องคดี) ต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อน หากทำไปโดยลำพังนิติกรรมนั้นเป็นโมฆียะ ตัวลวงที่ว่า 'ตัดความสามารถโดยสิ้นเชิง' เป็นลักษณะของคนไร้ความสามารถ ไม่ใช่คนเสมือนไร้ความสามารถ

ข้อ 14

ข้อใดเป็นนิติกรรมที่ผู้เยาว์สามารถทำได้เองโดยลำพัง ไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม

  1. 1.ทำสัญญากู้ยืมเงินจำนวนหนึ่งแสนบาทมาลงทุน
  2. 2.ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ให้เพื่อนสนิท
  3. 3.รับการให้โดยเสน่หาที่ไม่มีเงื่อนไขและไม่มีค่าภาระติดพัน
  4. 4.นำที่ดินที่ตนเป็นเจ้าของไปจำนองประกันหนี้
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. รับการให้โดยเสน่หาที่ไม่มีเงื่อนไขและไม่มีค่าภาระติดพัน

หลักทั่วไปคือผู้เยาว์ทำนิติกรรมต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม แต่มีข้อยกเว้นให้ทำเองได้ ได้แก่ (1) นิติกรรมที่ผู้เยาว์ได้ไปซึ่งสิทธิอันใดอันหนึ่งหรือหลุดพ้นจากหน้าที่อันใดอันหนึ่ง (2) นิติกรรมที่ต้องทำเองเฉพาะตัว และ (3) นิติกรรมที่จำเป็นเพื่อการดำรงชีพตามสมควรแก่ฐานานุรูป การรับการให้โดยเสน่หาที่ปลอดเงื่อนไขและค่าภาระติดพัน ผู้เยาว์ได้แต่ประโยชน์ฝ่ายเดียว จึงทำเองได้ ส่วนการค้ำประกัน จำนอง และกู้ยืมเงิน ล้วนทำให้ผู้เยาว์ต้องเสียประโยชน์หรือรับภาระหน้าที่ จึงต้องได้รับความยินยอมก่อน มิฉะนั้นเป็นโมฆียะ

ข้อ 15

นายเอกทำสัญญาว่าจ้างนายโทให้ไปทำร้ายร่างกายคู่แข่งทางธุรกิจ โดยตกลงจ่ายค่าจ้าง 50,000 บาท สัญญาฉบับนี้มีผลทางกฎหมายอย่างไร

  1. 1.เป็นโมฆียะ นายเอกจึงบอกล้างได้ภายในกำหนดอายุความ
  2. 2.สมบูรณ์ เพราะคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายสมัครใจตกลงกันเอง
  3. 3.สมบูรณ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาว่านายโททำผิดอาญา
  4. 4.เป็นโมฆะ เพราะมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. เป็นโมฆะ เพราะมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะ (ป.พ.พ. มาตรา 150) การจ้างให้ทำร้ายร่างกายเป็นการจ้างให้กระทำความผิดอาญา จึงเสียเปล่ามาแต่เริ่มแรก ไม่มีผลผูกพันใด ๆ ฟ้องเรียกค่าจ้างไม่ได้ ตัวลวง 'โมฆียะ' ผิด เพราะโมฆียกรรมเป็นเรื่องความบกพร่องในความสามารถหรือการแสดงเจตนา ไม่ใช่ความไม่ชอบด้วยกฎหมายของวัตถุประสงค์ และความสมัครใจของคู่สัญญาก็ไม่อาจทำให้วัตถุประสงค์ที่ผิดกฎหมายกลายเป็นชอบด้วยกฎหมายได้

ข้อ 16

นิติกรรมที่บุคคลทำลงเพราะถูกกลฉ้อฉลหรือถูกข่มขู่ มีผลทางกฎหมายอย่างไร

  1. 1.เป็นโมฆะ เสียเปล่ามาแต่เริ่มแรก
  2. 2.เป็นโมฆียะ ผู้แสดงเจตนามีสิทธิบอกล้างได้
  3. 3.สมบูรณ์เสมอ เพราะได้ลงลายมือชื่อไปแล้ว
  4. 4.สมบูรณ์ เว้นแต่ผู้ข่มขู่จะถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดอาญาเสียก่อน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เป็นโมฆียะ ผู้แสดงเจตนามีสิทธิบอกล้างได้

การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลหรือเพราะถูกข่มขู่ เป็นความบกพร่องของเจตนาที่กฎหมายกำหนดผลไว้เป็น 'โมฆียะ' ผู้ถูกฉ้อฉลหรือถูกข่มขู่จึงมีสิทธิเลือกว่าจะบอกล้างเพื่อให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะย้อนหลัง หรือจะให้สัตยาบันรับรองให้สมบูรณ์ก็ได้ ตัวลวง 'โมฆะ' ผิด เพราะกฎหมายสงวนผลโมฆะไว้กับกรณีวัตถุประสงค์ต้องห้าม แบบไม่ถูกต้อง หรือสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม ส่วนการที่ผู้ข่มขู่จะถูกดำเนินคดีอาญาหรือไม่ เป็นคนละเรื่องกับผลทางแพ่งของนิติกรรม

ข้อ 17

การบอกล้างโมฆียกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องกระทำภายในกำหนดเวลาใด

  1. 1.ภายใน 3 เดือนนับแต่วันทำนิติกรรม และห้ามเกิน 1 ปีไม่ว่ากรณีใด
  2. 2.ภายใน 5 ปีนับแต่วันทำนิติกรรม โดยไม่มีกำหนดเวลาอื่นจำกัด
  3. 3.ภายใน 1 ปีนับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้ แต่ต้องไม่เกิน 10 ปีนับแต่ได้ทำนิติกรรมนั้น
  4. 4.ไม่มีกำหนดเวลา บอกล้างเมื่อใดก็ได้ตราบที่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. ภายใน 1 ปีนับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้ แต่ต้องไม่เกิน 10 ปีนับแต่ได้ทำนิติกรรมนั้น

ป.พ.พ. มาตรา 181 กำหนดว่า โมฆียกรรมจะบอกล้างมิได้เมื่อพ้นเวลา 1 ปีนับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้ หรือเมื่อพ้นเวลา 10 ปีนับแต่ได้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะนั้น จึงมีกำหนดสองชั้นซ้อนกัน คือชั้นสั้น 1 ปี และชั้นยาวสุด 10 ปี ครบชั้นใดชั้นหนึ่งก่อนก็หมดสิทธิบอกล้าง ตัวลวงข้อสุดท้ายเป็นกับดักที่พบบ่อย เพราะแม้ยังไม่ให้สัตยาบัน สิทธิบอกล้างก็สิ้นไปได้ด้วยการล่วงพ้นกำหนดเวลาข้างต้น

