คลังแนวข้อสอบกระดานอันดับ

แนวข้อสอบกฎหมายอาญาเบื้องต้น 55 ข้อ พร้อมเฉลย

ในคลัง 55 ข้อวิชากฎหมายที่ประชาชนควรรู้นายสิบตำรวจ (สายปราบปราม)นายสิบตำรวจ (สายอำนวยการ)

หน้านี้รวมแนวข้อสอบหัวข้อกฎหมายอาญาเบื้องต้น (เรียกสั้น ๆ ว่า ป.อาญา หรือ ประมวลกฎหมายอาญา) จำนวน 55 ข้อ พร้อมเฉลยและคำอธิบายว่าทำไมตัวเลือกนั้นถึงถูก ทุกข้อจัดทำขึ้นใหม่ตามผังการออกข้อสอบ ไม่ใช่ข้อสอบเก่าของหน่วยงานใด อ่านฟรีทั้งหมดโดยไม่ต้องสมัครสมาชิก

ข้อสอบกฎหมายอาญาเบื้องต้น พร้อมเฉลย ครบทั้ง 55 ข้อ

ข้อ 1

การลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า เป็นความผิดฐานใด

  1. 1.ลักทรัพย์
  2. 2.วิ่งราวทรัพย์
  3. 3.ชิงทรัพย์
  4. 4.ปล้นทรัพย์
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. วิ่งราวทรัพย์

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 บัญญัติว่า ผู้ใดลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ผู้นั้นกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ส่วนชิงทรัพย์ (ม.339) คือลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญ และปล้นทรัพย์ (ม.340) คือชิงทรัพย์โดยร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป

ข้อ 2

ความผิดฐานปล้นทรัพย์ ต้องมีผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่กี่คนขึ้นไป

  1. 1.2 คน
  2. 2.3 คน
  3. 3.4 คน
  4. 4.5 คน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. 3 คน

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 บัญญัติว่า ผู้ใดชิงทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์

ข้อ 3

การหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ จนได้ทรัพย์สินไปจากผู้ถูกหลอก เป็นความผิดฐานใด

  1. 1.ลักทรัพย์
  2. 2.ยักยอก
  3. 3.ฉ้อโกง
  4. 4.กรรโชก
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. ฉ้อโกง

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 บัญญัติความผิดฐานฉ้อโกง คือการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงจนได้ทรัพย์สินไป ส่วนยักยอก (ม.352) คือการเบียดบังทรัพย์ที่ตนครอบครองอยู่แล้ว และกรรโชก (ม.337) คือการข่มขืนใจให้ยอมให้ทรัพย์สิน

ข้อ 4

พนักงานบริษัทได้รับมอบหมายให้เก็บรักษาเงินของบริษัท แล้วเบียดบังเอาเงินนั้นไปเป็นของตน เป็นความผิดฐานใด

  1. 1.ลักทรัพย์
  2. 2.ยักยอก
  3. 3.ฉ้อโกง
  4. 4.ชิงทรัพย์
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ยักยอก

ความผิดฐานยักยอก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 คือการที่ผู้ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นอยู่แล้วโดยชอบ แล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตน จุดต่างจากลักทรัพย์คือ ลักทรัพย์เป็นการเอาทรัพย์ที่ตนไม่ได้ครอบครองไป

ข้อ 5

โทษทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 มีกี่สถาน

  1. 1.3 สถาน
  2. 2.4 สถาน
  3. 3.5 สถาน
  4. 4.6 สถาน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. 5 สถาน

โทษสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิดมี 5 สถาน ได้แก่ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ และริบทรัพย์สิน

ข้อ 6

ความผิดฐานใดที่กฎหมายกำหนดว่าต้องมีผู้ร่วมกระทำความผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป

  1. 1.ลักทรัพย์
  2. 2.วิ่งราวทรัพย์
  3. 3.ชิงทรัพย์
  4. 4.ปล้นทรัพย์
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. ปล้นทรัพย์

ปล้นทรัพย์ (มาตรา 340) คือการชิงทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ส่วนชิงทรัพย์ (มาตรา 339) คือลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญ ซึ่งคนเดียวก็ทำได้

ข้อ 7

นายแดงฉกกระเป๋าถือของหญิงคนหนึ่งแล้ววิ่งหนีไปทันที โดยไม่ได้ทำร้ายหรือขู่เข็ญ การกระทำนี้เป็นความผิดฐานใด

  1. 1.ลักทรัพย์
  2. 2.วิ่งราวทรัพย์
  3. 3.ชิงทรัพย์
  4. 4.กรรโชกทรัพย์
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. วิ่งราวทรัพย์

วิ่งราวทรัพย์ (มาตรา 336) คือการลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ต่างจากลักทรัพย์ธรรมดาที่เอาไปโดยผู้เสียหายไม่รู้ตัว และต่างจากชิงทรัพย์ที่ต้องมีการใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญ

ข้อ 8

เด็กอายุไม่เกินกี่ปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ

  1. 1.10 ปี
  2. 2.12 ปี
  3. 3.15 ปี
  4. 4.18 ปี
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. 12 ปี

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 73 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2565) กำหนดว่าเด็กอายุไม่เกิน 12 ปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ

ข้อ 9

ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา จัดเป็นความผิดประเภทใด

  1. 1.ความผิดอันยอมความได้ (ความผิดต่อส่วนตัว)
  2. 2.ความผิดอาญาแผ่นดินที่ยอมความไม่ได้
  3. 3.ความผิดลหุโทษที่มีโทษปรับเท่านั้น
  4. 4.ความผิดที่ไม่มีอายุความ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ความผิดอันยอมความได้ (ความผิดต่อส่วนตัว)

หมิ่นประมาทเป็นความผิดอันยอมความได้ (ความผิดต่อส่วนตัว) ผู้เสียหายจึงต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด และสามารถถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความกันได้

ข้อ 10

ปัจจุบันประเทศไทยบังคับโทษประหารชีวิตด้วยวิธีใด

  1. 1.ยิงเป้า
  2. 2.ฉีดสารพิษให้ตาย
  3. 3.แขวนคอ
  4. 4.ให้เลือกวิธีได้ตามความสมัครใจ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ฉีดสารพิษให้ตาย

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 19 (แก้ไขเมื่อ พ.ศ. 2546) กำหนดให้ประหารชีวิตด้วยวิธีฉีดสารพิษให้ตาย แทนวิธียิงเป้าที่ใช้มาแต่เดิม

ข้อ 11

ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ในข้อใดต่อไปนี้เป็น 'ความผิดอันยอมความได้' (ความผิดต่อส่วนตัว)

  1. 1.ลักทรัพย์
  2. 2.ชิงทรัพย์
  3. 3.ปล้นทรัพย์
  4. 4.ยักยอก
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. ยักยอก

ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติให้ความผิดในหมวดยักยอกเป็นความผิดอันยอมความได้ (มาตรา 356) ผู้เสียหายจึงถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความกันได้ และต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด (เช่นเดียวกับฉ้อโกงทั่วไป ซึ่งก็เป็นความผิดอันยอมความได้ เว้นแต่ฉ้อโกงประชาชน) ส่วนลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ และปล้นทรัพย์ เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ยอมความไม่ได้ แม้ผู้เสียหายจะได้รับทรัพย์คืนหรือพอใจแล้ว รัฐก็ยังต้องดำเนินคดีต่อไป (การชดใช้อาจเป็นเพียงเหตุบรรเทาโทษเท่านั้น)

ข้อ 12

ข้อใดไม่ใช่ "โทษ" ทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา

  1. 1.กักขัง
  2. 2.ริบทรัพย์สิน
  3. 3.การคุมความประพฤติ
  4. 4.ปรับ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. การคุมความประพฤติ

โทษทางอาญาตามมาตรา 18 มีเพียง 5 สถาน คือ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ และริบทรัพย์สิน ดังนั้น กักขัง ริบทรัพย์สิน และปรับ ล้วนเป็น 'โทษ' ทั้งสิ้น ส่วนการคุมความประพฤติไม่ใช่โทษตามมาตรา 18 แต่เป็นเงื่อนไขที่ศาลกำหนดประกอบการรอการลงโทษ/รอการกำหนดโทษ จึงเป็นคำตอบที่ถูก

