คลังแนวข้อสอบกระดานอันดับ

แนวข้อสอบการอ่านจับใจความ 40 ข้อ พร้อมเฉลย

ในคลัง 40 ข้อวิชาภาษาไทยก.พ. ภาค กกองทัพบก ภาค กครูผู้ช่วย ภาค กนายสิบตำรวจ (สายปราบปราม)นายสิบตำรวจ (สายอำนวยการ)

หน้านี้รวมแนวข้อสอบหัวข้อการอ่านจับใจความ จำนวน 40 ข้อ พร้อมเฉลยและคำอธิบายว่าทำไมตัวเลือกนั้นถึงถูก ทุกข้อจัดทำขึ้นใหม่ตามผังการออกข้อสอบ ไม่ใช่ข้อสอบเก่าของหน่วยงานใด อ่านฟรีทั้งหมดโดยไม่ต้องสมัครสมาชิก

ข้อสอบการอ่านจับใจความ พร้อมเฉลย ครบทั้ง 40 ข้อ

ข้อ 1

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "การออมเงินตั้งแต่อายุยังน้อย แม้จะเป็นจำนวนเงินไม่มาก แต่ด้วยพลังของดอกเบี้ยทบต้น เงินออมนั้นจะเติบโตอย่างมากเมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้นการเริ่มต้นเร็วจึงสำคัญกว่าจำนวนเงินที่ออมในแต่ละครั้ง" ใจความสำคัญของข้อความนี้คือข้อใด

  1. 1.ควรออมเงินจำนวนมากในแต่ละครั้ง
  2. 2.การเริ่มออมเงินเร็วสำคัญกว่าจำนวนเงินที่ออม
  3. 3.ดอกเบี้ยทบต้นทำให้เงินออมลดลง
  4. 4.คนอายุน้อยไม่จำเป็นต้องออมเงิน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. การเริ่มออมเงินเร็วสำคัญกว่าจำนวนเงินที่ออม

ประโยคสรุปท้ายข้อความระบุชัดว่า "การเริ่มต้นเร็วจึงสำคัญกว่าจำนวนเงินที่ออมในแต่ละครั้ง" ซึ่งเป็นใจความสำคัญ ตัวเลือกอื่นขัดแย้งกับเนื้อความ

ข้อ 2

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "ขยะพลาสติกใช้เวลาย่อยสลายนานหลายร้อยปี การลดใช้ถุงพลาสติกและหันมาใช้ถุงผ้าจึงเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ทุกคนเริ่มทำได้ทันทีเพื่อช่วยลดปริมาณขยะที่จะตกค้างสู่สิ่งแวดล้อม" ข้อความนี้ต้องการสื่อสารเรื่องใดเป็นสำคัญ

  1. 1.ทุกคนช่วยลดขยะพลาสติกได้ทันทีด้วยการลดใช้ถุงพลาสติก
  2. 2.พลาสติกไม่สามารถย่อยสลายได้เลย
  3. 3.ถุงผ้ามีราคาแพงกว่าถุงพลาสติก
  4. 4.ขยะพลาสติกไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ทุกคนช่วยลดขยะพลาสติกได้ทันทีด้วยการลดใช้ถุงพลาสติก

ใจความสำคัญคือการเสนอวิธีแก้ที่ทุกคนทำได้ทันที (ลดใช้ถุงพลาสติก ใช้ถุงผ้า) ข้อความบอกว่าพลาสติกย่อยสลาย "นาน" ไม่ใช่ย่อยสลายไม่ได้เลย ตัวเลือกอื่นไม่ปรากฏในเนื้อความ

ข้อ 3

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอไม่ได้ช่วยแค่ให้ร่างกายสดชื่นเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่สมองจัดระเบียบและจัดเก็บความทรงจำที่เรียนรู้มาในระหว่างวัน งานวิจัยจำนวนมากจึงชี้ตรงกันว่า การอดนอนเพื่ออ่านหนังสือทั้งคืนก่อนสอบ มักให้ผลแย่กว่าการนอนหลับให้เพียงพอ" ข้อใดคือใจความสำคัญของข้อความนี้

  1. 1.การนอนหลับทำให้ร่างกายสดชื่นเพียงอย่างเดียว
  2. 2.ควรอ่านหนังสือทั้งคืนก่อนสอบเพื่อผลลัพธ์ที่ดี
  3. 3.การนอนหลับเพียงพอช่วยให้สมองจดจำได้ดีกว่าการอดนอนอ่านหนังสือ
  4. 4.งานวิจัยยังไม่สามารถสรุปเรื่องการนอนได้
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. การนอนหลับเพียงพอช่วยให้สมองจดจำได้ดีกว่าการอดนอนอ่านหนังสือ

ข้อความชี้ว่าการนอนช่วยให้สมองจัดเก็บความทรงจำ และสรุปว่าการอดนอนอ่านหนังสือให้ผลแย่กว่าการนอนเพียงพอ ตัวเลือกอื่นขัดแย้งกับเนื้อความ

ข้อ 4

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "เมืองใหญ่หลายแห่งเริ่มหันมาลงทุนกับระบบขนส่งสาธารณะแทนการขยายถนน เพราะพบว่ายิ่งสร้างถนนเพิ่ม รถก็ยิ่งเพิ่มตามจนติดเหมือนเดิม ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า อุปสงค์แฝง" จากข้อความ เหตุใดการขยายถนนจึงไม่ช่วยแก้ปัญหารถติดในระยะยาว

  1. 1.เพราะถนนที่สร้างมีคุณภาพต่ำ
  2. 2.เพราะเมื่อมีถนนเพิ่ม ปริมาณรถก็เพิ่มตามจนติดเหมือนเดิม
  3. 3.เพราะประชาชนไม่ยอมใช้ถนนใหม่
  4. 4.เพราะระบบขนส่งสาธารณะมีราคาแพง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เพราะเมื่อมีถนนเพิ่ม ปริมาณรถก็เพิ่มตามจนติดเหมือนเดิม

ข้อความระบุชัดว่า "ยิ่งสร้างถนนเพิ่ม รถก็ยิ่งเพิ่มตามจนติดเหมือนเดิม" ซึ่งเป็นปรากฏการณ์อุปสงค์แฝง ตัวเลือกอื่นไม่ปรากฏในเนื้อความ

ข้อ 5

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "การอ่านหนังสือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะใช้เงินไม่มากแต่ให้ผลตอบแทนเป็นความรู้ที่ติดตัวไปตลอดชีวิต ผู้ที่อ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอมักมีคลังคำมากกว่า สื่อสารได้ชัดเจนกว่า และคิดวิเคราะห์ได้ลึกซึ้งกว่าผู้ที่ไม่อ่าน" สาระสำคัญของข้อความนี้คือข้อใด

  1. 1.หนังสือมีราคาถูกกว่าสื่ออื่น
  2. 2.การอ่านเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงและติดตัวตลอดชีวิต
  3. 3.คนที่ไม่อ่านหนังสือจะสื่อสารไม่ได้
  4. 4.ควรอ่านหนังสือวันละอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. การอ่านเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงและติดตัวตลอดชีวิต

ประโยคใจความหลักคือประโยคแรก ส่วนที่เหลือเป็นเหตุผลและรายละเอียดสนับสนุน จึงสรุปได้ว่าการอ่านคือการลงทุนที่คุ้มค่าและให้ผลตลอดชีวิต

ข้อ 6

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "การอ่านหนังสือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะใช้เงินไม่มากแต่ให้ผลตอบแทนเป็นความรู้ที่ติดตัวไปตลอดชีวิต ผู้ที่อ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอมักมีคลังคำมากกว่า สื่อสารได้ชัดเจนกว่า และคิดวิเคราะห์ได้ลึกซึ้งกว่าผู้ที่ไม่อ่าน" ข้อใดไม่ได้กล่าวถึงในข้อความนี้

  1. 1.ผู้ที่อ่านหนังสือสม่ำเสมอมีคลังคำมากกว่า
  2. 2.การอ่านช่วยให้คิดวิเคราะห์ได้ลึกซึ้งขึ้น
  3. 3.การอ่านช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
  4. 4.การอ่านใช้เงินไม่มากแต่ให้ผลตอบแทนสูง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. การอ่านช่วยให้ร่างกายแข็งแรง

ข้อความกล่าวถึงประโยชน์ด้านคลังคำ การสื่อสาร และการคิดวิเคราะห์ แต่ไม่ได้กล่าวถึงสุขภาพร่างกายเลย

ข้อ 7

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในเมืองใหญ่มีสาเหตุหลักจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงของยานพาหนะ การเผาในที่โล่ง และการปล่อยมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ฝุ่นขนาดเล็กนี้สามารถผ่านเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้ การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและประชาชน" ข้อใดไม่ใช่สาเหตุของฝุ่น PM2.5 ตามที่ผู้เขียนระบุ

  1. 1.การเผาไหม้เชื้อเพลิงของยานพาหนะ
  2. 2.การเผาในที่โล่ง
  3. 3.การปล่อยมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม
  4. 4.การระเบิดของภูเขาไฟ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. การระเบิดของภูเขาไฟ

