ข้อ 1ยอดขายของร้านค้าแห่งหนึ่ง
ม.ค. 120,000 บาท
ก.พ. 150,000 บาท
มี.ค. 135,000 บาท
ยอดขายเดือนกุมภาพันธ์เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคมกี่เปอร์เซ็นต์
- 1.20%
- 2.25%
- 3.30%
- 4.35%
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 2. 25%
ยอดขายเพิ่มขึ้น = 150,000 − 120,000 = 30,000 บาท คิดเป็นร้อยละจากฐานเดือนมกราคม = (30,000 ÷ 120,000) × 100 = 25%
ข้อ 2คะแนนสอบของนักเรียน 5 คน ได้แก่ 70, 85, 90, 65, 90
ค่ามัธยฐาน (median) ของคะแนนชุดนี้คือเท่าไร
- 1.80
- 2.85
- 3.90
- 4.92
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 2. 85
เรียงคะแนนจากน้อยไปมาก: 65, 70, 85, 90, 90 ค่ามัธยฐานคือค่าตรงกลาง ซึ่งเป็นตัวที่ 3 ได้แก่ 85 (อย่าสับสนกับค่าฐานนิยมซึ่งคือ 90 และค่าเฉลี่ยซึ่งคือ 80)
ข้อ 6คะแนนสอบของนักเรียน 7 คน ได้แก่ 3, 5, 5, 7, 9, 5, 2 ฐานนิยม (mode) ของข้อมูลชุดนี้คือเท่าไร
- 1.3
- 2.5
- 3.5.14
- 4.7
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 2. 5
ฐานนิยมคือค่าที่ปรากฏบ่อยที่สุด เลข 5 ปรากฏ 3 ครั้ง ส่วนค่าอื่นปรากฏเพียงครั้งเดียว ฐานนิยมจึงเป็น 5
ข้อ 7หน่วยงานหนึ่งมีพนักงาน 3 ฝ่าย คือ ฝ่าย A 2,000 คน ฝ่าย B 3,000 คน และฝ่าย C 5,000 คน หากต้องการสุ่มตัวอย่างทั้งหมด 200 คนแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน จะต้องสุ่มจากฝ่าย C กี่คน
- 1.40 คน
- 2.60 คน
- 3.100 คน
- 4.120 คน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 3. 100 คน
พนักงานรวม = 10,000 คน ฝ่าย C คิดเป็น 5,000/10,000 = 50% ของทั้งหมด จึงต้องสุ่ม 200 × 50% = 100 คน
ข้อ 8จำนวนผู้สมัครสอบบรรจุของหน่วยงานแห่งหนึ่ง
2565: 8,000 คน | 2566: 10,000 คน | 2567: 13,000 คน | 2568: 15,000 คน
ปีใดมีผู้สมัครเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าคิดเป็นร้อยละมากที่สุด
- 1.พ.ศ. 2566
- 2.พ.ศ. 2567
- 3.พ.ศ. 2568
- 4.เพิ่มขึ้นเท่ากันทุกปี
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 2. พ.ศ. 2567
คิดร้อยละโดยเทียบกับปีก่อนหน้า
2566: เพิ่ม 2,000 จากฐาน 8,000 → ร้อยละ 25
2567: เพิ่ม 3,000 จากฐาน 10,000 → ร้อยละ 30
2568: เพิ่ม 2,000 จากฐาน 13,000 → ร้อยละ 15.4
ปี 2567 จึงเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละมากที่สุด
ข้อ 9จำนวนผู้สมัครสอบบรรจุของหน่วยงานแห่งหนึ่ง
2565: 8,000 คน | 2566: 10,000 คน | 2567: 13,000 คน | 2568: 15,000 คน
จำนวนผู้สมัครเฉลี่ยต่อปีในช่วง 4 ปีนี้เท่ากับเท่าไร
- 1.10,500 คน
- 2.11,000 คน
- 3.11,500 คน
- 4.12,000 คน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 3. 11,500 คน