ข้อ 13

ความผิดฐานชิงทรัพย์แตกต่างจากความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ในสาระสำคัญข้อใด

  1. 1.ชิงทรัพย์เป็นการลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย ส่วนวิ่งราวทรัพย์เป็นเพียงการลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า โดยไม่ได้ใช้กำลังหรือขู่เข็ญเช่นนั้น
  2. 2.ชิงทรัพย์ต้องมีผู้ร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ส่วนวิ่งราวทรัพย์ต้องกระทำโดยลำพังคนเดียวเท่านั้น
  3. 3.ชิงทรัพย์ต้องกระทำในเวลากลางคืนเท่านั้น ส่วนวิ่งราวทรัพย์ต้องกระทำในเวลากลางวันเท่านั้น
  4. 4.ชิงทรัพย์เป็นความผิดอันยอมความได้ ส่วนวิ่งราวทรัพย์เป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ชิงทรัพย์เป็นการลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย ส่วนวิ่งราวทรัพย์เป็นเพียงการลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า โดยไม่ได้ใช้กำลังหรือขู่เข็ญเช่นนั้น

ทั้งสองฐานมีรากมาจากการลักทรัพย์ แต่ต่างกันที่วิธีการ วิ่งราวทรัพย์คือลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า (แย่งเอาไปอย่างรวดเร็วต่อหน้า) ส่วนชิงทรัพย์ต้องมีการใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายเข้ามาประกอบด้วย จึงมีโทษหนักกว่า ตัวลวงข้อ 2 ผิดเพราะจำนวนผู้กระทำไม่ใช่เกณฑ์แบ่งสองฐานนี้ (จำนวนคนเป็นเกณฑ์ของปล้นทรัพย์) ข้อ 3 ผิดเพราะเวลากลางคืนเป็นเพียงเหตุฉกรรจ์ ไม่ใช่องค์ประกอบแบ่งฐาน และข้อ 4 ผิดเพราะความผิดกลุ่มนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ยอมความไม่ได้ทั้งคู่

ข้อ 14

นายสมพงษ์เก็บกระเป๋าสตางค์ที่ผู้อื่นทำตกหล่นไว้บนทางเท้าได้ แล้วเบียดบังเอาเงินในกระเป๋านั้นไปใช้เป็นของตนโดยทุจริต ไม่คิดจะติดตามคืนเจ้าของ การกระทำนี้เป็นความผิดฐานใด

  1. 1.ลักทรัพย์
  2. 2.วิ่งราวทรัพย์
  3. 3.รับของโจร
  4. 4.ยักยอก
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. ยักยอก

กรณีเก็บทรัพย์สินหายหรือทรัพย์ที่ตกหล่นได้ แล้วเบียดบังเอาเป็นของตนโดยทุจริต กฎหมายบัญญัติไว้ในหมวดยักยอก (มาตรา 352 วรรคสอง) โดยมีโทษเบากว่ายักยอกทั่วไป ตัวลวง 'ลักทรัพย์' เป็นกับดักหลัก เพราะลักทรัพย์ต้องเป็นการเอาทรัพย์ไปจากความครอบครองของผู้อื่น แต่ทรัพย์ที่ตกหล่นนั้นหลุดพ้นจากความครอบครองของเจ้าของไปแล้ว ผู้เก็บได้จึงเป็นผู้ครอบครองทรัพย์เสียเอง ส่วน 'รับของโจร' ต้องเป็นการรับทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานอื่นโดยรู้อยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริงนี้

ข้อ 15

นายเอกกระชากสร้อยคอทองคำจากคอของนางสาวบี แต่นางสาวบีคว้าสร้อยไว้ไม่ยอมปล่อย นายเอกจึงผลักนางสาวบีล้มลงกับพื้นเพื่อให้ปล่อยมือ แล้วเอาสร้อยนั้นไป การกระทำของนายเอกเป็นความผิดฐานใด

  1. 1.ลักทรัพย์
  2. 2.วิ่งราวทรัพย์
  3. 3.กรรโชก
  4. 4.ชิงทรัพย์
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. ชิงทรัพย์

แม้เริ่มต้นด้วยการกระชากเอาซึ่งหน้าอันเข้าลักษณะวิ่งราวทรัพย์ แต่เมื่อเจ้าทรัพย์ขัดขืน นายเอกได้ 'ใช้กำลังประทุษร้าย' โดยผลักให้ล้มเพื่อให้ได้ทรัพย์นั้นไป จึงครบองค์ประกอบชิงทรัพย์ คือลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์หรือเพื่อให้พ้นจากการขัดขวาง ตัวลวง 'วิ่งราวทรัพย์' เป็นกับดักสำคัญ เพราะจะเป็นวิ่งราวได้ก็ต่อเมื่อฉกฉวยไปเฉย ๆ โดยไม่มีการใช้กำลังต่อเจ้าทรัพย์ ส่วนกรรโชกต้องเป็นการข่มขืนใจให้เขายอมมอบทรัพย์ให้ ไม่ใช่การแย่งเอาไปเอง

ข้อ 16

นายเขียวจ้างวานให้นายขาวไปทำร้ายร่างกายคู่อริของตน แต่นายขาวรับเงินแล้วเปลี่ยนใจ ไม่ได้ไปกระทำความผิดตามที่ถูกจ้างเลย นายเขียวในฐานะ "ผู้ใช้ให้กระทำความผิด" ต้องรับผิดอย่างไร

  1. 1.ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่ใช้ให้กระทำ
  2. 2.ไม่ต้องรับโทษ เพราะผู้ถูกใช้ยังไม่ได้ลงมือกระทำความผิด
  3. 3.ต้องระวางโทษเสมือนเป็นตัวการ เพราะได้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดแล้ว
  4. 4.ต้องระวางโทษสองในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่ใช้ให้กระทำ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่ใช้ให้กระทำ

ตามมาตรา 84 ผู้ใช้คือผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน หรือยุยงส่งเสริม ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดตามที่ถูกใช้ ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ แต่ถ้าความผิดมิได้กระทำลง (เช่น ผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ) ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น กรณีนี้นายขาวยังไม่ได้ลงมือ นายเขียวจึงรับโทษหนึ่งในสาม ตัวลวง 'ไม่ต้องรับโทษ' ผิดเพราะกฎหมายลงโทษผู้ใช้แม้ผู้ถูกใช้ยังไม่ได้กระทำ ส่วน 'เสมือนตัวการ' ใช้เฉพาะเมื่อผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดแล้ว และ 'สองในสาม' เป็นอัตราของผู้สนับสนุนตามมาตรา 86 ซึ่งเป็นคนละฐานกัน

ข้อ 17

นายเอกโกรธแค้นเจ้าของบ้าน จึงจุดไฟเผาบ้านหลังหนึ่งในเวลากลางคืน ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ามีคนนอนหลับอยู่ภายใน แม้นายเอกจะอ้างว่าไม่ได้ต้องการให้ใครตาย เพียงต้องการให้บ้านเสียหาย เมื่อไฟไหม้ทำให้มีผู้เสียชีวิต การกระทำต่อชีวิตผู้ตายถือว่าเป็นอย่างไร

  1. 1.ไม่เป็นความผิดต่อชีวิต เพราะนายเอกไม่ประสงค์ต่อผลให้ผู้ใดตาย
  2. 2.เป็นการกระทำโดยเจตนา เพราะเป็นกรณีย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำ
  3. 3.เป็นการกระทำโดยประมาท เพราะขาดความระมัดระวังในการจุดไฟ
  4. 4.เป็นการกระทำโดยพลาด เพราะผลเกิดแก่บุคคลอื่นที่ไม่ได้มุ่งหมาย
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เป็นการกระทำโดยเจตนา เพราะเป็นกรณีย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำ

เจตนาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 มีสองลักษณะ คือ 'ประสงค์ต่อผล' และ 'ย่อมเล็งเห็นผล' เมื่อรู้อยู่ว่ามีคนนอนอยู่ในบ้านแล้วยังจุดไฟเผา ย่อมเล็งเห็นได้ว่าคนในบ้านอาจถึงแก่ความตาย จึงถือว่ากระทำโดยเจตนา แม้จะไม่ได้ประสงค์ต่อความตายก็ตาม ตัวลวงข้อแรกผิดเพราะเข้าใจว่าเจตนามีเฉพาะแบบประสงค์ต่อผล ข้อประมาทผิดเพราะผู้กระทำเล็งเห็นผลที่จะเกิดอยู่แล้ว มิใช่เพียงขาดความระมัดระวัง และข้อพลาดผิดเพราะการกระทำโดยพลาดคือผลไปเกิดแก่บุคคลอื่นนอกเหนือจากที่มุ่งหมาย ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงนี้

ข้อ 18

ข้อใดอธิบาย "การกระทำโดยประมาท" ตามประมวลกฎหมายอาญาได้ถูกต้องที่สุด

  1. 1.การกระทำที่ผู้กระทำประสงค์ต่อผล แต่ผลไม่เกิดขึ้นตามที่ต้องการ
  2. 2.การกระทำที่ผู้กระทำย่อมเล็งเห็นผลที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน
  3. 3.การกระทำที่ผู้กระทำไม่รู้สำนึกในการกระทำของตนเลยแม้แต่น้อย
  4. 4.การกระทำมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. การกระทำมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่

มาตรา 59 นิยาม 'ประมาท' ไว้ตรงตามข้อที่ถูก คือ ต้องมิใช่การกระทำโดยเจตนา และผู้กระทำขาดความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ ทั้งที่อาจใช้ความระมัดระวังได้แต่ไม่ใช้ให้เพียงพอ ตัวลวงข้อแรกคือลักษณะของการพยายามกระทำความผิด ข้อที่สองคือเจตนาแบบเล็งเห็นผล (ซึ่งเป็นเจตนา ไม่ใช่ประมาท) ส่วนข้อที่สามผิด เพราะการกระทำโดยประมาทผู้กระทำยังคงรู้สำนึกในการเคลื่อนไหวร่างกายของตน เพียงแต่ขาดความระมัดระวังเท่านั้น

ข้อ 19

ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่ผลไม่เกิดขึ้น ผู้นั้นต้องรับโทษอย่างไรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80

  1. 1.ไม่ต้องรับโทษ เพราะผลของความผิดยังไม่เกิดขึ้น
  2. 2.ต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
  3. 3.ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
  4. 4.ต้องระวางโทษเต็มตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

มาตรา 80 บัญญัติว่าผู้พยายามกระทำความผิดต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตัวลวง 'ไม่ต้องรับโทษ' ผิด เพราะกฎหมายลงโทษการพยายามด้วย ส่วน 'กึ่งหนึ่ง' โยงกับกรณีพยายามกระทำความผิดที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามมาตรา 81 (ศาลลงโทษไม่เกินกึ่งหนึ่ง) จึงเป็นคนละกรณีกัน และการลงโทษเต็มอัตราใช้กับความผิดสำเร็จ ไม่ใช่การพยายาม

ข้อ 20

นายแดงปีนรั้วเข้าไปในบ้านของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อจะลักสร้อยทอง ขณะกำลังจะหยิบสร้อย นายแดงนึกสงสารเจ้าของบ้านขึ้นมา จึงยับยั้งใจไม่หยิบทรัพย์และเดินออกจากบ้านไปเองโดยไม่มีใครมาขัดขวาง ผลทางกฎหมายเป็นอย่างไร

  1. 1.ต้องรับโทษฐานพยายามลักทรัพย์เต็มตามอัตราสองในสาม เพราะได้ลงมือกระทำแล้ว
  2. 2.ไม่ต้องรับโทษใด ๆ เลย เพราะกลับใจเสียก่อนที่ผลจะเกิด
  3. 3.ต้องรับโทษฐานลักทรัพย์สำเร็จ เพราะได้เข้าไปถึงตัวทรัพย์แล้ว
  4. 4.ไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายามลักทรัพย์ แต่ยังต้องรับโทษฐานบุกรุกซึ่งได้กระทำครบองค์ประกอบไปแล้ว
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. ไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายามลักทรัพย์ แต่ยังต้องรับโทษฐานบุกรุกซึ่งได้กระทำครบองค์ประกอบไปแล้ว

ตามมาตรา 82 ผู้ที่ลงมือกระทำความผิดแล้วแต่ยับยั้งเสียเองไม่กระทำการให้ตลอด หรือกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำบรรลุผล ย่อมไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายามกระทำความผิดนั้น แต่กฎหมายบัญญัติชัดว่า หากการที่ได้กระทำไปแล้วต้องด้วยบทกฎหมายที่เป็นความผิดอยู่ในตัวเอง ผู้นั้นยังต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น กรณีนี้การปีนรั้วเข้าไปในบ้านผู้อื่นเป็นความผิดฐานบุกรุกครบองค์ประกอบไปแล้ว จึงยังต้องรับผิดฐานบุกรุก ตัวลวง 'ไม่ต้องรับโทษใด ๆ เลย' จึงเป็นกับดักที่ลืมความผิดที่สำเร็จไปแล้ว ส่วนข้ออื่นผิดเพราะการยับยั้งเองทำให้ไม่ต้องรับโทษฐานพยายาม และยังไม่ได้เอาทรัพย์ไปจึงไม่เป็นลักทรัพย์สำเร็จ

ข้อ 21

ผู้ที่ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้อื่นก่อนหรือขณะกระทำความผิด แม้ผู้กระทำความผิดจะไม่รู้ถึงการช่วยเหลือนั้นก็ตาม ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุน และต้องระวางโทษเท่าใด

  1. 1.หนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุน
  2. 2.กึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุน
  3. 3.สองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุน
  4. 4.โทษเต็มเสมือนเป็นตัวการร่วมกระทำความผิด
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. สองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุน

มาตรา 86 กำหนดว่าผู้สนับสนุนการกระทำความผิดต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้น ตัวลวง 'หนึ่งในสาม' เป็นอัตราของผู้ใช้ในกรณีที่ความผิดมิได้กระทำลง (มาตรา 84) ส่วน 'กึ่งหนึ่ง' โยงกับกรณีพยายามที่ไม่อาจบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ (มาตรา 81) และ 'โทษเต็มเสมือนตัวการ' ใช้กับตัวการตามมาตรา 83 ซึ่งต้องเป็นการร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ไม่ใช่เพียงช่วยเหลือให้ความสะดวก

ข้อ 22

นายดำไม่ได้ร่วมวางแผน ไม่ได้ไปที่เกิดเหตุ และไม่ได้ยุยงส่งเสริมให้ผู้ใดกระทำความผิด เพียงแต่ให้นายแสงยืมชะแลงไปหนึ่งอัน ทั้งที่รู้ดีว่านายแสงจะนำไปงัดประตูบ้านผู้อื่นเพื่อลักทรัพย์ ต่อมานายแสงใช้ชะแลงนั้นงัดบ้านและลักทรัพย์ได้สำเร็จ นายดำมีฐานะเป็นอะไรตามกฎหมายอาญา

  1. 1.ตัวการ เพราะทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของตน
  2. 2.ผู้สนับสนุน เพราะให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนการกระทำความผิด
  3. 3.ผู้ใช้ให้กระทำความผิด เพราะเป็นต้นเหตุให้เกิดการลักทรัพย์
  4. 4.ไม่มีความผิด เพราะเพียงให้ยืมสิ่งของ ไม่ได้ลงมือกระทำเอง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ผู้สนับสนุน เพราะให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนการกระทำความผิด

ตัวการตามมาตรา 83 ต้องเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน คือมีเจตนาร่วมและร่วมกระทำในขณะเกิดเหตุ ส่วนผู้ใช้ตามมาตรา 84 ต้องเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด เช่น จ้าง วาน ยุยง แต่นายดำไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มให้นายแสงคิดกระทำ นายดำเพียงให้ความสะดวกด้วยการมอบเครื่องมือก่อนการกระทำความผิด ทั้งที่รู้ถึงเจตนาของนายแสง จึงเป็น 'ผู้สนับสนุน' ตามมาตรา 86 ต้องระวางโทษสองในสามส่วน ข้อที่ว่าไม่มีความผิดจึงผิด เพราะการช่วยเหลือโดยรู้เจตนาของผู้กระทำเป็นความผิดฐานสนับสนุน

ข้อ 23

นายฟ้าล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงของนายน้ำเงินเพื่อจะลักเงิน แต่ปรากฏว่ากระเป๋านั้นว่างเปล่า ไม่มีทรัพย์สินใดอยู่เลย ซึ่งนายฟ้าไม่รู้มาก่อน ผลทางกฎหมายเป็นอย่างไร

  1. 1.ไม่เป็นความผิดใด ๆ เพราะไม่มีทรัพย์ให้ลัก การกระทำจึงขาดองค์ประกอบความผิด
  2. 2.เป็นความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จ เพราะได้ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าแล้ว
  3. 3.เป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ และต้องระวางโทษสองในสามส่วนตามมาตรา 80
  4. 4.เป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ แต่เป็นการพยายามที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ ศาลลงโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่กฎหมายกำหนด
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. เป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ แต่เป็นการพยายามที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ ศาลลงโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่กฎหมายกำหนด

กรณีนี้เป็นการพยายามกระทำความผิดที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุแห่งวัตถุที่มุ่งหมายกระทำต่อ (ในที่นี้คือไม่มีทรัพย์อยู่ในกระเป๋าเลย) ตามมาตรา 81 ซึ่งกฎหมายยังถือว่าผู้กระทำมีความผิดฐานพยายาม แต่ให้ลงโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตัวลวง 'ไม่เป็นความผิดใด ๆ' ผิด เพราะกฎหมายยังลงโทษกรณีนี้อยู่ ข้อที่ว่าลักทรัพย์สำเร็จผิด เพราะยังไม่ได้เอาทรัพย์ของผู้อื่นไป และข้อที่ให้ใช้อัตราสองในสามตามมาตรา 80 เป็นกับดักสำคัญ เพราะมาตรา 80 ใช้กับการพยายามทั่วไป ส่วนกรณีไม่อาจบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ต้องใช้มาตรา 81 ซึ่งเบากว่า

ข้อ 24

องค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 คือข้อใด

  1. 1.ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นอยู่แล้ว แล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตน
  2. 2.หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จจนได้ทรัพย์สินไป
  3. 3.เอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ไปโดยทุจริต
  4. 4.ข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมมอบทรัพย์สินให้ โดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตราย
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. เอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ไปโดยทุจริต

ลักทรัพย์ตามมาตรา 334 คือการ 'เอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ไปโดยทุจริต' หัวใจอยู่ที่การแย่งเอาทรัพย์ไปจากความครอบครองของผู้อื่นโดยเจตนาทุจริต ตัวลวงอื่นเป็นฐานความผิดคนละฐาน คือ ข้อ 1 เป็นยักยอก (ผู้กระทำครอบครองทรัพย์อยู่ก่อนแล้ว) ข้อ 2 เป็นฉ้อโกง (ได้ทรัพย์เพราะการหลอกลวง) และข้อ 4 เป็นกรรโชก (ได้ทรัพย์เพราะการข่มขืนใจด้วยการขู่เข็ญ)

ข้อ 25

นางสาวแก้วเป็นพนักงานแคชเชียร์ของร้านค้า มีหน้าที่รับเงินจากลูกค้าและเก็บใส่ลิ้นชักเก็บเงินของร้านซึ่งอยู่ในความควบคุมดูแลของนายจ้าง ต่อมานางสาวแก้วแอบหยิบธนบัตรจากลิ้นชักนั้นใส่กระเป๋าตนเองโดยทุจริต ตามหลักการแบ่งแยกระหว่าง 'การครอบครอง' กับ 'การยึดถือแทน' การกระทำนี้เป็นความผิดฐานใด

  1. 1.ยักยอก เพราะเป็นลูกจ้างที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเงิน
  2. 2.ลักทรัพย์ (และเป็นเหตุฉกรรจ์เพราะเป็นทรัพย์ของนายจ้าง)
  3. 3.ฉ้อโกง เพราะหลอกลวงนายจ้างให้หลงเชื่อ
  4. 4.รับของโจร เพราะได้เงินที่มาจากการกระทำผิด
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ลักทรัพย์ (และเป็นเหตุฉกรรจ์เพราะเป็นทรัพย์ของนายจ้าง)

เงินในลิ้นชักของร้านยังคงอยู่ใน 'ความครอบครอง' ของนายจ้าง ลูกจ้างแคชเชียร์เป็นเพียงผู้ 'ยึดถือแทน' นายจ้างเท่านั้น เมื่อหยิบเอาเงินไปโดยทุจริตจึงเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปจากความครอบครองของเจ้าของ = ลักทรัพย์ และเมื่อเป็นการลักทรัพย์ของนายจ้างย่อมเข้าเหตุฉกรรจ์ตามมาตรา 335 ที่ต้องระวางโทษหนักขึ้น ตัวลวง 'ยักยอก' คือกับดักของข้อนี้ ยักยอกจะเกิดได้ต่อเมื่อผู้กระทำได้รับมอบการครอบครองทรัพย์นั้นอย่างแท้จริงมาก่อน เช่น ได้รับมอบเงินให้นำไปฝากธนาคารแล้วเบียดบังเสีย ส่วนฉ้อโกงต้องมีการหลอกลวง และรับของโจรต้องเป็นการรับทรัพย์จากผู้กระทำผิดคนอื่น

ข้อ 26

นายดำกับพวกเข้าไปในร้านค้าและบอกเจ้าของร้านว่า ถ้าไม่จ่าย 'ค่าคุ้มครอง' เดือนละ 5,000 บาท จะกลับมาทำร้ายและเผาร้านเสีย เจ้าของร้านกลัวจึงยอมจ่ายเงินให้ทุกเดือน การกระทำของนายดำกับพวกเป็นความผิดฐานใด

  1. 1.ชิงทรัพย์
  2. 2.ฉ้อโกง
  3. 3.กรรโชก
  4. 4.ปล้นทรัพย์
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. กรรโชก

การข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้ทรัพย์สิน โดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน จนผู้ถูกขู่เข็ญยอมเช่นว่านั้น เป็นความผิดฐานกรรโชก (มาตรา 337) ข้อเท็จจริงนี้ผู้เสียหายเป็นฝ่าย 'ยอมส่งมอบ' เงินให้เพราะความกลัว ตัวลวง 'ชิงทรัพย์' ผิดเพราะชิงทรัพย์ต้องเป็นการลักทรัพย์โดยใช้กำลังหรือขู่ว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย 'ในทันใดนั้น' และเอาทรัพย์ไปทันที แต่กรณีนี้เป็นการขู่ถึงภยันตรายในอนาคตแล้วให้เจ้าทรัพย์ทยอยจ่ายเอง ส่วน 'ปล้นทรัพย์' ผิดเพราะต้องเป็นชิงทรัพย์ที่ร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป และ 'ฉ้อโกง' ผิดเพราะไม่มีการหลอกลวง

ข้อ 27

นายเสือล่วงรู้ความลับของนายช้าง จึงขู่ว่าถ้าไม่จ่ายเงินให้ตน 100,000 บาท จะนำความลับนั้นไปเปิดเผย ซึ่งการเปิดเผยจะทำให้นายช้างเสียหาย นายช้างกลัวเสียหายจึงยอมจ่ายเงินให้ การกระทำของนายเสือเป็นความผิดฐานใด

  1. 1.รีดเอาทรัพย์
  2. 2.กรรโชก
  3. 3.ฉ้อโกง
  4. 4.ยักยอก
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. รีดเอาทรัพย์