ผู้เขียนระบุสาเหตุไว้ 3 ประการ คือ ยานพาหนะ การเผาในที่โล่ง และโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ได้กล่าวถึงภูเขาไฟระเบิด

ข้อ 8

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในเมืองใหญ่มีสาเหตุหลักจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงของยานพาหนะ การเผาในที่โล่ง และการปล่อยมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ฝุ่นขนาดเล็กนี้สามารถผ่านเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้ การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและประชาชน" ผู้เขียนมีความเห็นอย่างไรต่อแนวทางแก้ปัญหา

  1. 1.เป็นหน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว
  2. 2.ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐและประชาชน
  3. 3.ต้องปิดโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมด
  4. 4.ประชาชนควรย้ายออกจากเมืองใหญ่
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐและประชาชน

ประโยคสุดท้ายระบุชัดเจนว่า "การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและประชาชน"

ข้อ 9

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "การนอนหลับไม่ใช่การหยุดทำงานของสมอง ตรงกันข้าม ช่วงหลับลึกคือเวลาที่สมองจัดระเบียบความทรงจำและกำจัดของเสียที่สะสมมาตลอดวัน ผู้ที่อดนอนบ่อยจึงมักหลงลืมง่ายและตัดสินใจได้แย่ลง" สาระสำคัญของข้อความนี้คือข้อใด

  1. 1.ควรนอนวันละ 8 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย
  2. 2.การนอนหลับเป็นช่วงที่สมองทำงานสำคัญ ไม่ใช่การหยุดทำงาน
  3. 3.คนที่หลงลืมง่ายคือคนที่อดนอน
  4. 4.สมองกำจัดของเสียได้เฉพาะตอนหลับลึก
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. การนอนหลับเป็นช่วงที่สมองทำงานสำคัญ ไม่ใช่การหยุดทำงาน

ประโยคแรกคือใจความหลักที่ผู้เขียนต้องการหักล้างความเข้าใจผิด ส่วนที่เหลือเป็นรายละเอียดสนับสนุน — ข้อ 1 ไม่ได้กล่าวถึงเลย ส่วนข้อ 3 และ 4 เป็นเพียงรายละเอียดย่อย ไม่ใช่ใจความหลัก

ข้อ 10

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "การนอนหลับไม่ใช่การหยุดทำงานของสมอง ตรงกันข้าม ช่วงหลับลึกคือเวลาที่สมองจัดระเบียบความทรงจำและกำจัดของเสียที่สะสมมาตลอดวัน ผู้ที่อดนอนบ่อยจึงมักหลงลืมง่ายและตัดสินใจได้แย่ลง" ตามข้อความนี้ ผู้ที่อดนอนบ่อยมักมีปัญหาใด

  1. 1.ปวดศีรษะและอ่อนเพลีย
  2. 2.หลงลืมง่ายและตัดสินใจแย่ลง
  3. 3.ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
  4. 4.สมองหยุดทำงานชั่วคราว
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. หลงลืมง่ายและตัดสินใจแย่ลง

ประโยคสุดท้ายระบุไว้ตรงตัวว่า "มักหลงลืมง่ายและตัดสินใจได้แย่ลง" ส่วนตัวเลือกอื่นแม้จะฟังดูสมเหตุสมผล แต่ไม่ได้ปรากฏในข้อความ

ข้อ 11

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "การรู้เท่าทันสื่อเป็นทักษะจำเป็นในยุคที่ใครก็ผลิตข่าวได้ ผู้รับสารควรตั้งคำถามเสมอว่าใครเป็นคนเขียน เขียนขึ้นเพื่ออะไร และมีหลักฐานใดรองรับ การเชื่อทันทีเพียงเพราะเห็นพาดหัวข่าวคือความเสี่ยงที่สุด" ผู้เขียนแนะนำให้ผู้รับสารทำสิ่งใด

  1. 1.เลิกอ่านข่าวจากสื่อออนไลน์
  2. 2.ตั้งคำถามถึงผู้เขียน เจตนา และหลักฐานของข่าว
  3. 3.เชื่อเฉพาะข่าวจากสำนักข่าวใหญ่
  4. 4.แชร์ข่าวให้มากที่สุดเพื่อกระจายข้อมูล
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ตั้งคำถามถึงผู้เขียน เจตนา และหลักฐานของข่าว

ประโยคที่สองระบุคำถามสามข้อที่ผู้รับสารควรตั้งไว้เสมอ คือ ใครเขียน เขียนเพื่ออะไร และมีหลักฐานใดรองรับ

ข้อ 12

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "การรู้เท่าทันสื่อเป็นทักษะจำเป็นในยุคที่ใครก็ผลิตข่าวได้ ผู้รับสารควรตั้งคำถามเสมอว่าใครเป็นคนเขียน เขียนขึ้นเพื่ออะไร และมีหลักฐานใดรองรับ การเชื่อทันทีเพียงเพราะเห็นพาดหัวข่าวคือความเสี่ยงที่สุด" สิ่งใดที่ผู้เขียนมองว่าเป็น "ความเสี่ยงที่สุด"

  1. 1.การอ่านข่าวจากหลายแหล่ง
  2. 2.การไม่ติดตามข่าวสารเลย
  3. 3.การเชื่อข่าวทันทีเพียงเพราะเห็นพาดหัว
  4. 4.การที่ใคร ๆ ก็ผลิตข่าวได้
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. การเชื่อข่าวทันทีเพียงเพราะเห็นพาดหัว

ประโยคสุดท้ายระบุชัดว่า "การเชื่อทันทีเพียงเพราะเห็นพาดหัวข่าวคือความเสี่ยงที่สุด"

ข้อ 13

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "พฤติกรรมนั่งอยู่กับที่นานเกินไปถูกเปรียบว่าเป็นภัยเงียบชนิดใหม่ เพราะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เบาหวาน และอาการปวดหลังเรื้อรัง สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือ การไปออกกำลังกายหนัก ๆ สัปดาห์ละครั้งจะหักล้างผลเสียจากการนั่งติดต่อกันวันละหลายชั่วโมงได้ทั้งหมด ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ลุกขยับร่างกายสั้น ๆ ทุกชั่วโมง มากกว่าจะรอไปออกกำลังกายหนักเพียงครั้งเดียว" สาระสำคัญของข้อความนี้คือข้อใด

  1. 1.การออกกำลังกายหนักสัปดาห์ละครั้งเพียงพอต่อการมีสุขภาพดี
  2. 2.การขยับร่างกายบ่อย ๆ ระหว่างวันสำคัญกว่าการรอออกกำลังกายหนักเป็นครั้งคราว
  3. 3.ผู้ที่ทำงานนั่งโต๊ะควรเปลี่ยนไปทำงานที่ได้ยืนตลอดเวลา
  4. 4.โรคหัวใจและเบาหวานเป็นโรคที่ป้องกันไม่ได้ด้วยการออกกำลังกาย
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. การขยับร่างกายบ่อย ๆ ระหว่างวันสำคัญกว่าการรอออกกำลังกายหนักเป็นครั้งคราว

ผู้เขียนชี้ว่าการออกกำลังกายหนักครั้งเดียวไม่หักล้างผลเสียของการนั่งนาน แล้วสรุปด้วยคำแนะนำให้ลุกขยับสั้น ๆ ทุกชั่วโมง ใจความสำคัญจึงอยู่ที่ข้อ 2 — ตัวเลือกที่ 1 ขัดกับข้อความโดยตรง (ผู้เขียนบอกว่าเป็นความเข้าใจผิด) ตัวเลือกที่ 3 เป็นการสรุปเกินเลย ข้อความไม่ได้แนะนำให้ยืนตลอดเวลา ส่วนตัวเลือกที่ 4 ขัดกับเจตนาของผู้เขียนที่สนับสนุนการขยับร่างกาย

ข้อ 14

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "พฤติกรรมนั่งอยู่กับที่นานเกินไปถูกเปรียบว่าเป็นภัยเงียบชนิดใหม่ เพราะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เบาหวาน และอาการปวดหลังเรื้อรัง สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือ การไปออกกำลังกายหนัก ๆ สัปดาห์ละครั้งจะหักล้างผลเสียจากการนั่งติดต่อกันวันละหลายชั่วโมงได้ทั้งหมด ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ลุกขยับร่างกายสั้น ๆ ทุกชั่วโมง มากกว่าจะรอไปออกกำลังกายหนักเพียงครั้งเดียว" ข้อใดไม่ได้กล่าวถึงในข้อความนี้

  1. 1.การนั่งนานเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน
  2. 2.การนั่งนานทำให้ปวดหลังเรื้อรัง
  3. 3.การนั่งนานทำให้สายตาสั้นลง
  4. 4.ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ลุกขยับร่างกายทุกชั่วโมง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. การนั่งนานทำให้สายตาสั้นลง