ผลรวม = 8,000 + 10,000 + 13,000 + 15,000 = 46,000 คน
เฉลี่ย = 46,000 ÷ 4 = 11,500 คน
ข้อ 10ข้อมูลชุดหนึ่งคือ 12, 15, 11, 20, 18, 14, 16 มัธยฐาน (median) ของข้อมูลชุดนี้คือเท่าไร
- 1.14
- 2.15
- 3.16
- 4.15.14
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 2. 15
ต้องเรียงข้อมูลจากน้อยไปมากก่อนเสมอ → 11, 12, 14, 15, 16, 18, 20
มีทั้งหมด 7 ค่า มัธยฐานคือค่าตรงกลาง (ตัวที่ 4) = 15
(อย่าสับสนกับค่าเฉลี่ยซึ่งเท่ากับ 15.14)
ข้อ 14ข้อมูลชุดหนึ่ง ได้แก่ 24, 31, 18, 45, 27, 39
พิสัย (range) ของข้อมูลชุดนี้เท่ากับเท่าไร
- 1.27
- 2.29
- 3.31
- 4.45
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 1. 27
พิสัย = ค่าสูงสุด − ค่าต่ำสุด = 45 − 18 = 27
กับดัก: 29 คือมัธยฐาน [(27+31)/2] ไม่ใช่พิสัย, 31 เป็นเพียงค่าหนึ่งในชุดข้อมูล (ค่าเฉลี่ยประมาณ 30.67), และ 45 คือค่าสูงสุดเฉย ๆ ยังไม่ได้ลบค่าต่ำสุด
ข้อ 15อายุของพนักงาน 8 คน (ปี) ได้แก่ 23, 35, 28, 41, 30, 26, 45, 33
มัธยฐาน (median) ของอายุชุดนี้เท่ากับเท่าไร
- 1.30 ปี
- 2.31.5 ปี
- 3.32.625 ปี
- 4.33 ปี
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 2. 31.5 ปี
เรียงข้อมูลจากน้อยไปมาก: 23, 26, 28, 30, 33, 35, 41, 45 มีข้อมูล 8 ตัว (จำนวนคู่) มัธยฐาน = ค่าเฉลี่ยของตัวที่ 4 และตัวที่ 5 = (30 + 33) ÷ 2 = 31.5 ปี
กับดัก: 32.625 คือค่าเฉลี่ยเลขคณิต (261 ÷ 8) ไม่ใช่มัธยฐาน ส่วน 30 และ 33 คือค่าตัวที่ 4 และตัวที่ 5 เพียงตัวเดียว ซึ่งยังไม่ได้หาค่าเฉลี่ยของทั้งคู่
ข้อ 16แผนภูมิวงกลมแสดงสัดส่วนค่าใช้จ่ายของครัวเรือนหนึ่งซึ่งมีค่าใช้จ่ายรวมเดือนละ 30,000 บาท
อาหาร 35% | ที่อยู่อาศัย 25% | เดินทาง 15% | การศึกษา 15% | อื่น ๆ 10%
ค่าใช้จ่ายหมวดอาหารต่อเดือนเท่ากับกี่บาท
- 1.3,000 บาท
- 2.4,500 บาท
- 3.7,500 บาท
- 4.10,500 บาท
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 4. 10,500 บาท
ค่าอาหาร = 35% ของ 30,000 = 0.35 × 30,000 = 10,500 บาท
กับดัก: 7,500 บาท คือหมวดที่อยู่อาศัย (25%), 4,500 บาท คือหมวดเดินทางหรือการศึกษา (15%) และ 3,000 บาท คือหมวดอื่น ๆ (10%) ซึ่งล้วนไม่ใช่หมวดอาหาร
ข้อ 17ตารางแจกแจงความถี่จำนวนวันลาป่วยของพนักงาน 25 คน ในรอบปี
ลา 0 วัน : 5 คน
ลา 1 วัน : 6 คน
ลา 2 วัน : 7 คน
ลา 3 วัน : 4 คน
ลา 4 วัน : 3 คน
มัธยฐานมากกว่าค่าเฉลี่ยของจำนวนวันลาป่วยอยู่เท่าไร
- 1.0.16 วัน
- 2.0.24 วัน
- 3.0.36 วัน
- 4.0.44 วัน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 2. 0.24 วัน
ค่าเฉลี่ย = (0×5 + 1×6 + 2×7 + 3×4 + 4×3) ÷ 25 = (0 + 6 + 14 + 12 + 12) ÷ 25 = 44 ÷ 25 = 1.76 วัน