ข้อ 18

ข้อใดกล่าวถึงความแตกต่างระหว่าง 'โมฆะกรรม' กับ 'โมฆียกรรม' ได้ถูกต้อง

  1. 1.โมฆะกรรมให้สัตยาบันได้ แต่โมฆียกรรมให้สัตยาบันไม่ได้
  2. 2.ทั้งโมฆะกรรมและโมฆียกรรมต้องให้ศาลพิพากษาเพิกถอนเสียก่อน จึงจะไม่มีผลผูกพัน
  3. 3.โมฆะกรรมยังใช้บังคับได้จนกว่าจะถูกบอกล้าง ส่วนโมฆียกรรมเสียเปล่ามาแต่เริ่มแรก
  4. 4.โมฆะกรรมเสียเปล่ามาแต่เริ่มแรกและให้สัตยาบันไม่ได้ ส่วนโมฆียกรรมสมบูรณ์อยู่จนกว่าจะถูกบอกล้าง และอาจให้สัตยาบันให้สมบูรณ์ตลอดไปได้
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. โมฆะกรรมเสียเปล่ามาแต่เริ่มแรกและให้สัตยาบันไม่ได้ ส่วนโมฆียกรรมสมบูรณ์อยู่จนกว่าจะถูกบอกล้าง และอาจให้สัตยาบันให้สมบูรณ์ตลอดไปได้

โมฆะกรรมคือนิติกรรมที่เสียเปล่ามาแต่เริ่มแรก ไม่ก่อสิทธิหน้าที่ใด ๆ ผู้มีส่วนได้เสียคนใดจะยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างก็ได้ และจะให้สัตยาบันแก่กันไม่ได้ ส่วนโมฆียกรรมยังคงมีผลสมบูรณ์อยู่จนกว่าผู้มีสิทธิจะบอกล้าง หากบอกล้างแล้วจึงถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก แต่หากให้สัตยาบันก็จะสมบูรณ์ตลอดไป ตัวเลือกอื่นสลับคุณสมบัติของทั้งสองอย่างหรือเพิ่มเงื่อนไขเรื่องคำพิพากษาศาลเข้ามา ซึ่งกฎหมายไม่ได้บังคับไว้เช่นนั้น

ข้อ 19

สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด มีกำหนดอายุความอย่างไร

  1. 1.1 ปีนับแต่วันทำละเมิดเท่านั้น ไม่มีกำหนดเวลาอื่น
  2. 2.1 ปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันทำละเมิด
  3. 3.10 ปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิด โดยไม่มีกำหนดเวลาอื่น
  4. 4.2 ปีนับแต่วันทำละเมิด แต่ไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันที่รู้ตัวผู้กระทำ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. 1 ปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันทำละเมิด

อายุความละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 มีสองชั้น คือ 1 ปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิด 'และ' รู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน กับอีกชั้นหนึ่งคือ 10 ปีนับแต่วันทำละเมิด ครบกำหนดใดก่อนย่อมขาดอายุความ กับดักของข้อนี้คือตัวเลือกที่นับ 1 ปีจากวันทำละเมิด ซึ่งผิด เพราะกฎหมายให้เริ่มนับจากวันที่ 'รู้' ทั้งการละเมิดและตัวผู้ต้องรับผิด อนึ่ง อายุความละเมิดนี้เป็นข้อยกเว้นจากอายุความทั่วไป จึงต้องแยกจำให้ดี

ข้อ 20

นายเอกค้ำประกันหนี้เงินกู้ของนายโทต่อเจ้าหนี้ โดยตกลงกันด้วยวาจาเท่านั้น ต่อมานายโทผิดนัด เจ้าหนี้จะฟ้องบังคับให้นายเอกรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันได้หรือไม่

  1. 1.ฟ้องได้ เพราะสัญญาค้ำประกันเกิดขึ้นทันทีที่ตกลงกัน ไม่ต้องมีแบบใด ๆ
  2. 2.ฟ้องได้ หากมีพยานบุคคลรู้เห็นการตกลงตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป
  3. 3.ฟ้องไม่ได้ เพราะการค้ำประกันต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกัน จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้
  4. 4.ฟ้องไม่ได้ เพราะสัญญาค้ำประกันที่ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตกเป็นโมฆะ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. ฟ้องไม่ได้ เพราะการค้ำประกันต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกัน จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดว่า การค้ำประกันนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่ (ป.พ.พ. มาตรา 680) จึงตอบข้อ 3 กับดักคือ ข้อ 1 และ 2 เข้าใจผิดว่าค้ำประกันด้วยวาจาก็ฟ้องได้ ส่วนข้อ 4 ผิดเพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดให้จดทะเบียน และผลของการไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือคือ 'ฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้' ไม่ใช่ 'เป็นโมฆะ' สัญญายังคงมีอยู่ หากผู้ค้ำประกันสมัครใจชำระก็ชำระได้

ข้อ 21

ชายหญิงคู่หนึ่งจัดพิธีแต่งงานตามประเพณี มีการสู่ขอ มีสินสอด และอยู่กินฉันสามีภริยามากว่า 10 ปี แต่ไม่เคยจดทะเบียนสมรส ในทางกฎหมาย ทั้งสองมีสถานะเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

  1. 1.เป็น เพราะอยู่กินกันเปิดเผยเกิน 7 ปี ถือว่าสมรสโดยผลของกฎหมาย
  2. 2.เป็น เพราะได้จัดพิธีตามประเพณีและมีการส่งมอบสินสอดแล้ว
  3. 3.เป็น เพราะมีบุตรและญาติทั้งสองฝ่ายรับรองการอยู่กินฉันสามีภริยา
  4. 4.ไม่เป็น เพราะการสมรสจะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายก็ต่อเมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้วเท่านั้น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. ไม่เป็น เพราะการสมรสจะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายก็ต่อเมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้วเท่านั้น

ป.พ.พ. มาตรา 1457 วางหลักว่า การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น พิธีแต่งงาน สินสอด ระยะเวลาที่อยู่กิน หรือการมีบุตร ไม่ทำให้เกิดการสมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงตอบข้อ 4 ข้อ 1 เป็นกับดักที่นำหลัก 'สมรสตามข้อเท็จจริง' ของต่างประเทศมาใช้ ซึ่งกฎหมายไทยไม่รับรอง ส่วนข้อ 2 และ 3 เป็นเพียงข้อเท็จจริงทางประเพณี ไม่มีผลก่อตั้งสถานะการสมรส

ข้อ 22

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ซึ่งมีสิทธิรับมรดกก่อนลำดับอื่น คือบุคคลใด

  1. 1.ผู้สืบสันดาน
  2. 2.บิดามารดา
  3. 3.พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
  4. 4.ปู่ ย่า ตา ยาย
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ผู้สืบสันดาน