ข้อความระบุความเสี่ยงไว้เพียงโรคหัวใจ เบาหวาน และปวดหลังเรื้อรัง กับคำแนะนำให้ลุกขยับทุกชั่วโมง จึงตรงกับตัวเลือกที่ 1, 2 และ 4 ส่วนเรื่องสายตาสั้นไม่ปรากฏในข้อความเลย แม้จะดูสมเหตุสมผลกับการนั่งทำงานหน้าจอก็ตาม การตอบคำถามแบบ 'ไม่ได้กล่าวถึง' ต้องยึดเฉพาะสิ่งที่เขียนไว้ ไม่ใช่ความรู้เดิมของผู้อ่าน

ข้อ 15

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "คนไทยจำนวนมากได้รับโซเดียมเกินปริมาณที่แนะนำต่อวันเกือบเท่าตัว โดยเข้าใจว่าตนเองไม่ได้กินเค็มเพราะไม่ได้เติมเกลือบนโต๊ะอาหาร แท้จริงแล้วโซเดียมส่วนใหญ่แฝงอยู่ในเครื่องปรุงรส น้ำจิ้ม และอาหารสำเร็จรูป การกินเค็มสะสมเป็นเวลานานทำให้ความดันโลหิตสูงและเร่งให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น การอ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้อจึงเป็นวิธีลดโซเดียมที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน" ใจความสำคัญของข้อความนี้คือข้อใด

  1. 1.โซเดียมส่วนใหญ่แฝงอยู่ในอาหารโดยที่ผู้บริโภคไม่รู้ตัว จึงควรอ่านฉลากเพื่อลดปริมาณโซเดียม
  2. 2.เกลือบนโต๊ะอาหารเป็นแหล่งโซเดียมที่อันตรายที่สุดสำหรับคนไทย
  3. 3.ผู้ที่ความดันโลหิตสูงแล้วเท่านั้นที่จำเป็นต้องระวังการกินเค็ม
  4. 4.อาหารสำเร็จรูปควรถูกห้ามจำหน่ายเพราะมีโซเดียมสูงเกินไป
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. โซเดียมส่วนใหญ่แฝงอยู่ในอาหารโดยที่ผู้บริโภคไม่รู้ตัว จึงควรอ่านฉลากเพื่อลดปริมาณโซเดียม

ข้อความชี้ว่าคนเข้าใจผิดว่าตนไม่ได้กินเค็ม ทั้งที่โซเดียมแฝงอยู่ในเครื่องปรุงและอาหารสำเร็จรูป แล้วปิดท้ายด้วยข้อเสนอให้อ่านฉลาก ใจความสำคัญจึงตรงกับตัวเลือกที่ 1 — ตัวเลือกที่ 2 กลับความหมาย เพราะผู้เขียนบอกว่าเกลือบนโต๊ะไม่ใช่แหล่งหลัก ตัวเลือกที่ 3 เป็นการจำกัดกลุ่มเป้าหมายเกินกว่าที่ข้อความระบุ และตัวเลือกที่ 4 เป็นข้อเสนอที่ผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึง

ข้อ 16

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "คนไทยจำนวนมากได้รับโซเดียมเกินปริมาณที่แนะนำต่อวันเกือบเท่าตัว โดยเข้าใจว่าตนเองไม่ได้กินเค็มเพราะไม่ได้เติมเกลือบนโต๊ะอาหาร แท้จริงแล้วโซเดียมส่วนใหญ่แฝงอยู่ในเครื่องปรุงรส น้ำจิ้ม และอาหารสำเร็จรูป การกินเค็มสะสมเป็นเวลานานทำให้ความดันโลหิตสูงและเร่งให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น การอ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้อจึงเป็นวิธีลดโซเดียมที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน" ข้อใดไม่ได้กล่าวถึงในข้อความนี้

  1. 1.การกินเค็มสะสมทำให้ความดันโลหิตสูง
  2. 2.การกินเค็มสะสมทำให้กระดูกพรุน
  3. 3.น้ำจิ้มเป็นแหล่งโซเดียมแฝง
  4. 4.การอ่านฉลากโภชนาการช่วยลดการได้รับโซเดียม
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. การกินเค็มสะสมทำให้กระดูกพรุน

ข้อความกล่าวถึงผลเสียของการกินเค็มไว้สองอย่างคือความดันโลหิตสูงและไตเสื่อมเร็วขึ้น กล่าวถึงน้ำจิ้มว่าเป็นแหล่งโซเดียมแฝง และเสนอให้อ่านฉลาก จึงตรงกับตัวเลือกที่ 1, 3 และ 4 ส่วนโรคกระดูกพรุนไม่ปรากฏในข้อความ จึงเป็นคำตอบ

ข้อ 17

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "ยาปฏิชีวนะออกฤทธิ์กับการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ไม่ได้ผลกับไข้หวัดซึ่งเกิดจากไวรัส การกินยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อและการหยุดยาเองกลางคันเมื่อรู้สึกดีขึ้น ล้วนเปิดโอกาสให้แบคทีเรียปรับตัวจนดื้อยา ผลที่ตามมาคือในอนาคตแม้แต่การติดเชื้อธรรมดาก็อาจรักษาไม่หายด้วยยาที่เคยได้ผล" ข้อความนี้ต้องการสื่อสารเรื่องใดเป็นสำคัญ

  1. 1.ไข้หวัดเป็นโรคที่รักษาไม่หายหากไม่กินยาปฏิชีวนะ
  2. 2.ยาปฏิชีวนะเป็นยาอันตรายที่ไม่ควรใช้ในทุกกรณี
  3. 3.การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่ถูกต้องทำให้เกิดเชื้อดื้อยา ซึ่งจะทำให้รักษาโรคติดเชื้อได้ยากขึ้นในอนาคต
  4. 4.แบคทีเรียเป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อส่วนใหญ่ในมนุษย์
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่ถูกต้องทำให้เกิดเชื้อดื้อยา ซึ่งจะทำให้รักษาโรคติดเชื้อได้ยากขึ้นในอนาคต

แกนของข้อความคือเหตุ (ใช้ยาพร่ำเพรื่อ/หยุดยากลางคัน) นำไปสู่ผล (เชื้อดื้อยา และรักษาไม่หายในอนาคต) จึงตรงกับตัวเลือกที่ 3 — ตัวเลือกที่ 1 ขัดกับข้อความที่บอกว่ายาปฏิชีวนะไม่ได้ผลกับไข้หวัด ตัวเลือกที่ 2 สรุปเกินจริง ผู้เขียนไม่ได้ห้ามใช้ยา แต่ให้ใช้อย่างถูกต้อง ส่วนตัวเลือกที่ 4 เป็นข้อมูลที่ข้อความไม่ได้กล่าวไว้

ข้อ 18

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "ยาปฏิชีวนะออกฤทธิ์กับการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ไม่ได้ผลกับไข้หวัดซึ่งเกิดจากไวรัส การกินยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อและการหยุดยาเองกลางคันเมื่อรู้สึกดีขึ้น ล้วนเปิดโอกาสให้แบคทีเรียปรับตัวจนดื้อยา ผลที่ตามมาคือในอนาคตแม้แต่การติดเชื้อธรรมดาก็อาจรักษาไม่หายด้วยยาที่เคยได้ผล" ข้อใดไม่ได้กล่าวถึงในข้อความนี้

  1. 1.ราคายาปฏิชีวนะสูงขึ้นทุกปีจนผู้ป่วยเข้าไม่ถึงการรักษา
  2. 2.การหยุดยาเองกลางคันเป็นสาเหตุหนึ่งของเชื้อดื้อยา
  3. 3.ยาปฏิชีวนะไม่ได้ผลกับไข้หวัด
  4. 4.เชื้อดื้อยาอาจทำให้การติดเชื้อธรรมดารักษาไม่หายในอนาคต
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ราคายาปฏิชีวนะสูงขึ้นทุกปีจนผู้ป่วยเข้าไม่ถึงการรักษา

ตัวเลือกที่ 2, 3 และ 4 ปรากฏชัดในข้อความทั้งหมด ส่วนเรื่องราคายาที่สูงขึ้นและการเข้าไม่ถึงการรักษาเป็นประเด็นที่ผู้เขียนไม่ได้พูดถึงเลย แม้จะเป็นปัญหาที่มีอยู่จริงในระบบสาธารณสุขก็ตาม จึงเป็นคำตอบของคำถามแบบ 'ไม่ได้กล่าวถึง'

ข้อ 19

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยต้องอยู่ลำพังเพราะลูกหลานย้ายเข้าไปทำงานในเมือง ความเหงาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเรื่องของอารมณ์ งานวิจัยพบว่าผู้สูงอายุที่ขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมีแนวโน้มความจำถดถอยเร็วกว่า และฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยได้ช้ากว่าผู้ที่มีเพื่อนพูดคุย ชมรมหรือกิจกรรมในชุมชนที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้พบปะกันจึงเป็นมากกว่าความบันเทิง" สาระสำคัญของข้อความนี้คือข้อใด