มัธยฐาน: ข้อมูล 25 ตัว ตัวกลางคือลำดับที่ 13 ความถี่สะสมเป็น 5, 11, 18 → ลำดับที่ 13 ตกอยู่ในกลุ่มลา 2 วัน ดังนั้นมัธยฐาน = 2 วัน
ผลต่าง = 2 − 1.76 = 0.24 วัน
กับดัก: หากคำนวณค่าเฉลี่ยผิดเป็น 44 ÷ 20 หรือใช้ค่ากลางของค่าลา (0–4) เป็นมัธยฐาน จะได้คำตอบอื่นที่ไม่ถูกต้อง
ข้อ 19กราฟแท่งแสดงจำนวนผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์รายไตรมาสของปีหนึ่ง
ไตรมาส 1 : 1,200 คน | ไตรมาส 2 : 1,500 คน | ไตรมาส 3 : 900 คน | ไตรมาส 4 : 1,800 คน
ถ้าต้องการให้ผู้เข้าชมเฉลี่ยต่อไตรมาสของปีนี้เป็น 1,500 คน จะต้องมีผู้เข้าชมในไตรมาสที่ 4 เพิ่มขึ้นจากเดิมอีกกี่คน
- 1.600 คน
- 2.900 คน
- 3.1,200 คน
- 4.1,800 คน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 1. 600 คน
ผลรวมปัจจุบัน = 1,200 + 1,500 + 900 + 1,800 = 5,400 คน
ผลรวมที่ต้องการเพื่อให้เฉลี่ย 1,500 คนต่อไตรมาส = 1,500 × 4 = 6,000 คน
ต้องเพิ่มอีก = 6,000 − 5,400 = 600 คน
กับดัก: 1,800 คือยอดเดิมของไตรมาส 4 (ไม่ใช่ส่วนที่เพิ่ม) และ 900 คือยอดไตรมาส 3 ผู้สอบที่รีบมักหยิบตัวเลขจากกราฟมาตอบโดยไม่ได้หาส่วนต่าง
ข้อ 20หน่วยงานแห่งหนึ่งมีพนักงานชาย 20 คน เงินเดือนเฉลี่ยคนละ 18,000 บาท และพนักงานหญิง 30 คน เงินเดือนเฉลี่ยคนละ 20,000 บาท
เงินเดือนเฉลี่ยของพนักงานทั้ง 50 คน เท่ากับเท่าไร
- 1.18,800 บาท
- 2.19,000 บาท
- 3.19,100 บาท
- 4.19,200 บาท
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 4. 19,200 บาท
ผลรวมเงินเดือนชาย = 20 × 18,000 = 360,000 บาท
ผลรวมเงินเดือนหญิง = 30 × 20,000 = 600,000 บาท
รวม = 960,000 บาท เฉลี่ย = 960,000 ÷ 50 = 19,200 บาท
กับดัก: 19,000 บาท เกิดจากการนำค่าเฉลี่ยสองกลุ่มมาเฉลี่ยกันตรง ๆ [(18,000 + 20,000) ÷ 2] ซึ่งใช้ไม่ได้เพราะจำนวนคนสองกลุ่มไม่เท่ากัน ต้องถ่วงน้ำหนักตามจำนวนคน โดยกลุ่มหญิงมีคนมากกว่า ค่าเฉลี่ยรวมจึงต้องเอียงไปทาง 20,000 มากกว่าจุดกึ่งกลาง
ข้อ 22คะแนนสอบของนักเรียน 9 คน ได้แก่ 4, 5, 5, 6, 8, 8, 8, 9, 10
ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับข้อมูลชุดนี้
- 1.ค่าเฉลี่ยเท่ากับมัธยฐาน
- 2.ฐานนิยมเท่ากับมัธยฐาน
- 3.พิสัยของข้อมูลเท่ากับ 7
- 4.ค่าเฉลี่ยมากกว่าฐานนิยม
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 2. ฐานนิยมเท่ากับมัธยฐาน
ข้อมูลเรียงจากน้อยไปมากอยู่แล้ว
- ค่าเฉลี่ย = (4+5+5+6+8+8+8+9+10) ÷ 9 = 63 ÷ 9 = 7
- มัธยฐาน = ตัวที่ 5 = 8
- ฐานนิยม = 8 (ปรากฏ 3 ครั้ง มากที่สุด)
- พิสัย = 10 − 4 = 6
ดังนั้น ฐานนิยม (8) เท่ากับมัธยฐาน (8) จึงถูกต้อง
ตัวเลือกอื่นผิด: ค่าเฉลี่ย (7) ไม่เท่ากับมัธยฐาน (8), พิสัยเท่ากับ 6 ไม่ใช่ 7 และค่าเฉลี่ย (7) น้อยกว่าฐานนิยม (8) ไม่ใช่มากกว่า