ป.พ.พ. มาตรา 1629 จัดลำดับทายาทโดยธรรมไว้ 6 ลำดับ คือ (1) ผู้สืบสันดาน (2) บิดามารดา (3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน (4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน (5) ปู่ ย่า ตา ยาย (6) ลุง ป้า น้า อา ลำดับที่ 1 จึงเป็นผู้สืบสันดาน ตอบข้อ 1 ตัวลวงข้ออื่นล้วนเป็นทายาทลำดับถัดไป ซึ่งโดยหลักจะถูกตัดมิให้รับมรดกเมื่อมีทายาทลำดับก่อนหน้า (ยกเว้นบิดามารดาที่กฎหมายให้ได้ส่วนแบ่งเสมือนทายาทชั้นบุตร) ส่วนคู่สมรสไม่ใช่ทายาทตามลำดับเหล่านี้ แต่เป็นทายาทโดยธรรมพิเศษที่มีสิทธิรับมรดกอยู่เสมอ

ข้อ 23

นายแดงทำหนังสือเสนอขายรถยนต์แก่นายดำในราคา 300,000 บาท นายดำตอบกลับว่า "ตกลงซื้อ แต่ขอลดราคาเหลือ 280,000 บาท" ผลทางกฎหมายเป็นอย่างไร

  1. 1.สัญญาซื้อขายเกิดขึ้นแล้วที่ราคา 300,000 บาท เพราะนายดำตอบว่า "ตกลงซื้อ"
  2. 2.สัญญายังไม่เกิด เพราะคำสนองที่มีข้อความเพิ่มเติมหรือแก้ไขคำเสนอ ถือเป็นคำบอกปัดและเป็นคำเสนอขึ้นใหม่
  3. 3.สัญญาเกิดขึ้นแล้วที่ราคา 280,000 บาท เพราะถือว่านายแดงยอมรับโดยปริยาย
  4. 4.สัญญาเกิดขึ้นแล้วที่ราคากึ่งกลาง คือ 290,000 บาท ตามหลักความเป็นธรรม
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. สัญญายังไม่เกิด เพราะคำสนองที่มีข้อความเพิ่มเติมหรือแก้ไขคำเสนอ ถือเป็นคำบอกปัดและเป็นคำเสนอขึ้นใหม่

สัญญาจะเกิดขึ้นต่อเมื่อคำสนองตรงกับคำเสนอทุกประการ ป.พ.พ. มาตรา 359 วรรคสอง วางหลักว่า คำสนองที่มีข้อความเพิ่มเติม มีข้อจำกัด หรือมีข้อแก้ไขอย่างอื่นประกอบด้วย ให้ถือว่าเป็นคำบอกปัดไม่รับ และเป็นคำเสนอขึ้นใหม่ในตัว การที่นายดำขอลดราคาจึงเป็นคำเสนอใหม่ที่รอนายแดงสนอง สัญญายังไม่เกิด ตอบข้อ 2 กับดักคือข้อ 1 ที่หลงเชื่อคำว่า "ตกลงซื้อ" โดยไม่ดูว่าราคาถูกแก้ไข ส่วนข้อ 3 และ 4 ไม่มีหลักกฎหมายรองรับ ความนิ่งของนายแดงไม่ใช่คำสนอง และกฎหมายไม่มีการเฉลี่ยราคากึ่งกลาง

ข้อ 24

นางสาวเขียวทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับนายขาวด้วยวาจา และได้วางมัดจำไว้ 100,000 บาท โดยยังไม่ได้ทำเป็นหนังสือและยังไม่ได้ไปจดทะเบียนโอน ต่อมานายขาวเปลี่ยนใจไม่ยอมโอนที่ดินให้ นางสาวเขียวจะฟ้องบังคับให้นายขาวโอนที่ดินได้หรือไม่

  1. 1.ไม่ได้ เพราะสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียนตกเป็นโมฆะทั้งหมด
  2. 2.ไม่ได้ เพราะสัญญาเกี่ยวกับที่ดินต้องทำเป็นหนังสือเท่านั้น การวางมัดจำไม่มีผลใด ๆ
  3. 3.ฟ้องได้ เพราะมีการวางมัดจำแล้ว ซึ่งกฎหมายถือเป็นเหตุให้ฟ้องร้องบังคับคดีตามสัญญาจะซื้อจะขายได้
  4. 4.ฟ้องได้เฉพาะเรียกมัดจำคืน 1 เท่า แต่จะบังคับให้โอนที่ดินไม่ได้ในทุกกรณี
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. ฟ้องได้ เพราะมีการวางมัดจำแล้ว ซึ่งกฎหมายถือเป็นเหตุให้ฟ้องร้องบังคับคดีตามสัญญาจะซื้อจะขายได้

ต้องแยกให้ออกระหว่าง 'สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด' ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน มิฉะนั้นตกเป็นโมฆะ กับ 'สัญญาจะซื้อจะขาย' ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสอง กำหนดว่าจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ก็ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือได้วางประจำ (มัดจำ) ไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว เมื่อมีการวางมัดจำ 100,000 บาท จึงฟ้องบังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายได้ ตอบข้อ 3 ข้อ 1 และ 2 เป็นกับดักที่นำหลักของสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดมาใช้ผิดที่ ส่วนข้อ 4 ผิดเพราะเมื่อฟ้องบังคับตามสัญญาได้ ก็ขอให้ศาลบังคับให้ไปจดทะเบียนโอนได้

ข้อ 25

ระหว่างสมรส นางฟ้าได้รับที่ดินแปลงหนึ่งมาโดยการรับมรดกจากบิดาของตน ที่ดินแปลงนี้มีสถานะเป็นทรัพย์สินประเภทใด

  1. 1.สินสมรส เพราะได้มาระหว่างที่การสมรสยังมีอยู่
  2. 2.สินส่วนตัวของนางฟ้า เพราะเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดก
  3. 3.สินสมรสกึ่งหนึ่ง และสินส่วนตัวกึ่งหนึ่ง
  4. 4.สินส่วนตัวของนางฟ้าเฉพาะเมื่อสามีทำหนังสือสละสิทธิเท่านั้น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. สินส่วนตัวของนางฟ้า เพราะเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดก

ป.พ.พ. มาตรา 1471 กำหนดว่า สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส ทรัพย์สินที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัวหรือเครื่องมือประกอบอาชีพ ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา และของหมั้น ที่ดินที่ได้มาโดยรับมรดกจึงเป็นสินส่วนตัวของนางฟ้า ตอบข้อ 2 กับดักคือข้อ 1 ที่จำหลักผิดว่า 'ได้มาระหว่างสมรส = สินสมรสเสมอ' ทั้งที่มรดกและการให้โดยเสน่หาเป็นข้อยกเว้น ส่วนข้อ 3 และ 4 ไม่มีหลักกฎหมายรองรับ สถานะสินส่วนตัวเกิดขึ้นเองโดยผลของกฎหมาย ไม่ต้องให้คู่สมรสสละสิทธิ