  1. 1.ลูกหลานไม่ควรย้ายเข้าไปทำงานในเมืองเพราะทำให้ผู้สูงอายุอยู่ลำพัง
  2. 2.ผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังจะมีความจำเสื่อมทุกคน
  3. 3.ชมรมผู้สูงอายุมีหน้าที่หลักคือการจัดกิจกรรมบันเทิงให้คลายเหงา
  4. 4.ความเหงาส่งผลต่อสุขภาพกายของผู้สูงอายุด้วย กิจกรรมทางสังคมในชุมชนจึงมีความสำคัญ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. ความเหงาส่งผลต่อสุขภาพกายของผู้สูงอายุด้วย กิจกรรมทางสังคมในชุมชนจึงมีความสำคัญ

ผู้เขียนเน้นว่าความเหงา 'ไม่ใช่เพียงเรื่องของอารมณ์' แต่กระทบความจำและการฟื้นตัวจากการเจ็บป่วย จึงสรุปว่ากิจกรรมชุมชนเป็น 'มากกว่าความบันเทิง' ใจความจึงตรงกับตัวเลือกที่ 4 — ตัวเลือกที่ 3 เป็นกับดักเพราะจับเพียงคำว่าบันเทิงแต่กลับความหมายที่ผู้เขียนต้องการสื่อ ตัวเลือกที่ 1 เป็นข้อสรุปเชิงตัดสินที่ผู้เขียนไม่ได้กล่าว และตัวเลือกที่ 2 เกินจริง เพราะข้อความใช้คำว่า 'มีแนวโน้ม' ไม่ใช่ทุกคน

ข้อ 20

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยต้องอยู่ลำพังเพราะลูกหลานย้ายเข้าไปทำงานในเมือง ความเหงาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเรื่องของอารมณ์ งานวิจัยพบว่าผู้สูงอายุที่ขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมีแนวโน้มความจำถดถอยเร็วกว่า และฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยได้ช้ากว่าผู้ที่มีเพื่อนพูดคุย ชมรมหรือกิจกรรมในชุมชนที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้พบปะกันจึงเป็นมากกว่าความบันเทิง" ข้อใดไม่ได้กล่าวถึงในข้อความนี้

  1. 1.สาเหตุที่ผู้สูงอายุอยู่ลำพังคือลูกหลานย้ายไปทำงานในเมือง
  2. 2.ผู้ที่ขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยได้ช้ากว่า
  3. 3.ผู้ที่ขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมีแนวโน้มความจำถดถอยเร็วกว่า
  4. 4.รัฐควรเพิ่มเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. รัฐควรเพิ่มเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง

ข้อความระบุสาเหตุของการอยู่ลำพัง และผลกระทบสองด้านคือความจำถดถอยเร็วกับการฟื้นตัวช้า ตรงกับตัวเลือกที่ 1, 2 และ 3 ส่วนข้อเสนอเรื่องเบี้ยยังชีพเป็นมาตรการทางนโยบายที่ผู้เขียนไม่ได้พูดถึง ผู้เขียนเสนอเพียงกิจกรรมในชุมชนเท่านั้น

ข้อ 21

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "เครื่องดื่มรสหวานเพียงขวดเดียวอาจมีน้ำตาลมากกว่าปริมาณที่ร่างกายควรได้รับตลอดทั้งวัน สิ่งที่ทำให้เครื่องดื่มน่ากังวลเป็นพิเศษคือ ร่างกายแทบไม่รู้สึกอิ่มจากพลังงานที่อยู่ในรูปของเหลว เด็กที่ดื่มน้ำหวานจึงยังกินอาหารมื้อหลักได้ตามปกติ ทั้งที่ได้รับพลังงานส่วนเกินไปเรียบร้อยแล้ว" ข้อความนี้ต้องการสื่อสารเรื่องใดเป็นสำคัญ

  1. 1.เครื่องดื่มรสหวานทำให้ได้รับพลังงานส่วนเกินโดยไม่รู้ตัว เพราะพลังงานในรูปของเหลวไม่ทำให้รู้สึกอิ่ม
  2. 2.เด็กควรงดอาหารมื้อหลักหากดื่มเครื่องดื่มรสหวานไปแล้ว
  3. 3.น้ำตาลในเครื่องดื่มมีโทษมากกว่าน้ำตาลชนิดอื่นทุกชนิด
  4. 4.เด็กที่กินอาหารมื้อหลักครบถ้วนจะไม่อยากดื่มเครื่องดื่มรสหวาน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. เครื่องดื่มรสหวานทำให้ได้รับพลังงานส่วนเกินโดยไม่รู้ตัว เพราะพลังงานในรูปของเหลวไม่ทำให้รู้สึกอิ่ม

ประโยคขยายความสำคัญของข้อความคือ 'ร่างกายแทบไม่รู้สึกอิ่มจากพลังงานที่อยู่ในรูปของเหลว' ซึ่งอธิบายว่าเหตุใดจึงได้รับพลังงานเกินโดยไม่รู้ตัว ใจความจึงตรงกับตัวเลือกที่ 1 — ตัวเลือกที่ 2 เป็นการตีความผิด ผู้เขียนไม่ได้แนะนำให้งดมื้อหลัก ตัวเลือกที่ 3 พูดถึงโทษของน้ำตาลเชิงเปรียบเทียบซึ่งข้อความไม่ได้อ้าง ผู้เขียนพูดถึงเรื่องความอิ่ม ไม่ใช่ความเป็นพิษ ส่วนตัวเลือกที่ 4 กลับทิศทางเหตุผลของข้อความ

ข้อ 22

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "เครื่องดื่มรสหวานเพียงขวดเดียวอาจมีน้ำตาลมากกว่าปริมาณที่ร่างกายควรได้รับตลอดทั้งวัน สิ่งที่ทำให้เครื่องดื่มน่ากังวลเป็นพิเศษคือ ร่างกายแทบไม่รู้สึกอิ่มจากพลังงานที่อยู่ในรูปของเหลว เด็กที่ดื่มน้ำหวานจึงยังกินอาหารมื้อหลักได้ตามปกติ ทั้งที่ได้รับพลังงานส่วนเกินไปเรียบร้อยแล้ว" ข้อใดไม่ได้กล่าวถึงในข้อความนี้

  1. 1.เครื่องดื่มรสหวานขวดเดียวอาจมีน้ำตาลเกินปริมาณที่ควรได้รับทั้งวัน
  2. 2.พลังงานในรูปของเหลวไม่ทำให้รู้สึกอิ่ม
  3. 3.การเก็บภาษีความหวานช่วยลดการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานได้
  4. 4.เด็กที่ดื่มน้ำหวานยังคงกินอาหารมื้อหลักได้ตามปกติ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. การเก็บภาษีความหวานช่วยลดการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานได้

ตัวเลือกที่ 1, 2 และ 4 ล้วนปรากฏเป็นข้อความตรง ๆ ในย่อหน้า ส่วนมาตรการภาษีความหวานเป็นเรื่องนโยบายที่ผู้เขียนไม่ได้เอ่ยถึงแม้แต่น้อย จึงเป็นสิ่งที่ 'ไม่ได้กล่าวถึง' ผู้อ่านต้องระวังไม่นำความรู้นอกบทความมาตัดสิน

ข้อ 23

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "ภาวะหมดไฟในการทำงานไม่ใช่ความอ่อนแอส่วนบุคคล แต่เป็นผลสะสมจากสภาพแวดล้อมการทำงานที่กดดันต่อเนื่อง อาการสำคัญคือความเหนื่อยล้าเรื้อรัง ความรู้สึกห่างเหินจากงานที่เคยรัก และประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง องค์กรที่แก้ปัญหาด้วยการจัดกิจกรรมผ่อนคลายเป็นครั้งคราว โดยไม่ปรับภาระงานที่มากเกินไป จึงมักไม่เห็นผล" ใจความสำคัญของข้อความนี้คือข้อใด

  1. 1.ภาวะหมดไฟเกิดจากความอ่อนแอของพนักงานที่ปรับตัวไม่ได้
  2. 2.การจัดกิจกรรมผ่อนคลายเป็นวิธีแก้ภาวะหมดไฟที่ได้ผลที่สุด
  3. 3.ภาวะหมดไฟมีต้นเหตุจากสภาพการทำงาน การแก้ที่ได้ผลจึงต้องปรับภาระงาน ไม่ใช่แค่จัดกิจกรรมผ่อนคลาย
  4. 4.พนักงานที่มีอาการเหนื่อยล้าเรื้อรังควรลาออกจากงานทันที
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. ภาวะหมดไฟมีต้นเหตุจากสภาพการทำงาน การแก้ที่ได้ผลจึงต้องปรับภาระงาน ไม่ใช่แค่จัดกิจกรรมผ่อนคลาย

ผู้เขียนวางกรอบตั้งแต่ประโยคแรกว่าหมดไฟเป็นผลจากสภาพแวดล้อม ไม่ใช่ตัวบุคคล และปิดท้ายว่าการจัดกิจกรรมผ่อนคลายโดยไม่ปรับภาระงานมักไม่เห็นผล ใจความจึงเป็นตัวเลือกที่ 3 — ตัวเลือกที่ 1 และ 2 ขัดกับข้อความโดยตรง ส่วนตัวเลือกที่ 4 เป็นข้อเสนอที่ผู้เขียนไม่ได้กล่าวไว้เลย