ข้อ 23นักเรียนคนหนึ่งสอบ 6 วิชา ขณะนี้ทราบผลแล้ว 5 วิชา คือ 78, 85, 90, 72 และ 88 คะแนน
ถ้าต้องการให้คะแนนเฉลี่ยทั้ง 6 วิชา ไม่ต่ำกว่า 84 คะแนน วิชาที่ 6 ต้องได้อย่างน้อยกี่คะแนน
- 1.88 คะแนน
- 2.90 คะแนน
- 3.91 คะแนน
- 4.93 คะแนน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 3. 91 คะแนน
ผลรวม 5 วิชา = 78 + 85 + 90 + 72 + 88 = 413 คะแนน
ผลรวมที่ต้องได้เพื่อให้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 84 คะแนน = 84 × 6 = 504 คะแนน
วิชาที่ 6 ต้องได้อย่างน้อย = 504 − 413 = 91 คะแนน
กับดัก: ค่าเฉลี่ย 5 วิชาแรกอยู่ที่ 413 ÷ 5 = 82.6 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย 1.4 คะแนน ต้องดึงขึ้นให้ครบทั้ง 6 วิชา วิชาสุดท้ายจึงต้องได้ 84 + (1.4 × 5) = 91 คะแนน ผู้ที่ตอบ 88 หรือ 90 มักคำนวณส่วนที่ต้องชดเชยขาดไป ส่วน 93 คือชดเชยเกินจำเป็น
ข้อ 24เงินเดือนของพนักงาน 7 คน ในบริษัทเล็กแห่งหนึ่ง (บาท) ได้แก่
15,000 | 16,000 | 16,000 | 17,000 | 18,000 | 19,000 | 88,000
ค่าเฉลี่ยของเงินเดือนมากกว่ามัธยฐานอยู่เท่าไร
- 1.2,000 บาท
- 2.5,000 บาท
- 3.8,000 บาท
- 4.10,000 บาท
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 4. 10,000 บาท
ผลรวม = 15,000 + 16,000 + 16,000 + 17,000 + 18,000 + 19,000 + 88,000 = 189,000 บาท
ค่าเฉลี่ย = 189,000 ÷ 7 = 27,000 บาท
มัธยฐาน = ค่าตัวที่ 4 ของข้อมูลที่เรียงแล้ว = 17,000 บาท
ผลต่าง = 27,000 − 17,000 = 10,000 บาท
ข้อสังเกต: ค่าผิดปกติ (outlier) 88,000 บาท ดึงค่าเฉลี่ยให้สูงกว่ามัธยฐานมาก จึงเป็นเหตุผลที่ข้อมูลลักษณะนี้นิยมใช้มัธยฐานเป็นตัวแทนมากกว่าค่าเฉลี่ย ตัวเลือกอื่นเกิดจากการคำนวณผลรวมหรือมัธยฐานผิด
ข้อ 25กราฟแท่งเปรียบเทียบผลผลิตรายไตรมาสของโรงงาน ก และโรงงาน ข (หน่วย: ตัน)
โรงงาน ก : ไตรมาส 1 = 50, ไตรมาส 2 = 60, ไตรมาส 3 = 55, ไตรมาส 4 = 65
โรงงาน ข : ไตรมาส 1 = 45, ไตรมาส 2 = 70, ไตรมาส 3 = 60, ไตรมาส 4 = 55
ไตรมาสใดที่ผลผลิตของโรงงาน ข มากกว่าโรงงาน ก มากที่สุด
- 1.ไตรมาส 1
- 2.ไตรมาส 2
- 3.ไตรมาส 3
- 4.ไตรมาส 4
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 2. ไตรมาส 2
หาผลต่าง (ข − ก) ทีละไตรมาส: ไตรมาส 1 = 45 − 50 = −5, ไตรมาส 2 = 70 − 60 = +10, ไตรมาส 3 = 60 − 55 = +5, ไตรมาส 4 = 55 − 65 = −10
ไตรมาสที่ ข มากกว่า ก มากที่สุดคือไตรมาส 2 (มากกว่า 10 ตัน)
กับดัก: ไตรมาส 4 มีผลต่างขนาด 10 ตันเท่ากัน แต่เป็นกรณีที่ ก มากกว่า ข ไม่ใช่ ข มากกว่า ก จึงต้องดูทิศทางของผลต่าง ไม่ใช่ดูแค่ขนาด
ข้อ 28จำนวนรถที่ผ่านด่านตรวจใน 5 ชั่วโมง ได้แก่ 120, 135, 128, 142 และ x คัน