ข้อ 26

นายหนึ่งเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของนายสอง เมื่อนายสองผิดนัด นายหนึ่งจึงชำระหนี้ทั้งหมดให้เจ้าหนี้ไปแล้ว นายหนึ่งมีสิทธิตามกฎหมายอย่างไร

  1. 1.ไม่มีสิทธิใด ๆ เพราะผู้ค้ำประกันต้องรับภาระหนี้นั้นเป็นของตนเองโดยเด็ดขาด
  2. 2.มีสิทธิเรียกเงินคืนได้เพียงกึ่งหนึ่งของที่ชำระไป เพราะถือว่าร่วมรับผิดกับลูกหนี้คนละครึ่ง
  3. 3.มีสิทธิเรียกให้เจ้าหนี้คืนเงินแก่ตน แล้วให้เจ้าหนี้ไปไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้เอง
  4. 4.มีสิทธิไล่เบี้ยเรียกเงินที่ชำระไปคืนจากนายสองซึ่งเป็นลูกหนี้ พร้อมทั้งเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. มีสิทธิไล่เบี้ยเรียกเงินที่ชำระไปคืนจากนายสองซึ่งเป็นลูกหนี้ พร้อมทั้งเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้

เมื่อผู้ค้ำประกันชำระหนี้ให้เจ้าหนี้แล้ว ป.พ.พ. มาตรา 693 ให้ผู้ค้ำประกันมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ในต้นเงินกับดอกเบี้ย และค่าเสียหายที่ต้องรับผิดเพราะการค้ำประกัน ทั้งยังเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดาที่มีเหนือลูกหนี้ด้วย จึงตอบข้อ 4 ข้อ 1 ผิด เพราะผู้ค้ำประกันเป็นเพียงผู้รับผิดแทน ไม่ใช่เจ้าของหนี้ที่แท้จริง ข้อ 2 ผิด เพราะไล่เบี้ยได้เต็มจำนวนที่ชำระไป ไม่ใช่กึ่งหนึ่ง และข้อ 3 ผิด เพราะเมื่อชำระโดยชอบแล้ว เจ้าหนี้ไม่ต้องคืนเงิน ผู้ค้ำประกันต้องไปว่ากล่าวกับลูกหนี้เอง

ข้อ 27

นายเอกู้เงินนายบี 50,000 บาท โดยทำสัญญากู้เป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้ ต่อมานายเอนำเงินไปคืนครบถ้วนด้วยตนเอง แต่ไม่ได้เอาสัญญากู้คืนและไม่ได้ให้นายบีเขียนอะไรไว้ เมื่อนายบีกลับมาฟ้องเรียกเงินอีก นายเอจะนำสืบว่าใช้เงินคืนแล้วได้อย่างไร

  1. 1.ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืม หรือเอกสารกู้ยืมได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว
  2. 2.นำพยานบุคคลที่รู้เห็นการชำระเงินมาเบิกความประกอบได้ทันที ถือเป็นการนำสืบที่ชอบด้วยกฎหมาย
  3. 3.ไม่ต้องนำสืบสิ่งใด เพราะภาระการพิสูจน์ตกแก่ผู้ให้กู้เพียงฝ่ายเดียวเสมอ
  4. 4.ต้องนำสำเนาสัญญากู้ที่ตนถ่ายเก็บไว้มาแสดงต่อศาลเท่านั้น จึงจะรับฟังได้
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืม หรือเอกสารกู้ยืมได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว

ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง วางหลักว่า ในการกู้ยืมเงินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ จะนำสืบการใช้เงินได้ก็ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง หรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว ตอบข้อ 1 ข้อ 2 เป็นกับดักสำคัญ เพราะพยานบุคคลลอย ๆ ต้องห้ามมิให้นำสืบการใช้เงินในกรณีนี้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ลูกหนี้จำนวนมากถูกฟ้องซ้ำ ข้อ 3 ผิดเพราะเมื่อจำเลยยกข้อต่อสู้ว่าชำระหนี้แล้ว จำเลยย่อมมีหน้าที่นำสืบข้อต่อสู้ของตน และข้อ 4 ผิดเพราะสำเนาสัญญากู้ไม่ใช่หลักฐานการใช้เงินแต่อย่างใด

ข้อ 28

นายมั่งถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรม มีทรัพย์มรดกสุทธิ 1,000,000 บาท ขณะตายมีภริยาที่จดทะเบียนสมรส 1 คน บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย 2 คน และบิดามารดายังมีชีวิตอยู่ทั้งสองคน (ทรัพย์ 1,000,000 บาทนี้เป็นส่วนที่เป็นมรดกแล้ว) ภริยาจะได้รับส่วนแบ่งมรดกเท่าใด

  1. 1.500,000 บาท
  2. 2.333,333 บาท
  3. 3.200,000 บาท
  4. 4.250,000 บาท
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. 200,000 บาท

โดยหลัก ป.พ.พ. มาตรา 1630 วรรคสอง ในกรณีที่มีผู้สืบสันดาน (ทายาทลำดับ 1) และบิดามารดายังมีชีวิตอยู่ ให้บิดามารดาได้รับส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร และตามมาตรา 1635 (1) เมื่อมีทายาทลำดับผู้สืบสันดาน คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ได้รับส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตรเช่นกัน ผู้มีสิทธิรับมรดกจึงมี 5 คน คือ บุตร 2 คน บิดา 1 มารดา 1 และภริยา 1 แบ่งเท่า ๆ กัน ได้คนละ 1,000,000 ÷ 5 = 200,000 บาท ตอบข้อ 3 กับดัก 500,000 บาท มาจากความเข้าใจผิดว่าคู่สมรสได้ครึ่งหนึ่งของกองมรดกเสมอ (ซึ่งกรณีนั้นคือการแบ่งสินสมรสก่อน หรือกรณีมีทายาทลำดับอื่นบางลำดับ) ส่วน 333,333 บาท มาจากการนับเฉพาะภริยากับบุตร 2 คน โดยลืมว่าบิดามารดายังได้ส่วนแบ่งด้วย และ 250,000 บาท มาจากการนับผิดเป็น 4 ส่วน

ข้อ 29

สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อกองมรดกของลูกหนี้ที่ถึงแก่ความตาย มีกำหนดอายุความอย่างไร

  1. 1.หนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แต่ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย
  2. 2.สามปีนับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย
  3. 3.ห้าปีนับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย
  4. 4.ไม่มีอายุความ เพราะเป็นสิทธิเรียกร้องเหนือกองมรดก
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. หนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แต่ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย

มาตรา 1754 วรรคสาม กำหนดอายุความสำหรับสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกไว้ว่าห้ามฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก และวรรคท้ายกำหนดเพดานไว้ว่ามิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นสิบปีนับแต่เจ้ามรดกตาย ไม่ว่ากรณีใด ๆ