ข้อ 24

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "ภาวะหมดไฟในการทำงานไม่ใช่ความอ่อนแอส่วนบุคคล แต่เป็นผลสะสมจากสภาพแวดล้อมการทำงานที่กดดันต่อเนื่อง อาการสำคัญคือความเหนื่อยล้าเรื้อรัง ความรู้สึกห่างเหินจากงานที่เคยรัก และประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง องค์กรที่แก้ปัญหาด้วยการจัดกิจกรรมผ่อนคลายเป็นครั้งคราว โดยไม่ปรับภาระงานที่มากเกินไป จึงมักไม่เห็นผล" ข้อใดไม่ได้กล่าวถึงในข้อความนี้

  1. 1.ภาวะหมดไฟพบมากที่สุดในกลุ่มพนักงานอายุน้อย
  2. 2.ความรู้สึกห่างเหินจากงานเป็นอาการหนึ่งของภาวะหมดไฟ
  3. 3.ภาวะหมดไฟเป็นผลจากสภาพแวดล้อมการทำงานที่กดดันต่อเนื่อง
  4. 4.ประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลงเป็นอาการหนึ่งของภาวะหมดไฟ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ภาวะหมดไฟพบมากที่สุดในกลุ่มพนักงานอายุน้อย

ข้อความระบุสาเหตุ (สภาพแวดล้อมกดดัน) และอาการสามอย่าง (เหนื่อยล้าเรื้อรัง ห่างเหินจากงาน ประสิทธิภาพลดลง) จึงครอบคลุมตัวเลือกที่ 2, 3 และ 4 ส่วนข้อมูลเรื่องช่วงอายุของผู้ที่หมดไฟไม่ปรากฏในข้อความ จึงเป็นคำตอบ

ข้อ 25

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "จนถึงวันนี้ยังไม่มีสารใดสังเคราะห์ขึ้นมาทดแทนเลือดมนุษย์ได้ โรงพยาบาลจึงต้องพึ่งพาผู้บริจาคเป็นหลัก ปัญหาคือปริมาณเลือดสำรองมักลดลงในช่วงปิดเทอมและวันหยุดยาว ขณะที่ความต้องการใช้เลือดจากผู้บาดเจ็บทางถนนกลับเพิ่มขึ้นในช่วงเดียวกัน การบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอตลอดปีจึงมีค่ามากกว่าการแห่กันบริจาคเฉพาะช่วงที่มีการรณรงค์" สาระสำคัญของข้อความนี้คือข้อใด

  1. 1.ควรยกเลิกกิจกรรมรณรงค์บริจาคโลหิตเพราะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา
  2. 2.ควรบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอตลอดปี เพราะช่วงที่เลือดสำรองน้อยกลับเป็นช่วงที่ต้องการใช้เลือดมาก
  3. 3.อุบัติเหตุทางถนนในช่วงวันหยุดยาวเป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข
  4. 4.นักวิทยาศาสตร์ควรเร่งพัฒนาเลือดสังเคราะห์เพื่อทดแทนการบริจาค
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ควรบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอตลอดปี เพราะช่วงที่เลือดสำรองน้อยกลับเป็นช่วงที่ต้องการใช้เลือดมาก

ข้อความชี้ความขัดแย้งของช่วงเวลา คือเลือดสำรองลดลงพร้อมกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น แล้วสรุปว่าการบริจาคสม่ำเสมอตลอดปีมีค่ากว่าการบริจาคเฉพาะช่วงรณรงค์ ตัวเลือกที่ 2 จึงถูก — ตัวเลือกที่ 1 บิดเจตนา ผู้เขียนไม่ได้เสนอให้ยกเลิกการรณรงค์ เพียงบอกว่าความสม่ำเสมอสำคัญกว่า ตัวเลือกที่ 3 เป็นรายละเอียดประกอบ ไม่ใช่ใจความหลัก ส่วนตัวเลือกที่ 4 เป็นข้อเสนอที่ผู้เขียนไม่ได้กล่าว

ข้อ 26

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "จนถึงวันนี้ยังไม่มีสารใดสังเคราะห์ขึ้นมาทดแทนเลือดมนุษย์ได้ โรงพยาบาลจึงต้องพึ่งพาผู้บริจาคเป็นหลัก ปัญหาคือปริมาณเลือดสำรองมักลดลงในช่วงปิดเทอมและวันหยุดยาว ขณะที่ความต้องการใช้เลือดจากผู้บาดเจ็บทางถนนกลับเพิ่มขึ้นในช่วงเดียวกัน การบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอตลอดปีจึงมีค่ามากกว่าการแห่กันบริจาคเฉพาะช่วงที่มีการรณรงค์" ข้อใดไม่ได้กล่าวถึงในข้อความนี้

  1. 1.ยังไม่มีสารสังเคราะห์ใดทดแทนเลือดมนุษย์ได้
  2. 2.เลือดสำรองมักลดลงในช่วงปิดเทอมและวันหยุดยาว
  3. 3.คุณสมบัติด้านอายุและน้ำหนักของผู้ที่จะบริจาคโลหิต
  4. 4.ความต้องการใช้เลือดเพิ่มขึ้นจากผู้บาดเจ็บทางถนน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. คุณสมบัติด้านอายุและน้ำหนักของผู้ที่จะบริจาคโลหิต

ตัวเลือกที่ 1, 2 และ 4 ปรากฏชัดในข้อความ ส่วนคุณสมบัติของผู้บริจาค เช่น อายุหรือน้ำหนัก ไม่ได้ถูกกล่าวถึงเลย แม้จะเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการบริจาคโลหิตในความเป็นจริง จึงเป็นคำตอบของคำถามนี้

ข้อ 27

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "ปัญญาประดิษฐ์ช่วยร่างเอกสาร สรุปรายงาน และตอบคำถามพื้นฐานได้รวดเร็วจนหลายองค์กรรีบนำมาใช้ แต่สิ่งที่มักถูกลืมคือ AI ตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจเท่ากันทั้งเรื่องที่มันรู้จริงและเรื่องที่มันเข้าใจผิด ผู้ใช้ที่ไม่ตรวจทานก่อนส่งต่อ จึงเสี่ยงเผยแพร่ข้อมูลผิดในนามขององค์กรตนเอง" ผู้เขียนมีเจตนาใดเป็นสำคัญ

  1. 1.คัดค้านการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในองค์กรทุกกรณี
  2. 2.อธิบายวิธีการทำงานภายในของระบบปัญญาประดิษฐ์
  3. 3.เตือนให้ผู้ใช้ตรวจทานผลลัพธ์จากปัญญาประดิษฐ์ก่อนนำไปใช้จริง
  4. 4.ชักชวนให้องค์กรเร่งนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ให้ทันคู่แข่ง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. เตือนให้ผู้ใช้ตรวจทานผลลัพธ์จากปัญญาประดิษฐ์ก่อนนำไปใช้จริง

ผู้เขียนยอมรับประโยชน์ของ AI ในประโยคแรก แล้วหักมุมด้วยคำว่า "แต่สิ่งที่มักถูกลืม" เพื่อชี้ความเสี่ยงจากการไม่ตรวจทาน เจตนาจึงเป็นการเตือนให้ตรวจทานก่อนใช้ ข้อที่คัดค้านการใช้ AI ทุกกรณีเป็นกับดัก เพราะผู้เขียนไม่ได้ปฏิเสธ AI แต่เตือนวิธีใช้ ส่วนข้ออธิบายวิธีทำงานภายในและข้อชักชวนให้เร่งใช้ ไม่ปรากฏในข้อความ

ข้อ 28

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "ราคาแผงโซลาร์เซลล์ในวันนี้ถูกลงกว่าเมื่อสิบปีก่อนอย่างมาก เจ้าของบ้านที่ติดตั้งบนหลังคาไม่เพียงจ่ายค่าไฟน้อยลงในแต่ละเดือน แต่ยังช่วยลดความต้องการไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลของประเทศไปพร้อมกันด้วย" สาระสำคัญของข้อความนี้คือข้อใด

  1. 1.โซลาร์เซลล์บนหลังคาที่ราคาถูกลงให้ประโยชน์ทั้งแก่ผู้ติดตั้งและแก่ส่วนรวม
  2. 2.ค่าไฟฟ้าของประเทศจะลดลงเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกถูกลง
  3. 3.การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังจะถูกยกเลิกภายในสิบปี
  4. 4.ผู้ที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์จะไม่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าอีกต่อไป
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. โซลาร์เซลล์บนหลังคาที่ราคาถูกลงให้ประโยชน์ทั้งแก่ผู้ติดตั้งและแก่ส่วนรวม

ข้อความกล่าวถึงประโยชน์สองระดับคือ ประโยชน์ส่วนตน (จ่ายค่าไฟน้อยลง) และประโยชน์ส่วนรวม (ลดการพึ่งเชื้อเพลิงฟอสซิล) โดยมีเงื่อนไขนำคือราคาที่ถูกลง จึงตรงกับตัวเลือกแรก ข้อที่ว่า "ไม่ต้องจ่ายค่าไฟอีกต่อไป" เป็นกับดักจากการอ่านเกินข้อความ เพราะต้นฉบับบอกเพียงว่าจ่ายน้อยลง ส่วนเรื่องราคาน้ำมันโลกและการยกเลิกฟอสซิลในสิบปีไม่ได้ปรากฏเลย