ถ้า x เป็นค่าที่มากที่สุดในชุดข้อมูล และพิสัยของข้อมูลชุดนี้เท่ากับ 30 แล้ว x มีค่าเท่าไร
- 1.150 คัน
- 2.155 คัน
- 3.165 คัน
- 4.172 คัน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 1. 150 คัน
เมื่อ x เป็นค่ามากที่สุด ค่าต่ำสุดของชุดข้อมูลคือ 120 คัน
พิสัย = ค่าสูงสุด − ค่าต่ำสุด → 30 = x − 120 → x = 150 คัน
ตรวจสอบ: 150 มากกว่า 142 จริง จึงเป็นค่าสูงสุดตามเงื่อนไข
กับดัก: 172 เกิดจากการนำ 30 ไปบวกกับ 142 (ค่าสูงสุดเดิม) ซึ่งผิด เพราะพิสัยต้องวัดจากค่าต่ำสุดของชุดข้อมูลคือ 120
ข้อ 30ตารางงบเบิกจ่ายรายไตรมาส ปีงบประมาณ 2567 (หน่วย: ล้านบาท)
สำนัก | ไตรมาส 1 | ไตรมาส 2 | ไตรมาส 3 | ไตรมาส 4
สำนัก ก | 45 | 55 | 70 | 80
สำนัก ข | 30 | 35 | 45 | 60
สำนัก ค | 25 | 30 | 35 | 40
ไตรมาสใดมียอดเบิกจ่ายรวมของทั้ง 3 สำนักสูงสุด และเป็นจำนวนเท่าใด
- 1.ไตรมาส 2 — 120 ล้านบาท
- 2.ไตรมาส 3 — 150 ล้านบาท
- 3.ไตรมาส 4 — 170 ล้านบาท
- 4.ไตรมาส 4 — 180 ล้านบาท
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 4. ไตรมาส 4 — 180 ล้านบาท
รวมตามคอลัมน์: ไตรมาส 1 = 45+30+25 = 100, ไตรมาส 2 = 55+35+30 = 120, ไตรมาส 3 = 70+45+35 = 150, ไตรมาส 4 = 80+60+40 = 180 ล้านบาท ยอดรวมสูงสุดคือไตรมาส 4 เท่ากับ 180 ล้านบาท
ตัวเลือก 'ไตรมาส 4 — 170 ล้านบาท' เป็นกับดักของผู้ที่บวกตกหล่น (ใช้ 30 แทน 40 ของสำนัก ค)
ข้อ 31ตารางงบเบิกจ่ายรายไตรมาส ปีงบประมาณ 2567 (หน่วย: ล้านบาท)
สำนัก | ไตรมาส 1 | ไตรมาส 2 | ไตรมาส 3 | ไตรมาส 4
สำนัก ก | 45 | 55 | 70 | 80
สำนัก ข | 30 | 35 | 45 | 60
สำนัก ค | 25 | 30 | 35 | 40
ไตรมาสใดที่ยอดเบิกจ่ายรวมของทั้ง 3 สำนักเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า คิดเป็นร้อยละสูงที่สุด
- 1.ไตรมาส 2
- 2.ไตรมาส 3
- 3.ไตรมาส 4
- 4.เพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละเท่ากันทุกไตรมาส
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 2. ไตรมาส 3
ยอดรวมรายไตรมาส = 100, 120, 150, 180 ล้านบาท ตามลำดับ
ไตรมาส 2: (120−100)/100 = ร้อยละ 20
ไตรมาส 3: (150−120)/120 = ร้อยละ 25
ไตรมาส 4: (180−150)/150 = ร้อยละ 20
อัตราเพิ่มสูงสุดคือไตรมาส 3
กับดักคือไตรมาส 4 ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนเงินมากที่สุด (30 ล้านบาท) แต่เมื่อคิดเป็นร้อยละของฐานที่ใหญ่กว่ากลับได้เพียงร้อยละ 20
ข้อ 32ตารางงบเบิกจ่ายรายไตรมาส ปีงบประมาณ 2567 (หน่วย: ล้านบาท)
สำนัก | ไตรมาส 1 | ไตรมาส 2 | ไตรมาส 3 | ไตรมาส 4
สำนัก ก | 45 | 55 | 70 | 80
สำนัก ข | 30 | 35 | 45 | 60
สำนัก ค | 25 | 30 | 35 | 40
ยอดเบิกจ่ายทั้งปีของสำนัก ก คิดเป็นร้อยละเท่าใดของยอดเบิกจ่ายรวมทั้ง 3 สำนัก