ข้อ 30

เมื่อบุคคลถึงแก่ความตาย มรดกของผู้นั้นตกทอดแก่ทายาทเมื่อใด

  1. 1.เมื่อทายาททำเรื่องขอรับมรดกต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
  2. 2.เมื่อบุคคลนั้นถึงแก่ความตาย
  3. 3.เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดก
  4. 4.เมื่อพ้นกำหนด 1 ปีนับแต่วันถึงแก่ความตาย
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เมื่อบุคคลนั้นถึงแก่ความตาย

มาตรา 1599 วางหลักว่าเมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาททันทีโดยผลของกฎหมาย การตั้งผู้จัดการมรดกหรือการจดทะเบียนโอนเป็นเพียงขั้นตอนในการจัดการและเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เท่านั้น มิใช่เงื่อนไขที่ทำให้มรดกตกทอด

ข้อ 31

ร้านค้าแห่งหนึ่งขายสินค้าให้ลูกค้าโดยให้เชื่อไว้ก่อน สิทธิเรียกร้องของผู้ประกอบการค้าในการเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ โดยหลักมีกำหนดอายุความเท่าใด

  1. 1.1 ปี
  2. 2.2 ปี
  3. 3.5 ปี
  4. 4.10 ปี
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. 2 ปี

มาตรา 193/34 กำหนดอายุความ 2 ปีสำหรับสิทธิเรียกร้องหลายประเภท รวมทั้งสิทธิของผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมในการเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น ส่วนอายุความ 10 ปีตามมาตรา 193/30 เป็นอายุความทั่วไปที่ใช้เมื่อกฎหมายมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

ข้อ 32

บุคคลใดไปจากภูมิลำเนาโดยไม่มีใครรู้แน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร ผู้มีส่วนได้เสียอาจร้องขอให้ศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญได้เมื่อครบกำหนดเวลาเท่าใดในกรณีปกติ

  1. 1.1 ปี
  2. 2.2 ปี
  3. 3.5 ปี
  4. 4.10 ปี
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. 5 ปี

มาตรา 61 กำหนดว่าถ้าบุคคลใดไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ และไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ตลอดระยะเวลา 5 ปี ผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอให้ศาลสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญได้ แต่ถ้าเป็นกรณีพิเศษ เช่น หายไปในการรบ ยานพาหนะอับปาง หรือภยันตรายอื่นต่อชีวิต กำหนดเวลาจะลดเหลือ 2 ปี

ข้อ 33

ตัวแทนที่ได้รับมอบหมายให้ทำนิติกรรมแทนตัวการ ได้ทำนิติกรรมกับบุคคลภายนอกภายในขอบอำนาจที่ได้รับมอบหมาย ผลผูกพันเป็นอย่างไร

  1. 1.ผูกพันตัวแทนเป็นการส่วนตัวเท่านั้น
  2. 2.ผูกพันตัวการเสมือนหนึ่งว่าตัวการได้ทำนิติกรรมนั้นด้วยตนเอง
  3. 3.ไม่ผูกพันผู้ใดเลย จนกว่าตัวการจะให้สัตยาบัน
  4. 4.ผูกพันบุคคลภายนอกฝ่ายเดียว
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ผูกพันตัวการเสมือนหนึ่งว่าตัวการได้ทำนิติกรรมนั้นด้วยตนเอง

สาระสำคัญของสัญญาตัวแทนตามมาตรา 797 คือตัวแทนมีอำนาจทำการแทนตัวการ และเมื่อทำภายในขอบอำนาจ ผลย่อมตกแก่ตัวการเสมือนตัวการทำเอง หากตัวแทนทำเกินขอบอำนาจ โดยหลักไม่ผูกพันตัวการ เว้นแต่ตัวการให้สัตยาบัน หรือเข้าหลักตัวแทนเชิดหรือพฤติการณ์ที่ทำให้บุคคลภายนอกหลงเชื่อโดยสุจริตว่าตัวแทนมีอำนาจ

ข้อ 34

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2568 การหมั้นจะกระทำได้เมื่อบุคคลทั้งสองฝ่ายมีอายุเท่าใด

  1. 1.15 ปีบริบูรณ์
  2. 2.17 ปีบริบูรณ์
  3. 3.18 ปีบริบูรณ์
  4. 4.20 ปีบริบูรณ์
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. 18 ปีบริบูรณ์

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 แก้ไขมาตรา 1435 จากเดิมที่กำหนดให้ "ชายและหญิง" มีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ เป็น "บุคคลทั้งสองฝ่าย" ต้องมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์แล้ว การหมั้นที่ฝ่าฝืนเป็นโมฆะ ผู้เข้าสอบต้องระวังตำราเก่าที่ยังระบุ 17 ปีอยู่

ข้อ 35

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับปัจจุบัน การสมรสจะกระทำได้เมื่อใด

  1. 1.เมื่อบุคคลทั้งสองมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นชายกับหญิง
  2. 2.เมื่อชายและหญิงมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์เท่านั้น
  3. 3.เมื่อบุคคลทั้งสองมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์
  4. 4.เมื่อชายมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ และหญิงมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. เมื่อบุคคลทั้งสองมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นชายกับหญิง

มาตรา 1448 ที่แก้ไขใหม่กำหนดว่าการสมรสจะทำได้ต่อเมื่อบุคคลทั้งสองมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์แล้ว โดยเปลี่ยนถ้อยคำจาก "ชายและหญิง" เป็นถ้อยคำที่ไม่จำกัดเพศ ทำให้บุคคลเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสได้ อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ได้

ข้อ 36

ผู้เยาว์อายุ 18 ปี ได้ทำการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ผลในทางกฎหมายเป็นอย่างไร

  1. 1.ยังคงเป็นผู้เยาว์จนกว่าจะอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์
  2. 2.ย่อมบรรลุนิติภาวะทันทีเมื่อทำการสมรส
  3. 3.บรรลุนิติภาวะเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัวเท่านั้น
  4. 4.ต้องได้รับอนุญาตจากศาลจึงจะบรรลุนิติภาวะ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ย่อมบรรลุนิติภาวะทันทีเมื่อทำการสมรส

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 20 บัญญัติว่า ผู้เยาว์ย่อมบรรลุนิติภาวะเมื่อทำการสมรส หากการสมรสนั้นได้ทำตามบทบัญญัติมาตรา 1448 ผลคือผู้นั้นทำนิติกรรมได้เองโดยสมบูรณ์ ไม่ต้องขอความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมอีกต่อไป และความเป็นผู้บรรลุนิติภาวะนี้ไม่สิ้นสุดลงแม้ภายหลังจะหย่ากัน

ข้อ 37

ทรัพย์สินใดต่อไปนี้เป็น "สินสมรส" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

  1. 1.ทรัพย์สินที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส
  2. 2.เงินเดือนที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้รับจากการทำงานระหว่างสมรส
  3. 3.ของหมั้นที่ฝ่ายหญิงได้รับไว้
  4. 4.ที่ดินที่ได้รับมาโดยการให้โดยเสน่หาระหว่างสมรส โดยผู้ให้มิได้ระบุว่าให้เป็นสินสมรส
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เงินเดือนที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้รับจากการทำงานระหว่างสมรส