ข้อ 29

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "โทรศัพท์เครื่องเก่าที่นอนนิ่งอยู่ในลิ้นชักบ้านเราไม่ได้เป็นเพียงของไร้ค่า ภายในเครื่องมีทองคำ ทองแดง และแร่หายากซึ่งกว่าจะได้มาต้องขุดจากเหมืองด้วยต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมมหาศาล การโยนมันทิ้งรวมกับขยะทั่วไปจึงเท่ากับฝังทรัพยากรและปล่อยสารพิษลงดินไปพร้อมกัน" ผู้เขียนต้องการสื่อสิ่งใด

  1. 1.ควรเลิกผลิตโทรศัพท์มือถือเพราะใช้แร่หายากมากเกินไป
  2. 2.โทรศัพท์เครื่องเก่าควรเก็บสะสมไว้เพราะราคาจะสูงขึ้นในอนาคต
  3. 3.การทำเหมืองแร่เป็นอาชีพที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าที่คนทั่วไปเข้าใจ
  4. 4.การทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ผิดวิธีเป็นทั้งการสูญเสียทรัพยากรและการสร้างมลพิษ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. การทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ผิดวิธีเป็นทั้งการสูญเสียทรัพยากรและการสร้างมลพิษ

ประโยคสุดท้ายสรุปผลเสียไว้สองด้านพร้อมกันคือ "ฝังทรัพยากร" และ "ปล่อยสารพิษลงดิน" ซึ่งตรงกับตัวเลือกสุดท้าย ข้อที่ให้เก็บสะสมไว้เพราะราคาจะสูงขึ้นเป็นกับดักจากคำว่า "ไม่ได้เป็นเพียงของไร้ค่า" ซึ่งผู้เขียนหมายถึงคุณค่าของวัสดุที่ควรนำกลับมาใช้ใหม่ ไม่ใช่การเก็งกำไร ส่วนการเลิกผลิตโทรศัพท์และเรื่องผลตอบแทนของอาชีพเหมืองแร่ไม่ใช่ประเด็นในข้อความ

ข้อ 30

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "ปะการังฟอกขาวไม่ใช่การตายในทันที แต่เป็นสัญญาณว่าปะการังขับสาหร่ายที่อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อออกไป เพราะทนอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นไม่ไหว หากน้ำเย็นลงในเวลาไม่นาน ปะการังยังฟื้นตัวได้ แต่หากคลื่นความร้อนยืดเยื้อหรือเกิดถี่ขึ้น โอกาสฟื้นก็ลดลงเรื่อย ๆ" ข้อใดตีความข้อความนี้ได้ถูกต้อง

  1. 1.ปะการังที่ฟอกขาวแล้วคือปะการังที่ตายไปแล้วทั้งหมด
  2. 2.ปะการังที่ฟอกขาวยังมีโอกาสฟื้นได้หากอุณหภูมิน้ำกลับสู่ปกติเร็วพอ
  3. 3.สาหร่ายในเนื้อเยื่อคือสาเหตุที่ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น
  4. 4.ความถี่ของคลื่นความร้อนไม่มีผลต่อการฟื้นตัวของปะการัง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ปะการังที่ฟอกขาวยังมีโอกาสฟื้นได้หากอุณหภูมิน้ำกลับสู่ปกติเร็วพอ

ข้อความระบุชัดว่า "หากน้ำเย็นลงในเวลาไม่นาน ปะการังยังฟื้นตัวได้" ตัวเลือกที่ว่าฟอกขาวคือตายแล้วขัดกับประโยคแรกโดยตรง ตัวเลือกเรื่องสาหร่ายกลับเหตุกับผล เพราะน้ำร้อนเป็นเหตุให้ปะการังขับสาหร่ายออก ไม่ใช่สาหร่ายทำให้น้ำร้อน ส่วนข้อสุดท้ายขัดกับประโยคปิดที่บอกว่าคลื่นความร้อนที่ถี่ขึ้นทำให้โอกาสฟื้นลดลง

ข้อ 31

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "รถยนต์ไฟฟ้าไม่ปล่อยไอเสียขณะวิ่งก็จริง แต่จะสะอาดจริงเพียงใดยังขึ้นอยู่กับว่าไฟฟ้าที่เติมเข้าไปนั้นผลิตมาจากอะไร ในประเทศที่ยังพึ่งพาถ่านหินเป็นหลัก การเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้าจำนวนมากเท่ากับย้ายจุดปล่อยมลพิษจากท่อไอเสียไปไว้ที่ปล่องโรงไฟฟ้าเท่านั้น" เจตนาของผู้เขียนคือข้อใด

  1. 1.ชี้ให้เห็นว่าประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมของรถไฟฟ้าขึ้นอยู่กับแหล่งผลิตไฟฟ้าด้วย
  2. 2.โน้มน้าวให้ผู้อ่านเลิกใช้รถยนต์ไฟฟ้าแล้วกลับไปใช้รถน้ำมัน
  3. 3.เปรียบเทียบราคาค่าบำรุงรักษาระหว่างรถไฟฟ้ากับรถน้ำมัน
  4. 4.ยืนยันว่ารถยนต์ไฟฟ้าคือคำตอบสุดท้ายของปัญหามลพิษในเมือง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ชี้ให้เห็นว่าประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมของรถไฟฟ้าขึ้นอยู่กับแหล่งผลิตไฟฟ้าด้วย

ใจความหลักอยู่ที่คำว่า "ยังขึ้นอยู่กับว่าไฟฟ้าที่เติมเข้าไปนั้นผลิตมาจากอะไร" ผู้เขียนจึงชี้เงื่อนไขว่าความสะอาดของรถไฟฟ้าผูกกับระบบผลิตไฟฟ้า ตัวเลือกที่ให้เลิกใช้รถไฟฟ้าเป็นกับดักจากการตีความเกินเลย เพราะผู้เขียนไม่ได้เสนอให้กลับไปใช้รถน้ำมัน ส่วนตัวเลือกเรื่องค่าบำรุงรักษาไม่มีในข้อความ และตัวเลือกที่ว่ารถไฟฟ้าคือคำตอบสุดท้ายขัดกับน้ำเสียงตั้งข้อสังเกตของผู้เขียนโดยตรง

ข้อ 32

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "ทุกครั้งที่เราสั่งให้ระบบปัญญาประดิษฐ์สร้างภาพหรือสรุปข้อความ คำสั่งนั้นเดินทางไปทำงานอยู่ในศูนย์ข้อมูลที่กินไฟและใช้น้ำหล่อเย็นจำนวนมหาศาล ความสะดวกที่ดูเหมือนไร้ต้นทุนบนหน้าจอ จึงมีใบเสร็จที่ถูกจ่ายอยู่ในที่ที่เรามองไม่เห็น" ข้อความที่ว่า "มีใบเสร็จที่ถูกจ่ายอยู่ในที่ที่เรามองไม่เห็น" หมายถึงสิ่งใด

  1. 1.ค่าบริการรายเดือนที่ผู้ใช้จะถูกเรียกเก็บย้อนหลัง
  2. 2.ค่าลิขสิทธิ์ของภาพต้นแบบที่ระบบนำมาใช้เรียนรู้
  3. 3.ต้นทุนด้านพลังงานและน้ำที่เกิดขึ้นจริงในศูนย์ข้อมูล
  4. 4.ค่าไฟฟ้าภายในบ้านของผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. ต้นทุนด้านพลังงานและน้ำที่เกิดขึ้นจริงในศูนย์ข้อมูล

"ใบเสร็จ" ในที่นี้เป็นภาพเปรียบของต้นทุนที่ผู้ใช้ไม่ได้เห็น ซึ่งประโยคก่อนหน้าระบุไว้แล้วว่าคือไฟฟ้าและน้ำหล่อเย็นของศูนย์ข้อมูล ตัวเลือกเรื่องค่าบริการรายเดือนและค่าไฟในบ้านเป็นกับดักจากการอ่านคำว่า "ใบเสร็จ" ตามตัวอักษร ทั้งที่ผู้เขียนใช้ในเชิงเปรียบเทียบ ส่วนค่าลิขสิทธิ์ภาพไม่ได้ถูกกล่าวถึงเลย

ข้อ 33

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "เสื้อผ้าราคาถูกที่เปลี่ยนคอลเลกชันใหม่แทบทุกสัปดาห์ ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่าของที่มีอยู่ในตู้ล้าสมัยอยู่ตลอดเวลา เสื้อตัวหนึ่งจึงถูกสวมเพียงไม่กี่ครั้งก่อนกลายเป็นกองขยะ ทั้งที่การผลิตมันขึ้นมาต้องใช้น้ำหลายพันลิตร" น้ำเสียงและทัศนคติของผู้เขียนต่อธุรกิจแฟชั่นหมุนเร็วเป็นอย่างไร