การข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้ทรัพย์สิน โดยขู่เข็ญว่าจะ 'เปิดเผยความลับ' ซึ่งการเปิดเผยนั้นจะทำให้ผู้ถูกขู่เข็ญหรือบุคคลที่สามเสียหาย จนผู้ถูกขู่เข็ญยอมเช่นว่านั้น เป็นความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ (มาตรา 338) ซึ่งมีโทษหนักกว่ากรรโชก ตัวลวง 'กรรโชก' คือกับดักหลักของข้อนี้ ทั้งสองฐานเป็นการข่มขืนใจให้ยอมให้ทรัพย์สินเหมือนกัน แต่ต่างกันที่เนื้อหาของคำขู่ ถ้าขู่ว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน คือกรรโชก แต่ถ้าขู่ว่าจะเปิดเผยความลับ คือรีดเอาทรัพย์

ข้อ 28

ข้อใด "ไม่ใช่" อันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา

  1. 1.ตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด หรือเสียฆานประสาท
  2. 2.เสียอวัยวะสืบพันธุ์หรือความสามารถสืบพันธุ์
  3. 3.ป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า 20 วัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน
  4. 4.ฟกช้ำบวมแดงที่แขน หายเป็นปกติภายใน 5 วัน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. ฟกช้ำบวมแดงที่แขน หายเป็นปกติภายใน 5 วัน

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ระบุลักษณะของอันตรายสาหัสไว้ เช่น ตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด เสียฆานประสาท เสียอวัยวะสืบพันธุ์ เสียแขนขา หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว แท้งลูก จิตพิการอย่างติดตัว ทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บเรื้อรังซึ่งอาจถึงตลอดชีวิต และการป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาหรือประกอบกรณียกิจไม่ได้เกินกว่า 20 วัน ส่วนบาดแผลเล็กน้อยที่หายภายในไม่กี่วันเป็นเพียงอันตรายแก่กายตามมาตรา 295

ข้อ 29

นายเอกโพสต์ข้อความใส่ความนายโทต่อบุคคลที่สามในสื่อสังคมออนไลน์ จนน่าจะทำให้นายโทเสียชื่อเสียง ข้อใดกล่าวถูกต้อง

  1. 1.เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งมีโทษหนักกว่าหมิ่นประมาทธรรมดา
  2. 2.ไม่เป็นความผิด หากข้อความที่โพสต์เป็นความจริงทุกประการ
  3. 3.เป็นเพียงความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า
  4. 4.ไม่เป็นความผิด เพราะไม่ได้กล่าวต่อหน้าผู้เสียหาย
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งมีโทษหนักกว่าหมิ่นประมาทธรรมดา

การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 และหากกระทำโดยการโฆษณาก็ต้องรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 328 ข้อ 4 ผิดเพราะหมิ่นประมาทต้องกล่าวต่อบุคคลที่สาม ไม่ใช่ต่อหน้าผู้เสียหาย ส่วนข้อ 2 ต้องระวัง เพราะการพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริงจะไม่ถูกลงโทษก็ต่อเมื่อเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน และหากเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน กฎหมายห้ามพิสูจน์ความจริงด้วยซ้ำ

ข้อ 30

นายหนึ่งซื้อโทรศัพท์มือถือจากนายสองในราคาถูกผิดปกติ ทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการลักทรัพย์ นายหนึ่งมีความผิดฐานใด

  1. 1.ลักทรัพย์
  2. 2.รับของโจร
  3. 3.ฉ้อโกง
  4. 4.ยักยอก
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. รับของโจร

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 กำหนดว่าผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฯลฯ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานรับของโจร องค์ประกอบสำคัญคือผู้รับต้องรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิด หากไม่รู้เลยก็ไม่เป็นความผิดฐานนี้

ข้อ 31

นายเขียวโกรธเพื่อนบ้าน จึงใช้ก้อนหินทุบกระจกรถยนต์ของเพื่อนบ้านจนแตกเสียหาย โดยไม่ได้เอาทรัพย์สินใดไป นายเขียวมีความผิดฐานใด

  1. 1.ลักทรัพย์
  2. 2.ทำให้เสียทรัพย์
  3. 3.บุกรุก
  4. 4.วิ่งราวทรัพย์
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ทำให้เสียทรัพย์

ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 358 คือการทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย จุดต่างจากความผิดเกี่ยวกับการเอาทรัพย์ไปคือผู้กระทำไม่ได้มีเจตนาแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์นั้น จึงไม่ใช่ลักทรัพย์หรือวิ่งราวทรัพย์ และเป็นความผิดอันยอมความได้

ข้อ 32

เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นความผิดตามข้อใด

  1. 1.ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
  2. 2.ความผิดฐานยักยอกทรัพย์
  3. 3.ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน
  4. 4.ความผิดฐานแจ้งความเท็จ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

มาตรา 157 เป็นบทหลักเรื่องความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ครอบคลุมทั้งการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหาย และการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต มาตรานี้สำคัญมากสำหรับข้าราชการตำรวจ เพราะครอบคลุมทั้งการ "ทำ" ที่ไม่ควรทำ และการ "ไม่ทำ" ในสิ่งที่มีหน้าที่ต้องทำ

ข้อ 33

นายเอกไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่านายโทลักทรัพย์ของตน ทั้งที่รู้อยู่ว่าไม่เป็นความจริง เพื่อกลั่นแกล้งให้นายโทถูกดำเนินคดี นายเอกมีความผิดฐานใด

  1. 1.ไม่มีความผิด เพราะเป็นสิทธิของประชาชนในการแจ้งความ
  2. 2.แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน และแจ้งความเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา
  3. 3.หมิ่นประมาทเท่านั้น
  4. 4.ทำให้เสียทรัพย์
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน และแจ้งความเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา

การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานเป็นความผิดตามมาตรา 137 และหากเป็นการแจ้งความเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นเสียหาย ก็เข้าความผิดตามมาตรา 172 และ 173 ด้วย การแจ้งความเป็นสิทธิก็จริง แต่ต้องเป็นการแจ้งตามความจริง

ข้อ 34

ตามประมวลกฎหมายอาญา การกระทำอันเป็น "กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท" ศาลจะลงโทษอย่างไร

  1. 1.ลงโทษทุกบทเรียงกระทงความผิดไป
  2. 2.ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว
  3. 3.ลงโทษตามบทที่มีโทษเบาที่สุดเพียงบทเดียว
  4. 4.ยกฟ้องเพราะไม่อาจกำหนดบทลงโทษได้
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วางหลักว่า เมื่อการกระทำใดอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิด ส่วนการลงโทษทุกกระทงความผิดเรียงกันไปเป็นเรื่องของมาตรา 91 ซึ่งใช้กับกรณีที่ผู้กระทำได้กระทำการหลายกรรมต่างกัน

ข้อ 35

ข้อใดกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างความผิดฐาน "ฉ้อโกง" กับ "ลักทรัพย์" ได้ถูกต้องที่สุด

  1. 1.ฉ้อโกงผู้เสียหายส่งมอบทรัพย์ให้เองเพราะถูกหลอกลวง ส่วนลักทรัพย์ผู้กระทำเอาทรัพย์ไปโดยเจ้าของไม่ได้ยินยอม
  2. 2.ฉ้อโกงต้องมีการใช้กำลังประทุษร้าย ส่วนลักทรัพย์ไม่ต้องมี
  3. 3.ฉ้อโกงเป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้ ส่วนลักทรัพย์ยอมความได้
  4. 4.ฉ้อโกงกระทำได้เฉพาะกับอสังหาริมทรัพย์ ส่วนลักทรัพย์กระทำได้เฉพาะกับสังหาริมทรัพย์
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ฉ้อโกงผู้เสียหายส่งมอบทรัพย์ให้เองเพราะถูกหลอกลวง ส่วนลักทรัพย์ผู้กระทำเอาทรัพย์ไปโดยเจ้าของไม่ได้ยินยอม

จุดชี้ขาดอยู่ที่วิธีการได้ทรัพย์มา หากผู้เสียหายหลงเชื่อการหลอกลวงแล้วส่งมอบทรัพย์ให้เอง เป็นฉ้อโกงตามมาตรา 341 แต่ถ้าผู้กระทำเอาทรัพย์ไปเองโดยเจ้าของไม่ได้ยินยอม เป็นลักทรัพย์ตามมาตรา 334 ส่วนการใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญเป็นองค์ประกอบของชิงทรัพย์ และในทางกลับกัน ฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้ ขณะที่ลักทรัพย์ยอมความไม่ได้