มาตรา 1474 กำหนดว่าสินสมรสได้แก่ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือเมื่อระบุว่าเป็นสินสมรส และดอกผลของสินส่วนตัว เงินเดือนที่ได้จากการทำงานระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรส ส่วนทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนสมรส ของหมั้น และทรัพย์ที่ได้มาโดยมรดกหรือการให้โดยเสน่หาที่ไม่ได้ระบุว่าให้เป็นสินสมรส ล้วนเป็นสินส่วนตัวตามมาตรา 1471

ข้อ 38

นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน มีผลอย่างไร

  1. 1.เป็นโมฆียะ ซึ่งอาจให้สัตยาบันในภายหลังได้
  2. 2.เป็นโมฆะ เสียเปล่ามาแต่ต้น และให้สัตยาบันไม่ได้
  3. 3.สมบูรณ์ แต่คู่กรณีอาจบอกเลิกได้
  4. 4.สมบูรณ์ หากคู่กรณีทั้งสองฝ่ายสมัครใจ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เป็นโมฆะ เสียเปล่ามาแต่ต้น และให้สัตยาบันไม่ได้

มาตรา 150 กำหนดว่านิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นโมฆะ ผลของโมฆะกรรมคือเสียเปล่ามาแต่ต้นเสมือนไม่เคยมีนิติกรรมนั้น ผู้ใดจะให้สัตยาบันแก่โมฆะกรรมหาได้ไม่ ต่างจากโมฆียะกรรมที่สมบูรณ์อยู่จนกว่าจะถูกบอกล้าง และให้สัตยาบันได้

ข้อ 39

นายเอกต้องการซื้อภาพวาดของศิลปินชื่อดัง แต่เข้าใจผิดว่าภาพที่ซื้อเป็นผลงานของศิลปินคนนั้น ทั้งที่จริงเป็นผลงานของศิลปินอีกคนหนึ่ง กรณีนี้เป็นความสำคัญผิดในเรื่องใดและมีผลอย่างไร

  1. 1.สำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม นิติกรรมเป็นโมฆะ
  2. 2.สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ นิติกรรมเป็นโมฆียะ
  3. 3.ไม่ถือเป็นความสำคัญผิด นิติกรรมสมบูรณ์ทุกประการ
  4. 4.เป็นกลฉ้อฉล นิติกรรมจึงเป็นโมฆะ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ นิติกรรมเป็นโมฆียะ

มาตรา 157 บัญญัติว่าการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สิน เป็นโมฆียะ เมื่อคุณสมบัตินั้นตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ ซึ่งหากมิได้มีความสำคัญผิดดังกล่าวการอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น ต่างจากมาตรา 156 ที่เป็นความสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรมเอง เช่น สำคัญผิดในตัวทรัพย์หรือลักษณะของนิติกรรม ซึ่งมีผลเป็นโมฆะ

ข้อ 40

เมื่อโมฆียะกรรมถูกบอกล้างโดยชอบแล้ว จะมีผลอย่างไร

  1. 1.ให้ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม
  2. 2.สิ้นผลนับแต่วันบอกล้างเป็นต้นไป โดยผลที่เกิดขึ้นก่อนหน้ายังสมบูรณ์
  3. 3.ยังคงสมบูรณ์ต่อไปจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา
  4. 4.ทำให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายต้องรับผิดทางอาญา
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ให้ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม

มาตรา 176 กำหนดว่าโมฆียะกรรมเมื่อบอกล้างแล้ว ให้ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ถ้าเป็นการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนเช่นนั้นได้ ก็ให้ได้รับค่าเสียหายชดใช้ให้แทน ในทางกลับกัน หากให้สัตยาบันแทนการบอกล้าง นิติกรรมนั้นจะสมบูรณ์มาแต่เริ่มแรกเช่นกัน

ข้อ 41

องค์ประกอบของการกระทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 คือข้อใด

  1. 1.จงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ให้เขาเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด
  2. 2.ต้องมีเจตนาร้ายเท่านั้น หากประมาทไม่ถือเป็นละเมิด
  3. 3.ต้องเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินเท่านั้น
  4. 4.ต้องมีสัญญาระหว่างผู้ทำละเมิดกับผู้เสียหายก่อน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. จงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ให้เขาเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด

มาตรา 420 วางองค์ประกอบไว้ว่า ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน จุดสำคัญคือความประมาทเลินเล่อก็เป็นละเมิดได้ และไม่จำเป็นต้องมีสัญญาต่อกันมาก่อน ซึ่งเป็นข้อแตกต่างจากความรับผิดตามสัญญา

ข้อ 42

ลูกจ้างขับรถส่งของของบริษัทไปชนผู้อื่นได้รับบาดเจ็บในระหว่างปฏิบัติงานตามหน้าที่ ผู้ใดต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย

  1. 1.ลูกจ้างเท่านั้น เพราะเป็นผู้ขับรถ
  2. 2.นายจ้างเท่านั้น เพราะเป็นเจ้าของรถ
  3. 3.ลูกจ้างต้องรับผิด และนายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดที่ลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้าง
  4. 4.ไม่มีผู้ใดต้องรับผิด เพราะเป็นอุบัติเหตุ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. ลูกจ้างต้องรับผิด และนายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดที่ลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้าง

มาตรา 425 บัญญัติว่านายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น ผู้เสียหายจึงเรียกร้องเอาจากนายจ้างได้ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ผู้เสียหายเพราะนายจ้างมักมีความสามารถชำระหนี้มากกว่า และเมื่อนายจ้างชดใช้ไปแล้วก็มีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากลูกจ้างได้ตามมาตรา 426

ข้อ 43

สุนัขที่นายเอกเลี้ยงไว้หลุดออกจากบ้านไปกัดผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ ข้อใดกล่าวถูกต้อง

  1. 1.เจ้าของสัตว์ไม่ต้องรับผิด เพราะสัตว์ไม่มีเจตนา
  2. 2.เจ้าของสัตว์หรือผู้รับเลี้ยงรับรักษาไว้แทนเจ้าของ จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่สัตว์นั้น
  3. 3.ผู้ถูกกัดต้องรับความเสี่ยงเอง เพราะเดินผ่านหน้าบ้านผู้อื่น
  4. 4.ต้องพิสูจน์ว่าเจ้าของมีเจตนาปล่อยสัตว์ออกไปกัดจึงจะเรียกค่าเสียหายได้
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เจ้าของสัตว์หรือผู้รับเลี้ยงรับรักษาไว้แทนเจ้าของ จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่สัตว์นั้น