  1. 1.ชื่นชมที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงเสื้อผ้าราคาถูก
  2. 2.เป็นกลาง เพียงรายงานข้อเท็จจริงโดยไม่แสดงความเห็น
  3. 3.วิพากษ์เชิงตำหนิว่าสร้างการบริโภคเกินจำเป็นและสิ้นเปลืองทรัพยากร
  4. 4.ขบขันล้อเลียนรสนิยมการแต่งตัวของคนรุ่นใหม่
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. วิพากษ์เชิงตำหนิว่าสร้างการบริโภคเกินจำเป็นและสิ้นเปลืองทรัพยากร

การเลือกใช้ถ้อยคำอย่าง "รู้สึกว่าล้าสมัยอยู่ตลอดเวลา" "สวมเพียงไม่กี่ครั้งก่อนกลายเป็นกองขยะ" และการปิดท้ายด้วย "ทั้งที่...ใช้น้ำหลายพันลิตร" แสดงการตำหนิความสิ้นเปลืองอย่างชัดเจน จึงไม่ใช่การรายงานอย่างเป็นกลาง และไม่ใช่การชื่นชมหรือล้อเลียนรสนิยมส่วนบุคคล เพราะเป้าของการวิพากษ์คือระบบการผลิตและการกระตุ้นให้ซื้อ ไม่ใช่ตัวผู้บริโภคในเชิงขำขัน

ข้อ 34

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "โดรนติดกล้องบินสำรวจแปลงนาทำให้ชาวนารู้ว่าพื้นที่ตรงไหนขาดปุ๋ยและตรงไหนเริ่มมีโรคระบาด แทนที่จะหว่านปุ๋ยและพ่นยาทั่วทั้งแปลงเหมือนเดิม ก็ใส่เฉพาะจุดที่จำเป็น ต้นทุนจึงลดลงพร้อม ๆ กับปริมาณสารเคมีที่ไหลลงสู่แหล่งน้ำ" สาระสำคัญของข้อความนี้คือข้อใด

  1. 1.โดรนกำลังเข้ามาทำงานแทนชาวนาในแปลงนาทุกขั้นตอน
  2. 2.การใช้โดรนสำรวจช่วยให้ใส่ปุ๋ยและสารเคมีเฉพาะจุด ลดทั้งต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  3. 3.โรคระบาดในนาข้าวจะหมดไปหากชาวนาทุกคนมีโดรนใช้
  4. 4.การหว่านปุ๋ยทั่วทั้งแปลงให้ผลผลิตสูงกว่าการใส่เฉพาะจุด
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. การใช้โดรนสำรวจช่วยให้ใส่ปุ๋ยและสารเคมีเฉพาะจุด ลดทั้งต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ข้อความชี้ประโยชน์สองอย่างที่เกิดพร้อมกันจากการใส่ปัจจัยการผลิตเฉพาะจุด คือ ต้นทุนลดลงและสารเคมีลงแหล่งน้ำน้อยลง ตัวเลือกที่ว่าโดรนทำงานแทนชาวนาทุกขั้นตอนเป็นการขยายความเกินข้อความ เพราะโดรนทำหน้าที่สำรวจให้ข้อมูล ส่วนข้อที่ว่าโรคระบาดจะหมดไปเป็นการสรุปเกินจริง และข้อสุดท้ายขัดกับสาระของข้อความ

ข้อ 35

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "ป่าชายเลนถูกมองว่าเป็นที่รกร้างมานาน หลายพื้นที่จึงถูกถมเพื่อทำบ่อเลี้ยงกุ้งและรีสอร์ต จนกระทั่งคลื่นพายุซัดเข้าฝั่งรุนแรงขึ้นทุกปี ผู้คนจึงค่อยเข้าใจว่ารากไม้ที่ดูยุ่งเหยิงเหล่านั้นคือกำแพงกันคลื่นที่ธรรมชาติสร้างให้เปล่า ๆ" ข้อใดคือสิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อโดยนัย

  1. 1.การเลี้ยงกุ้งและธุรกิจรีสอร์ตเป็นอาชีพที่ทำรายได้ดีกว่าการอนุรักษ์
  2. 2.ควรสร้างกำแพงกันคลื่นคอนกรีตแทนป่าชายเลนที่ถูกถมไปแล้ว
  3. 3.รากของต้นไม้ในป่าชายเลนทำให้ชายฝั่งดูรกและควรตัดแต่งให้เรียบร้อย
  4. 4.คนมักตระหนักถึงคุณค่าของธรรมชาติก็ต่อเมื่อได้รับผลเสียจากการทำลายมันแล้ว
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. คนมักตระหนักถึงคุณค่าของธรรมชาติก็ต่อเมื่อได้รับผลเสียจากการทำลายมันแล้ว

โครงเรื่องของข้อความเดินจาก "เคยมองว่าไร้ค่า จึงทำลาย" ไปสู่ "เมื่อเดือดร้อนจึงเข้าใจคุณค่า" คำว่า "จนกระทั่ง...จึงค่อยเข้าใจ" คือกุญแจของนัยนี้ ตัวเลือกเรื่องรายได้ของธุรกิจและการตัดแต่งรากไม้ขัดกับทัศนคติของผู้เขียนที่ยกย่องป่าชายเลน ส่วนการเสนอให้สร้างกำแพงคอนกรีตเป็นข้อสรุปที่ผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึง และยังสวนทางกับการชี้ว่าธรรมชาติทำหน้าที่นี้ให้อยู่แล้ว

ข้อ 36

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "กล้องและเซนเซอร์ที่ติดตั้งทั่วเมืองช่วยให้สัญญาณไฟจราจรปรับตามปริมาณรถได้เอง และแจ้งเตือนน้ำท่วมได้ก่อนที่ประชาชนจะโทรศัพท์เข้ามา ข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์จริง คำถามที่เมืองต้องตอบให้ได้จึงไม่ใช่ว่าควรเก็บข้อมูลหรือไม่ แต่คือใครเข้าถึงข้อมูลได้บ้าง เก็บไว้นานเท่าใด และใครรับผิดชอบเมื่อข้อมูลรั่วไหล" ตามความเห็นของผู้เขียน ประเด็นสำคัญที่สุดของเมืองอัจฉริยะคือเรื่องใด

  1. 1.การยกเลิกการติดตั้งกล้องและเซนเซอร์เพื่อคุ้มครองความเป็นส่วนตัว
  2. 2.การวางกติกากำกับดูแลการเข้าถึง การจัดเก็บ และความรับผิดต่อข้อมูล
  3. 3.การเพิ่มจำนวนเซนเซอร์ให้ครอบคลุมพื้นที่เมืองมากที่สุดเท่าที่ทำได้
  4. 4.การพัฒนาความแม่นยำของระบบแจ้งเตือนน้ำท่วมให้สูงขึ้นกว่าเดิม
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. การวางกติกากำกับดูแลการเข้าถึง การจัดเก็บ และความรับผิดต่อข้อมูล

ผู้เขียนใช้โครงสร้าง "ไม่ใช่...แต่คือ..." เพื่อย้ายประเด็นจากคำถามว่าควรเก็บข้อมูลหรือไม่ ไปสู่คำถามเรื่องกติกาการกำกับดูแล ได้แก่ สิทธิการเข้าถึง ระยะเวลาจัดเก็บ และความรับผิดเมื่อข้อมูลรั่ว การยกเลิกกล้องทั้งหมดเป็นกับดัก เพราะผู้เขียนยอมรับว่าข้อมูล "มีประโยชน์จริง" ส่วนการเพิ่มเซนเซอร์และการพัฒนาความแม่นยำเป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่ใช่ประเด็นที่ผู้เขียนเน้น

ข้อ 37

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "ถนนที่มีต้นไม้ใหญ่แผ่ร่มเงาอาจมีอุณหภูมิต่ำกว่าถนนโล่งซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตรได้หลายองศา ต้นไม้ในเมืองจึงไม่ใช่เพียงเครื่องประดับ แต่เป็นเครื่องปรับอากาศที่ไม่ต้องเสียบปลั๊ก" ผู้เขียนต้องการเน้นสิ่งใด

  1. 1.ควรติดตั้งเครื่องปรับอากาศไว้ตามถนนสายที่ไม่มีต้นไม้
  2. 2.ถนนโล่งเหมาะกับการสัญจรมากกว่าถนนที่มีต้นไม้ใหญ่
  3. 3.การวัดอุณหภูมิของถนนแต่ละสายเป็นหน้าที่ของหน่วยงานท้องถิ่น
  4. 4.ต้นไม้ในเมืองมีหน้าที่ช่วยลดความร้อน ไม่ใช่มีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. ต้นไม้ในเมืองมีหน้าที่ช่วยลดความร้อน ไม่ใช่มีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น