ข้อ 36

นายเอกทำหนังสือมอบอำนาจปลอมขึ้นทั้งฉบับ โดยลงลายมือชื่อนายโทเจ้าของที่ดินเพื่อนำไปใช้จดทะเบียนโอนที่ดิน นายเอกมีความผิดฐานใดเป็นสำคัญ

  1. 1.ปลอมเอกสาร
  2. 2.แจ้งความเท็จ
  3. 3.ยักยอกทรัพย์
  4. 4.รับของโจร
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ปลอมเอกสาร

การทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด หรือลงลายมือชื่อผู้อื่นในเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และกระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารตามมาตรา 264 และเมื่อเป็นเอกสารสิทธิก็ต้องรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 265 หากนำเอกสารปลอมนั้นไปใช้ ก็เป็นความผิดฐานใช้เอกสารปลอมอีกส่วนหนึ่ง

ข้อ 37

ความผิดลหุโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มีลักษณะตามข้อใด

  1. 1.ความผิดที่มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  2. 2.ความผิดที่มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี
  3. 3.ความผิดที่ยอมความได้ทุกฐานความผิด
  4. 4.ความผิดที่กระทำโดยเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีเท่านั้น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ความผิดที่มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 102 นิยามความผิดลหุโทษว่าคือความผิดซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อควรจำคือความผิดลหุโทษนั้น แม้กระทำโดยไม่มีเจตนาก็ยังเป็นความผิด และผู้พยายามกระทำความผิดลหุโทษไม่ต้องรับโทษ

ข้อ 38

นายดำขับรถด้วยความเร็วสูงเกินกำหนดในเขตชุมชนจนชนคนข้ามถนนเสียชีวิต โดยไม่ได้ต้องการให้ผู้ใดตาย นายดำมีความผิดฐานใด

  1. 1.ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา
  2. 2.กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
  3. 3.ทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย
  4. 4.ไม่มีความผิด เพราะไม่มีเจตนา
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

การกระทำโดยประมาทคือการกระทำมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ การขับรถเร็วเกินกำหนดในเขตชุมชนจนเกิดผลถึงตายจึงเข้าความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามมาตรา 291 การไม่มีเจตนาไม่ได้ทำให้พ้นความผิดเสมอไป

ข้อ 39

ผู้ใดพยายามกระทำความผิด โดยหลักจะต้องระวางโทษเท่าใด

  1. 1.เท่ากับความผิดสำเร็จ
  2. 2.สองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
  3. 3.กึ่งหนึ่งของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
  4. 4.หนึ่งในสามของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. สองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 วรรคสอง กำหนดให้ผู้พยายามกระทำความผิดต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ส่วนโทษ "ไม่เกินกึ่งหนึ่ง" ใช้กับการพยายามกระทำความผิดที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามมาตรา 81 ซึ่งเป็นคนละกรณีกัน

ข้อ 40

หลัก "ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยไม่มีกฎหมาย" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 มีความหมายตามข้อใด

  1. 1.บุคคลจะต้องรับโทษทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำการที่กฎหมายซึ่งใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้
  2. 2.ศาลสามารถเทียบเคียงบทกฎหมายที่ใกล้เคียงมาลงโทษผู้กระทำได้ หากการกระทำนั้นเป็นภัยต่อสังคม
  3. 3.เมื่อมีกฎหมายใหม่บัญญัติให้การกระทำใดเป็นความผิด ให้ย้อนไปลงโทษผู้ที่เคยกระทำเช่นนั้นมาก่อนได้
  4. 4.ผู้ที่ไม่รู้ว่ามีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ย่อมไม่ต้องรับโทษเสมอ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. บุคคลจะต้องรับโทษทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำการที่กฎหมายซึ่งใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้

หลักนี้คุ้มครองประชาชนไม่ให้ถูกลงโทษตามอำเภอใจ โดยกำหนดว่ากฎหมายต้องมีอยู่ก่อนการกระทำ และต้องบัญญัติทั้งความผิดและโทษไว้ชัดเจน ข้อ 2 ผิดเพราะในทางอาญาห้ามเทียบเคียงกฎหมายเพื่อลงโทษ ข้อ 3 ผิดเพราะขัดหลักห้ามใช้กฎหมายอาญาย้อนหลังเป็นโทษ ส่วนข้อ 4 สับสนกับมาตรา 64 ซึ่งวางหลักว่าความไม่รู้กฎหมายไม่เป็นข้อแก้ตัว

ข้อ 41

นายเอกกระทำความผิดในขณะที่กฎหมายกำหนดโทษจำคุก 5 ปี ต่อมาก่อนศาลพิพากษา มีกฎหมายใหม่แก้ไขให้ความผิดฐานนั้นมีโทษจำคุกเพียง 2 ปี ศาลจะใช้กฎหมายใดบังคับแก่นายเอก

  1. 1.กฎหมายเดิม เพราะต้องใช้กฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะกระทำความผิดเสมอ
  2. 2.กฎหมายใหม่ เพราะเป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดมากกว่า
  3. 3.ให้ศาลเลือกใช้ตามดุลพินิจโดยไม่มีหลักเกณฑ์
  4. 4.ให้ใช้กฎหมายทั้งสองฉบับรวมกันแล้วหาค่าเฉลี่ยของโทษ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. กฎหมายใหม่ เพราะเป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดมากกว่า

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วางหลักว่า ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด ไม่ว่าในทางใด หลักนี้เป็นข้อยกเว้นของหลักห้ามใช้กฎหมายย้อนหลัง เพราะการย้อนหลังที่เป็นคุณย่อมไม่กระทบสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา

ข้อ 42

ข้อใดคือความแตกต่างสำคัญระหว่างโทษ "จำคุก" กับโทษ "กักขัง" ตามประมวลกฎหมายอาญา

  1. 1.จำคุกเป็นการควบคุมตัวในเรือนจำ ส่วนกักขังเป็นการควบคุมตัวในสถานที่อื่นที่มิใช่เรือนจำหรือสถานที่ควบคุมของพนักงานสอบสวน
  2. 2.จำคุกใช้กับผู้ใหญ่ ส่วนกักขังใช้กับเด็กและเยาวชนเท่านั้น
  3. 3.จำคุกมีกำหนดเวลา ส่วนกักขังไม่มีกำหนดเวลา
  4. 4.จำคุกเป็นโทษทางอาญา ส่วนกักขังเป็นเพียงมาตรการทางปกครอง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. จำคุกเป็นการควบคุมตัวในเรือนจำ ส่วนกักขังเป็นการควบคุมตัวในสถานที่อื่นที่มิใช่เรือนจำหรือสถานที่ควบคุมของพนักงานสอบสวน

ทั้งจำคุกและกักขังต่างเป็นโทษทางอาญาตามมาตรา 18 และต่างมีกำหนดระยะเวลา ความต่างอยู่ที่สถานที่ควบคุม โดยกักขังให้ควบคุมไว้ในสถานที่กักขังซึ่งมิใช่เรือนจำ จึงมีความรุนแรงน้อยกว่า และไม่ได้จำกัดว่าใช้กับเด็กและเยาวชนเท่านั้น

ข้อ 43

เมื่อศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดแต่ให้รอการลงโทษไว้ ระยะเวลาที่ศาลกำหนดให้รอการลงโทษต้องไม่เกินเท่าใด

  1. 1.1 ปี
  2. 2.3 ปี
  3. 3.5 ปี
  4. 4.10 ปี
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. 5 ปี

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กำหนดให้ศาลกำหนดระยะเวลารอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษเพื่อให้ผู้กระทำผิดมีโอกาสกลับตัว โดยระยะเวลาดังกล่าวต้องไม่เกินห้าปี หากภายในเวลานั้นผู้นั้นกระทำความผิดขึ้นอีก ศาลอาจนำโทษที่รอไว้มาบวกเข้ากับโทษในคดีใหม่ได้