มาตรา 433 กำหนดว่าถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์ เจ้าของสัตว์หรือบุคคลผู้รับเลี้ยงรับรักษาไว้แทนเจ้าของจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ฝ่ายที่ต้องเสียหาย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังอันสมควรแก่การเลี้ยงการรักษาแล้ว หรือความเสียหายนั้นย่อมจะต้องเกิดมีขึ้นทั้งที่ได้ใช้ความระมัดระวังถึงเพียงนั้น ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่เจ้าของสัตว์ ไม่ใช่ผู้เสียหาย

ข้อ 44

สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่มีกำหนดเวลาเกินกว่า 3 ปี แต่คู่สัญญาเพียงทำเป็นหนังสือโดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มีผลอย่างไร

  1. 1.เป็นโมฆะทั้งฉบับ ใช้บังคับไม่ได้เลย
  2. 2.ฟ้องร้องบังคับคดีได้เพียง 3 ปี
  3. 3.สมบูรณ์และใช้บังคับได้ตลอดอายุสัญญาที่ตกลงกัน
  4. 4.ต้องนำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อขอให้รับรองสัญญาก่อน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ฟ้องร้องบังคับคดีได้เพียง 3 ปี

มาตรา 538 กำหนดว่าการเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด จะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ และถ้าเช่ามีกำหนดกว่า 3 ปีขึ้นไป หรือกำหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่า หากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การเช่านั้นจะฟ้องร้องบังคับคดีได้เพียง 3 ปี สัญญาจึงไม่ถึงกับเสียเปล่าทั้งฉบับ

ข้อ 45

ข้อใดกล่าวถึงความแตกต่างระหว่าง "จำนอง" กับ "จำนำ" ได้ถูกต้อง

  1. 1.จำนองต้องส่งมอบทรัพย์ให้เจ้าหนี้ ส่วนจำนำไม่ต้องส่งมอบ
  2. 2.จำนองใช้กับอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักโดยไม่ต้องส่งมอบทรัพย์และต้องจดทะเบียน ส่วนจำนำใช้กับสังหาริมทรัพย์โดยต้องส่งมอบทรัพย์ให้เจ้าหนี้ยึดถือไว้
  3. 3.ทั้งจำนองและจำนำต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เหมือนกัน
  4. 4.จำนองใช้ได้เฉพาะกับหนี้เงินกู้ ส่วนจำนำใช้ได้กับหนี้ทุกประเภท
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. จำนองใช้กับอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักโดยไม่ต้องส่งมอบทรัพย์และต้องจดทะเบียน ส่วนจำนำใช้กับสังหาริมทรัพย์โดยต้องส่งมอบทรัพย์ให้เจ้าหนี้ยึดถือไว้

จำนองเป็นการเอาทรัพย์สินตราไว้เป็นประกันการชำระหนี้โดยไม่ต้องส่งมอบทรัพย์ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ยังใช้ทรัพย์นั้นต่อไปได้ แต่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ส่วนจำนำต้องส่งมอบสังหาริมทรัพย์ที่จำนำให้เจ้าหนี้ยึดถือไว้ และไม่ต้องจดทะเบียน ข้อ 1 จึงกลับด้านกัน

ข้อ 46

บุตรผู้เยาว์ของนายเอกไปทำละเมิดต่อผู้อื่นจนเกิดความเสียหาย ข้อใดกล่าวถูกต้อง

  1. 1.บิดามารดาไม่ต้องรับผิดใด ๆ เพราะไม่ได้เป็นผู้กระทำ
  2. 2.ผู้เยาว์ต้องรับผิด และบิดามารดาหรือผู้อนุบาลต้องร่วมรับผิดด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลแล้ว
  3. 3.บิดามารดาต้องรับผิดแต่เพียงผู้เดียว ผู้เยาว์ไม่ต้องรับผิดเลย
  4. 4.ผู้เสียหายต้องรอจนกว่าผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะจึงจะเรียกร้องได้
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ผู้เยาว์ต้องรับผิด และบิดามารดาหรือผู้อนุบาลต้องร่วมรับผิดด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลแล้ว

มาตรา 429 บัญญัติว่าบุคคลใดแม้ไร้ความสามารถเพราะเหตุเป็นผู้เยาว์หรือวิกลจริต ก็ยังต้องรับผิดในผลที่ตนทำละเมิด และบิดามารดาหรือผู้อนุบาลของบุคคลเช่นว่านี้ย่อมต้องรับผิดร่วมกับเขาด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้น ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่บิดามารดา

ข้อ 47

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สัญญาเช่าซื้อต้องทำอย่างไรจึงจะสมบูรณ์

  1. 1.ตกลงกันด้วยวาจาก็สมบูรณ์แล้ว
  2. 2.ต้องทำเป็นหนังสือ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ
  3. 3.ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
  4. 4.ต้องมีพยานรับรองอย่างน้อย 2 คน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ต้องทำเป็นหนังสือ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ

มาตรา 572 วรรคสอง กำหนดว่าสัญญาเช่าซื้อนั้นถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าเป็นโมฆะ เพราะเช่าซื้อเป็นสัญญาที่ผู้เช่าซื้อผูกพันชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดจนกว่ากรรมสิทธิ์จะโอน กฎหมายจึงกำหนดแบบไว้เพื่อคุ้มครองคู่สัญญา ต่างจากสัญญาเช่าทรัพย์ทั่วไปที่กฎหมายกำหนดเพียงหลักฐานเป็นหนังสือเพื่อการฟ้องร้องบังคับคดี

ข้อ 48

ข้อใดกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างสัญญา "จ้างแรงงาน" กับ "จ้างทำของ" ได้ถูกต้องที่สุด

  1. 1.จ้างแรงงานมุ่งที่ผลสำเร็จของงาน ส่วนจ้างทำของมุ่งที่ระยะเวลาทำงาน
  2. 2.จ้างแรงงานลูกจ้างอยู่ในบังคับบัญชาของนายจ้างและได้ค่าจ้างตามระยะเวลาทำงาน ส่วนจ้างทำของมุ่งความสำเร็จของงานเป็นสำคัญและผู้รับจ้างมีอิสระในวิธีทำงาน
  3. 3.ทั้งสองสัญญาต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนเหมือนกัน
  4. 4.จ้างทำของใช้ได้เฉพาะกับงานก่อสร้างเท่านั้น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. จ้างแรงงานลูกจ้างอยู่ในบังคับบัญชาของนายจ้างและได้ค่าจ้างตามระยะเวลาทำงาน ส่วนจ้างทำของมุ่งความสำเร็จของงานเป็นสำคัญและผู้รับจ้างมีอิสระในวิธีทำงาน

จ้างแรงงานตามมาตรา 575 ลูกจ้างตกลงทำงานให้นายจ้างและอยู่ในอำนาจบังคับบัญชา นายจ้างจ่ายสินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้ ส่วนจ้างทำของตามมาตรา 587 ผู้รับจ้างตกลงทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จ ผู้ว่าจ้างจ่ายสินจ้างเพื่อผลสำเร็จของงานนั้น ผู้รับจ้างจึงเลือกวิธีทำงานได้เองและอาจให้ผู้อื่นทำแทนก็ได้หากมิใช่สาระสำคัญ ข้อ 1 จึงสลับกัน