ประโยคสรุป "ไม่ใช่เพียงเครื่องประดับ แต่เป็นเครื่องปรับอากาศที่ไม่ต้องเสียบปลั๊ก" คือใจความที่ผู้เขียนเน้น นั่นคือคุณค่าเชิงหน้าที่ในการลดความร้อนของต้นไม้ ตัวเลือกที่ให้ติดตั้งเครื่องปรับอากาศตามถนนเป็นกับดักจากการอ่านคำเปรียบเทียบตามตัวอักษร ส่วนอีกสองตัวเลือกไม่สอดคล้องกับสาระของข้อความ

ข้อ 38

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "ระบบแนะนำเนื้อหาบนแพลตฟอร์มเรียนรู้จากสิ่งที่เราหยุดดูนานที่สุด ไม่ใช่จากสิ่งที่เราตั้งใจอยากเป็น มันจึงป้อนเรื่องที่เร้าอารมณ์ให้เราซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเรารู้สึกไปเองว่าคนทั้งโลกคิดเหมือนกับเราไปหมด" ผู้เขียนเตือนถึงผลกระทบใดเป็นสำคัญ

  1. 1.ผู้ใช้ถูกขังอยู่กับเนื้อหาที่ตอกย้ำความคิดเดิมจนเข้าใจโลกคลาดเคลื่อน
  2. 2.แพลตฟอร์มออนไลน์เก็บค่าบริการจากผู้ใช้แพงเกินความจำเป็น
  3. 3.ผู้ใช้จะสูญเสียทักษะการอ่านหนังสือเล่มยาวไปในที่สุด
  4. 4.ระบบแนะนำเนื้อหายังทำงานผิดพลาดบ่อยจนใช้การไม่ได้จริง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ผู้ใช้ถูกขังอยู่กับเนื้อหาที่ตอกย้ำความคิดเดิมจนเข้าใจโลกคลาดเคลื่อน

ประโยคปิดที่ว่า "จนเรารู้สึกไปเองว่าคนทั้งโลกคิดเหมือนกับเราไปหมด" ชี้ผลกระทบเรื่องการถูกป้อนเนื้อหาซ้ำจนมองโลกคลาดเคลื่อน ตัวเลือกที่ว่าระบบทำงานผิดพลาดจนใช้ไม่ได้เป็นกับดัก เพราะปัญหาที่ผู้เขียนชี้คือระบบทำงาน "ได้ผลดีเกินไป" ตามเป้าหมายเวลาหยุดดู ไม่ใช่ทำงานผิดพลาด ส่วนเรื่องค่าบริการและทักษะการอ่านหนังสือไม่ปรากฏในข้อความ

ข้อ 39

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "การให้พนักงานทำงานจากบ้านช่วยลดการเดินทางได้จริง แต่ตัวเลขคาร์บอนที่ลดลงจะหายไปทันที หากบริษัทยังเปิดเครื่องปรับอากาศทั้งอาคารให้พนักงานส่วนน้อยที่เข้ามา ขณะที่พนักงานอีกจำนวนมากก็เปิดเครื่องปรับอากาศของตนเองอยู่ที่บ้านคนละเครื่อง" ข้อใดตีความข้อความนี้ได้ตรงที่สุด

  1. 1.การทำงานจากบ้านไม่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนแต่อย่างใด
  2. 2.บริษัทควรบังคับให้พนักงานทุกคนกลับเข้ามาทำงานที่สำนักงานตามเดิม
  3. 3.การทำงานจากบ้านจะลดคาร์บอนได้จริงก็ต่อเมื่อจัดการการใช้พลังงานทั้งฝั่งบ้านและฝั่งสำนักงานด้วย
  4. 4.เครื่องปรับอากาศในอาคารสำนักงานใช้ไฟฟ้ามากกว่าการเดินทางของพนักงานเสมอ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. การทำงานจากบ้านจะลดคาร์บอนได้จริงก็ต่อเมื่อจัดการการใช้พลังงานทั้งฝั่งบ้านและฝั่งสำนักงานด้วย

ผู้เขียนยอมรับว่าการทำงานจากบ้าน "ช่วยลดการเดินทางได้จริง" แต่เพิ่มเงื่อนไขว่าผลลัพธ์จะหายไปหากไม่จัดการพลังงานทั้งสองฝั่ง จึงเป็นการชี้เงื่อนไข ไม่ใช่การปฏิเสธประโยชน์ ตัวเลือกที่ว่าไม่ช่วยลดคาร์บอนเลยและข้อที่ให้ทุกคนกลับเข้าออฟฟิศเป็นการตีความเกินข้อความ ส่วนข้อที่ว่าแอร์สำนักงานกินไฟมากกว่าการเดินทาง "เสมอ" เป็นการสรุปเด็ดขาดที่ข้อความไม่ได้ระบุ

ข้อ 40

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม "บรรจุภัณฑ์จำนวนมากที่พิมพ์คำว่า 'ย่อยสลายได้' ไว้ข้างกล่อง แท้จริงย่อยสลายได้เฉพาะในโรงงานที่ควบคุมอุณหภูมิสูงเท่านั้น หากมันถูกทิ้งลงถังขยะรวมและไปจบลงที่หลุมฝังกลบ มันก็คงสภาพอยู่ได้นานไม่ต่างจากพลาสติกธรรมดา" ผู้เขียนต้องการสื่อสิ่งใด

  1. 1.ผู้บริโภคควรเลือกซื้อสินค้าที่มีฉลากว่าย่อยสลายได้เป็นอันดับแรกเสมอ
  2. 2.คำว่า "ย่อยสลายได้" จะมีความหมายจริงก็ต่อเมื่อมีระบบจัดการขยะที่รองรับ
  3. 3.โรงงานที่ควบคุมอุณหภูมิสูงเป็นวิธีกำจัดขยะที่ประหยัดที่สุดในปัจจุบัน
  4. 4.พลาสติกธรรมดามีคุณสมบัติดีกว่าบรรจุภัณฑ์ที่อ้างว่าย่อยสลายได้
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. คำว่า "ย่อยสลายได้" จะมีความหมายจริงก็ต่อเมื่อมีระบบจัดการขยะที่รองรับ

ข้อความชี้ช่องว่างระหว่างฉลากกับความเป็นจริง คือบรรจุภัณฑ์เหล่านี้ต้องอาศัยเงื่อนไขของโรงงานเฉพาะ หากระบบคัดแยกและจัดการขยะไม่รองรับ ฉลากก็ไม่มีความหมาย ตัวเลือกแรกเป็นกับดัก เพราะผู้เขียนกำลังตั้งข้อสังเกตต่อฉลากนั้น ไม่ได้เชียร์ให้เชื่อฉลาก ส่วนข้อเรื่องความประหยัดของโรงงานและการเชิดชูพลาสติกธรรมดาไม่ใช่สาระที่ผู้เขียนกล่าวถึง

ฝึกทำแบบจับเวลาและสุ่มข้อใหม่ทุกรอบ

โหมดฝึกจะสุ่มข้อใหม่ให้ทุกครั้ง เฉลยทันทีหลังตอบ และถ้าเข้าสู่ระบบไว้ระบบจะจำว่าคุณทำข้อไหนไปแล้ว พร้อมเก็บข้อที่ตอบผิดไว้ให้กลับมาแก้ตัว

เทคนิคทำข้อสอบวิชาภาษาไทย

  • ข้อเรียงประโยคให้มองหาประโยคที่ไม่มีคำเชื่อมหรือคำแทนที่ ประโยคนั้นมักเป็นประโยคแรก
  • ข้ออ่านจับใจความ คำตอบที่ถูกมักเป็นการสรุปกลาง ๆ ส่วนตัวเลือกที่ผิดมักเกินจริงหรือแคบเกินไป
  • ท่องคำที่มักเขียนผิดเป็นชุด เช่น คำที่ใช้ ทร- ญ- หรือคำทับศัพท์ ที่ออกซ้ำแทบทุกปี

หัวข้ออื่นในวิชาภาษาไทย

คำถามที่พบบ่อย

ข้อสอบการอ่านจับใจความ ออกสอบในสนามไหนบ้าง

หัวข้อการอ่านจับใจความ อยู่ในวิชาภาษาไทย ซึ่งใช้สอบในก.พ. ภาค ก และ กองทัพบก ภาค ก และ ครูผู้ช่วย ภาค ก และ นายสิบตำรวจ (สายปราบปราม) และ นายสิบตำรวจ (สายอำนวยการ) ในเว็บนี้มีข้อสอบหัวข้อนี้ทั้งหมด 40 ข้อ

แนวข้อสอบการอ่านจับใจความ มีเฉลยอธิบายไหม

ทุกข้อมีเฉลยพร้อมคำอธิบายว่าทำไมตัวเลือกนั้นถึงถูก และหน้านี้เปิดให้อ่านครบทั้ง 40 ข้อฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก

ฝึกทำข้อสอบการอ่านจับใจความ ต้องเสียเงินไหม

ไม่เสียค่าใช้จ่าย ใช้ได้ฟรีทั้งหมด ไม่ต้องสมัครสมาชิกก็เริ่มฝึกได้ แต่ถ้าเข้าสู่ระบบ ระบบจะจำว่าทำข้อไหนไปแล้วและเก็บข้อที่ตอบผิดไว้ให้กลับมาทบทวน