ข้อ 44

นายหนึ่งยิงปืนเข้าไปในกลุ่มคนที่ยืนอยู่ใกล้กัน โดยไม่ได้เจาะจงว่าจะให้ถูกผู้ใด แต่รู้อยู่แล้วว่าย่อมมีผู้ถูกกระสุนแน่นอน กรณีนี้ถือว่านายหนึ่งกระทำโดยเจตนาในลักษณะใด

  1. 1.เจตนาโดยประสงค์ต่อผล
  2. 2.เจตนาโดยย่อมเล็งเห็นผล
  3. 3.กระทำโดยประมาท
  4. 4.กระทำโดยไม่มีเจตนา
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เจตนาโดยย่อมเล็งเห็นผล

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 แบ่งเจตนาเป็นสองลักษณะ คือ ประสงค์ต่อผล และย่อมเล็งเห็นผล กรณีนี้ผู้กระทำไม่ได้ต้องการให้คนใดคนหนึ่งตายเป็นการเฉพาะ แต่รู้อยู่แล้วว่าผลย่อมเกิดขึ้นแน่นอนจากการกระทำของตน จึงเป็นเจตนาโดยย่อมเล็งเห็นผล ซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นเจตนาเช่นเดียวกัน ไม่ใช่ความประมาท

ข้อ 45

พี่เลี้ยงเด็กเห็นเด็กที่ตนรับจ้างดูแลจมน้ำอยู่ในสระ และสามารถช่วยได้โดยไม่เป็นอันตรายแก่ตน แต่กลับนิ่งเฉยจนเด็กเสียชีวิต กรณีนี้ในทางอาญาถือว่าอย่างไร

  1. 1.ไม่เป็นความผิด เพราะพี่เลี้ยงไม่ได้ลงมือกระทำการใด ๆ ต่อเด็ก
  2. 2.เป็นการกระทำโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้น จึงถือเป็นการกระทำในทางอาญา
  3. 3.เป็นเพียงความผิดทางแพ่งฐานผิดสัญญาจ้างเท่านั้น
  4. 4.เป็นความผิดเฉพาะเมื่อพี่เลี้ยงเป็นญาติของเด็ก
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เป็นการกระทำโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้น จึงถือเป็นการกระทำในทางอาญา

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคท้าย บัญญัติว่าการกระทำให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย เมื่อพี่เลี้ยงมีหน้าที่โดยเฉพาะที่ต้องดูแลเด็กจากสัญญาจ้าง การนิ่งเฉยทั้งที่ช่วยได้จึงเป็นการกระทำในทางอาญา ต่างจากบุคคลทั่วไปที่เดินผ่านมาโดยไม่มีหน้าที่เช่นนั้น

ข้อ 46

ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับหลัก "ความไม่รู้กฎหมายไม่เป็นข้อแก้ตัว" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 64

  1. 1.ผู้กระทำจะยกความไม่รู้กฎหมายขึ้นแก้ตัวให้พ้นความผิดไม่ได้ แต่ถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุอันสมควร อาจลดโทษให้ไม่เกินกึ่งหนึ่งได้
  2. 2.ผู้กระทำที่ไม่รู้กฎหมายย่อมพ้นความผิดทุกกรณี
  3. 3.หลักนี้ใช้เฉพาะกับคนต่างด้าวที่เพิ่งเข้ามาในราชอาณาจักร
  4. 4.หลักนี้ทำให้ศาลไม่มีอำนาจลดโทษให้ผู้กระทำได้เลย
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ผู้กระทำจะยกความไม่รู้กฎหมายขึ้นแก้ตัวให้พ้นความผิดไม่ได้ แต่ถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุอันสมควร อาจลดโทษให้ไม่เกินกึ่งหนึ่งได้

กฎหมายวางหลักว่าบุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดไม่ได้ มิฉะนั้นทุกคนก็จะอ้างความไม่รู้กันหมด แต่กฎหมายก็เปิดช่องว่าถ้าศาลเห็นว่าตามสภาพและพฤติการณ์ ผู้กระทำอาจไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด ศาลอาจลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้ จึงไม่ใช่ว่าศาลไม่มีอำนาจลดโทษเลย

ข้อ 47

นายดำถูกคนร้ายใช้มีดจะแทง จึงชกคนร้ายจนล้มลงเพื่อให้ตนหนีรอด การกระทำของนายดำเข้าหลักเกณฑ์ใด

  1. 1.การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีความผิด
  2. 2.การกระทำด้วยความจำเป็น จึงมีความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ
  3. 3.การบันดาลโทสะ จึงมีความผิดแต่ศาลลดโทษให้
  4. 4.การกระทำโดยประมาท จึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายโดยประมาท
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีความผิด

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 วางหลักว่าผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด จุดต่างจากการกระทำด้วยความจำเป็นตามมาตรา 67 คือ การป้องกันเป็นการตอบโต้ผู้ก่อภัยโดยตรง และผลคือ "ไม่มีความผิด" ส่วนความจำเป็นนั้นยังคงมีความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ

ข้อ 48

ผู้ใดกระทำการป้องกันสิทธิของตน แต่กระทำเกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็น จะมีผลอย่างไร

  1. 1.ไม่มีความผิดเช่นเดียวกับการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายทั่วไป
  2. 2.ยังคงมีความผิด แต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้
  3. 3.ต้องรับโทษเต็มตามที่กฎหมายกำหนด โดยศาลไม่อาจลดโทษได้
  4. 4.ต้องรับโทษหนักขึ้นกว่าปกติหนึ่งเท่า
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ยังคงมีความผิด แต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 กำหนดว่า หากการป้องกันหรือการกระทำด้วยความจำเป็นนั้นเกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็น ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ และถ้าเกิดขึ้นเพราะความตื่นเต้น ความตกใจ หรือความกลัว ศาลจะไม่ลงโทษเลยก็ได้ กรณีนี้จึงต่างจากการป้องกันพอสมควรแก่เหตุที่ไม่มีความผิดเลย

ข้อ 49

นายขาวถูกนายเขียวด่าทออย่างรุนแรงต่อหน้าผู้คนจนเสียหน้า จึงเข้าชกนายเขียวทันทีในขณะนั้น กรณีนี้เข้าหลักเกณฑ์ใดตามประมวลกฎหมายอาญา

  1. 1.ป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีความผิด
  2. 2.บันดาลโทสะ ซึ่งยังมีความผิดแต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดเพียงใดก็ได้
  3. 3.กระทำด้วยความจำเป็น จึงไม่ต้องรับโทษ
  4. 4.ไม่เป็นความผิดเพราะเป็นการตอบโต้คำดูหมิ่น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. บันดาลโทสะ ซึ่งยังมีความผิดแต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดเพียงใดก็ได้

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 บัญญัติว่า ผู้ใดบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ จุดสำคัญคือยังเป็นความผิดอยู่ เพียงแต่ได้รับการลดโทษ และการด่าทอไม่ใช่ภยันตรายต่อร่างกาย จึงไม่เข้าหลักการป้องกัน

ข้อ 50

ตามประมวลกฎหมายอาญาที่แก้ไขเพิ่มเติมล่าสุด เด็กอายุกว่า 12 ปี แต่ยังไม่เกิน 15 ปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด จะมีผลอย่างไร

  1. 1.ต้องรับโทษเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ แต่ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่ง
  2. 2.เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ศาลมีอำนาจใช้มาตรการอื่น เช่น ว่ากล่าวตักเตือน วางข้อกำหนดแก่ผู้ปกครอง หรือส่งตัวไปยังสถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรม
  3. 3.ให้รอการลงโทษไว้จนกว่าเด็กจะอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์
  4. 4.ให้ผู้ปกครองรับโทษแทนเด็กทั้งหมด
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ศาลมีอำนาจใช้มาตรการอื่น เช่น ว่ากล่าวตักเตือน วางข้อกำหนดแก่ผู้ปกครอง หรือส่งตัวไปยังสถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรม

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 กำหนดว่าเด็กอายุกว่า 12 ปีแต่ยังไม่เกิน 15 ปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ศาลมีอำนาจใช้มาตรการที่มิใช่โทษ ส่วนการลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่งเป็นเรื่องของผู้ที่อายุกว่า 15 ปีแต่ยังไม่เกิน 18 ปีตามมาตรา 75 ทั้งนี้ เกณฑ์อายุขั้นต่ำที่ไม่ต้องรับโทษเลยได้ถูกแก้ไขจาก 10 ปีเป็น 12 ปีตั้งแต่ พ.ศ. 2565

ข้อ 51

ผู้กระทำความผิดที่มีอายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ศาลจะพิจารณาโทษอย่างไร

  1. 1.ไม่ต้องรับโทษเลยในทุกกรณี
  2. 2.ต้องรับโทษเต็มตามที่กฎหมายกำหนดเช่นเดียวกับผู้ใหญ่
  3. 3.ศาลจะพิจารณาลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นลงกึ่งหนึ่ง หรืออาจใช้มาตรการอื่นแทนการลงโทษก็ได้
  4. 4.ให้ลดโทษลงหนึ่งในสามเสมอ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. ศาลจะพิจารณาลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นลงกึ่งหนึ่ง หรืออาจใช้มาตรการอื่นแทนการลงโทษก็ได้

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ให้ศาลพิจารณาถึงความรู้ผิดชอบและสิ่งแวดล้อมของผู้นั้น หากเห็นสมควรพิพากษาลงโทษ ก็ให้ลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดลงกึ่งหนึ่ง หรือศาลอาจใช้มาตรการตามมาตรา 74 แทนก็ได้ ส่วนการลดหนึ่งในสามถึงกึ่งหนึ่งเป็นดุลพินิจสำหรับผู้ที่อายุกว่า 18 ปีแต่ยังไม่เกิน 20 ปีตามมาตรา 76

ข้อ 52

นายเอกลงมือจะลักทรัพย์ในบ้านผู้อื่น แต่เกิดสำนึกได้จึงยับยั้งเสียเองและเดินออกมาโดยไม่ได้เอาทรัพย์ไป ทั้งที่ยังทำต่อได้ กรณีนี้มีผลอย่างไร

  1. 1.ต้องรับโทษฐานพยายามลักทรัพย์เต็มตามกฎหมาย
  2. 2.ไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายามกระทำความผิดนั้น
  3. 3.ต้องรับโทษเท่ากับความผิดสำเร็จ
  4. 4.ต้องรับโทษกึ่งหนึ่งของความผิดสำเร็จ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายามกระทำความผิดนั้น

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 82 บัญญัติว่า ผู้ใดพยายามกระทำความผิด หากยับยั้งเสียเองไม่กระทำการให้ตลอด หรือกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายามกระทำความผิดนั้น กฎหมายจูงใจให้คนถอนตัวก่อนเกิดความเสียหาย แต่หากการกระทำเท่าที่ทำไปแล้วเป็นความผิดสำเร็จในตัวอยู่แล้ว เช่น บุกรุกเข้าไปในเคหสถาน ก็ยังต้องรับผิดในความผิดนั้นต่างหาก

ข้อ 53

ผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ต้องระวางโทษเท่าใด

  1. 1.เท่ากับตัวการ
  2. 2.สองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้น
  3. 3.กึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้น
  4. 4.หนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. สองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้น

ผู้สนับสนุนคือผู้ที่ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้น ต่างจากตัวการตามมาตรา 83 ซึ่งร่วมกระทำความผิดด้วยกันและต้องระวางโทษเท่ากับผู้กระทำความผิด

ข้อ 54

ตามประมวลกฎหมายอาญา คำว่า "กลางคืน" หมายความว่าอย่างไร

  1. 1.เวลาตั้งแต่ 18.00 นาฬิกา ถึง 06.00 นาฬิกา
  2. 2.เวลาระหว่างพระอาทิตย์ตกและพระอาทิตย์ขึ้น
  3. 3.เวลาตั้งแต่ 20.00 นาฬิกา ถึง 05.00 นาฬิกา
  4. 4.เวลาที่ท้องฟ้ามืดจนมองไม่เห็นหน้าคนในระยะ 10 เมตร
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เวลาระหว่างพระอาทิตย์ตกและพระอาทิตย์ขึ้น

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 นิยาม "กลางคืน" ว่าหมายความว่า เวลาระหว่างพระอาทิตย์ตกและพระอาทิตย์ขึ้น นิยามนี้สำคัญเพราะการกระทำความผิดในเวลากลางคืนเป็นเหตุฉกรรจ์ที่ทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นในหลายฐานความผิด เช่น ลักทรัพย์และบุกรุก การยึดเวลาตามนาฬิกาจึงไม่ถูกต้อง

ข้อ 55

นายแดงเจตนาทำร้ายร่างกายนายดำโดยไม่ประสงค์จะให้ถึงตาย แต่นายดำได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา นายแดงมีความผิดฐานใด

  1. 1.ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา
  2. 2.ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย
  3. 3.กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
  4. 4.ทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสเท่านั้น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย

เมื่อผู้กระทำมีเจตนาเพียงทำร้าย แต่ผลที่เกิดคือความตาย กฎหมายกำหนดความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายไว้ตามมาตรา 290 ซึ่งเป็นความผิดที่มีเจตนาทำร้ายบวกกับผลที่เกิดจากการกระทำนั้น จึงต่างจากฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาที่ผู้กระทำต้องมีเจตนาต่อความตาย และต่างจากความประมาทที่ผู้กระทำไม่มีเจตนาทำร้ายเลย

ฝึกทำแบบจับเวลาและสุ่มข้อใหม่ทุกรอบ

โหมดฝึกจะสุ่มข้อใหม่ให้ทุกครั้ง เฉลยทันทีหลังตอบ และถ้าเข้าสู่ระบบไว้ระบบจะจำว่าคุณทำข้อไหนไปแล้ว พร้อมเก็บข้อที่ตอบผิดไว้ให้กลับมาแก้ตัว

เทคนิคทำข้อสอบวิชากฎหมายที่ประชาชนควรรู้

  • อาญาให้แยกเจตนากับประมาทให้ขาด เพราะเป็นจุดที่ตัวเลือกลวงชอบเล่น
  • วิ.อาญาให้จำให้แม่นว่ากรณีใดจับได้โดยไม่มีหมาย และใครเป็นผู้มีอำนาจออกหมาย
  • แพ่งเน้นเรื่องใกล้ตัว เช่น นิติกรรมสัญญา หนี้ ละเมิด และความสามารถของบุคคล

หัวข้ออื่นในวิชากฎหมายที่ประชาชนควรรู้

คำถามที่พบบ่อย

ข้อสอบกฎหมายอาญาเบื้องต้น ออกสอบในสนามไหนบ้าง

หัวข้อกฎหมายอาญาเบื้องต้น อยู่ในวิชากฎหมายที่ประชาชนควรรู้ ซึ่งใช้สอบในนายสิบตำรวจ (สายปราบปราม) และ นายสิบตำรวจ (สายอำนวยการ) ในเว็บนี้มีข้อสอบหัวข้อนี้ทั้งหมด 55 ข้อ

แนวข้อสอบกฎหมายอาญาเบื้องต้น มีเฉลยอธิบายไหม

ทุกข้อมีเฉลยพร้อมคำอธิบายว่าทำไมตัวเลือกนั้นถึงถูก และหน้านี้เปิดให้อ่านครบทั้ง 55 ข้อฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก

ฝึกทำข้อสอบกฎหมายอาญาเบื้องต้น ต้องเสียเงินไหม

ไม่เสียค่าใช้จ่าย ใช้ได้ฟรีทั้งหมด ไม่ต้องสมัครสมาชิกก็เริ่มฝึกได้ แต่ถ้าเข้าสู่ระบบ ระบบจะจำว่าทำข้อไหนไปแล้วและเก็บข้อที่ตอบผิดไว้ให้กลับมาทบทวน