ข้อ 49

นายเอกซื้อรถยนต์มือสองจากนายโท ต่อมาพบว่าเครื่องยนต์ชำรุดมาตั้งแต่ก่อนส่งมอบซึ่งทำให้เสื่อมความเหมาะสมแก่การใช้งาน โดยนายเอกไม่ทราบมาก่อน ข้อใดกล่าวถูกต้อง

  1. 1.ผู้ซื้อต้องรับความเสี่ยงเอง เพราะเป็นการซื้อของมือสอง
  2. 2.ผู้ขายต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของทรัพย์สินที่ขาย
  3. 3.สัญญาซื้อขายตกเป็นโมฆะทันที
  4. 4.ผู้ซื้อเรียกร้องได้เฉพาะเมื่อผู้ขายรู้อยู่แล้วว่าทรัพย์ชำรุด
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ผู้ขายต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของทรัพย์สินที่ขาย

มาตรา 472 วางหลักว่าผู้ขายต้องรับผิดในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งขายนั้นชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติ โดยผู้ขายต้องรับผิดแม้ตนจะไม่รู้ถึงความชำรุดนั้นก็ตาม อย่างไรก็ดี ผู้ขายไม่ต้องรับผิดหากผู้ซื้อรู้อยู่แล้วในเวลาซื้อขาย หรือควรจะได้รู้หากใช้ความระมัดระวังอันจะพึงคาดหมายได้

ข้อ 50

บุคคลที่ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ จะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์เมื่อครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาเท่าใด

  1. 1.5 ปี
  2. 2.10 ปี
  3. 3.15 ปี
  4. 4.20 ปี
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. 10 ปี

มาตรา 1382 กำหนดว่าบุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลา 5 ปี ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์ ทั้งนี้ ต้องเป็นการครอบครองทรัพย์ที่มีกรรมสิทธิ์ เช่น ที่ดินมีโฉนด และต้องไปขอให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ก่อนจึงจะจดทะเบียนได้

ข้อ 51

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทายาทโดยธรรมมีกี่ลำดับ และลำดับที่ 3 คือใคร

  1. 1.มี 6 ลำดับ โดยลำดับที่ 3 คือ พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
  2. 2.มี 5 ลำดับ โดยลำดับที่ 3 คือ ปู่ ย่า ตา ยาย
  3. 3.มี 6 ลำดับ โดยลำดับที่ 3 คือ ลุง ป้า น้า อา
  4. 4.มี 4 ลำดับ โดยลำดับที่ 3 คือ บิดามารดา
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. มี 6 ลำดับ โดยลำดับที่ 3 คือ พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

มาตรา 1629 กำหนดทายาทโดยธรรมไว้ 6 ลำดับ ได้แก่ (1) ผู้สืบสันดาน (2) บิดามารดา (3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน (4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน (5) ปู่ ย่า ตา ยาย และ (6) ลุง ป้า น้า อา โดยหลักแล้วทายาทลำดับก่อนตัดทายาทลำดับหลัง ส่วนคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นทายาทโดยธรรมอีกฐานะหนึ่งต่างหาก

ข้อ 52

พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ ต้องมีลักษณะตามข้อใด

  1. 1.ผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนข้อความ วัน เดือน ปี และลายมือชื่อของตนด้วยลายมือตนเองทั้งฉบับ โดยไม่จำต้องมีพยาน
  2. 2.พิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์แล้วลงลายมือชื่อ พร้อมพยาน 2 คน
  3. 3.เขียนเองแต่ต้องมีพยานรับรองอย่างน้อย 3 คน
  4. 4.ต้องทำต่อหน้าเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองเท่านั้น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนข้อความ วัน เดือน ปี และลายมือชื่อของตนด้วยลายมือตนเองทั้งฉบับ โดยไม่จำต้องมีพยาน

มาตรา 1657 กำหนดว่าพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับนั้น ผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยมือตนเองซึ่งข้อความทั้งหมด วัน เดือน ปี และลายมือชื่อของตน จุดเด่นคือไม่ต้องมีพยาน แต่ถ้าพิมพ์แม้เพียงบางส่วนก็ไม่เข้าแบบนี้ ส่วนพินัยกรรมแบบธรรมดาตามมาตรา 1656 จะเขียนหรือพิมพ์ก็ได้ แต่ต้องลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คนพร้อมกัน

ฝึกทำแบบจับเวลาและสุ่มข้อใหม่ทุกรอบ

โหมดฝึกจะสุ่มข้อใหม่ให้ทุกครั้ง เฉลยทันทีหลังตอบ และถ้าเข้าสู่ระบบไว้ระบบจะจำว่าคุณทำข้อไหนไปแล้ว พร้อมเก็บข้อที่ตอบผิดไว้ให้กลับมาแก้ตัว

เทคนิคทำข้อสอบวิชากฎหมายที่ประชาชนควรรู้

  • อาญาให้แยกเจตนากับประมาทให้ขาด เพราะเป็นจุดที่ตัวเลือกลวงชอบเล่น
  • วิ.อาญาให้จำให้แม่นว่ากรณีใดจับได้โดยไม่มีหมาย และใครเป็นผู้มีอำนาจออกหมาย
  • แพ่งเน้นเรื่องใกล้ตัว เช่น นิติกรรมสัญญา หนี้ ละเมิด และความสามารถของบุคคล

หัวข้ออื่นในวิชากฎหมายที่ประชาชนควรรู้

คำถามที่พบบ่อย

ข้อสอบกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เบื้องต้น ออกสอบในสนามไหนบ้าง

หัวข้อกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เบื้องต้น อยู่ในวิชากฎหมายที่ประชาชนควรรู้ ซึ่งใช้สอบในนายสิบตำรวจ (สายปราบปราม) และ นายสิบตำรวจ (สายอำนวยการ) ในเว็บนี้มีข้อสอบหัวข้อนี้ทั้งหมด 52 ข้อ

แนวข้อสอบกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เบื้องต้น มีเฉลยอธิบายไหม

ทุกข้อมีเฉลยพร้อมคำอธิบายว่าทำไมตัวเลือกนั้นถึงถูก และหน้านี้เปิดให้อ่านครบทั้ง 52 ข้อฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก

ฝึกทำข้อสอบกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เบื้องต้น ต้องเสียเงินไหม

ไม่เสียค่าใช้จ่าย ใช้ได้ฟรีทั้งหมด ไม่ต้องสมัครสมาชิกก็เริ่มฝึกได้ แต่ถ้าเข้าสู่ระบบ ระบบจะจำว่าทำข้อไหนไปแล้วและเก็บข้อที่ตอบผิดไว้ให้กลับมาทบทวน