- 1.ประมาณร้อยละ 41.7
- 2.ประมาณร้อยละ 44.4
- 3.ประมาณร้อยละ 45.5
- 4.ประมาณร้อยละ 50.0
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 3. ประมาณร้อยละ 45.5
สำนัก ก = 45+55+70+80 = 250, สำนัก ข = 30+35+45+60 = 170, สำนัก ค = 25+30+35+40 = 130 รวมทั้งสิ้น 550 ล้านบาท
สัดส่วนของสำนัก ก = 250 ÷ 550 × 100 = 45.45 ≈ ร้อยละ 45.5
กับดัก: ร้อยละ 50.0 เกิดจากการเทียบ 250 กับยอดรวมที่ปัดหยาบเป็น 500 ส่วนร้อยละ 41.7 เกิดจากใช้ฐาน 600 ที่ปัดขึ้นเกินจริง
ข้อ 34ตารางงบเบิกจ่ายรายไตรมาส ปีงบประมาณ 2567 (หน่วย: ล้านบาท)
สำนัก | ไตรมาส 1 | ไตรมาส 2 | ไตรมาส 3 | ไตรมาส 4
สำนัก ก | 45 | 55 | 70 | 80
สำนัก ข | 30 | 35 | 45 | 60
สำนัก ค | 25 | 30 | 35 | 40
หากปีงบประมาณ 2568 สำนัก ค ตั้งเป้าให้ยอดเบิกจ่ายรวมทั้งปีเพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 15 ยอดเป้าหมายจะเท่ากับเท่าไร
- 1.149.5 ล้านบาท
- 2.152.5 ล้านบาท
- 3.156.0 ล้านบาท
- 4.159.5 ล้านบาท
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 1. 149.5 ล้านบาท
ยอดรวมปี 2567 ของสำนัก ค = 25 + 30 + 35 + 40 = 130 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 หมายถึงบวกส่วนเพิ่ม 0.15 × 130 = 19.5 ล้านบาท
ยอดเป้าหมาย = 130 + 19.5 = 149.5 ล้านบาท (หรือคิดรวบเป็น 130 × 1.15 = 149.5)
กับดัก: 152.5 เกิดจากใช้ฐานผิดเป็น 150 (150 + 0.15 × 150 ปัดเศษ) และ 156.0 เกิดจากคิดเพิ่มร้อยละ 20 (130 × 1.20) แทนร้อยละ 15
ข้อ 35ตารางจำนวนผู้ใช้บริการของศูนย์บริการประชาชน 3 แห่ง (หน่วย: คน)
ศูนย์ | ปี 2566 | ปี 2567
ศูนย์เหนือ | 4,000 | 4,600
ศูนย์กลาง | 6,000 | 7,500
ศูนย์ใต้ | 5,000 | 4,500
ยอดผู้ใช้บริการรวมทั้ง 3 ศูนย์ในปี 2567 เปลี่ยนแปลงจากปี 2566 อย่างไร
- 1.ลดลงประมาณร้อยละ 9.6
- 2.เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 9.6
- 3.เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10.7
- 4.เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 16.0
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 3. เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10.7
ยอดรวมปี 2566 = 4,000 + 6,000 + 5,000 = 15,000 คน
ยอดรวมปี 2567 = 4,600 + 7,500 + 4,500 = 16,600 คน จึงเพิ่มขึ้น 1,600 คน
ร้อยละการเปลี่ยนแปลง = 1,600 ÷ 15,000 × 100 = 10.67 ≈ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.7
กับดัก: ร้อยละ 9.6 เกิดจากใช้ 16,600 (ค่าปลายทาง) เป็นฐาน ส่วนร้อยละ 16.0 เกิดจากเทียบ 1,600 กับ 10,000 อย่างมักง่าย
ข้อ 36ตารางจำนวนผู้ใช้บริการของศูนย์บริการประชาชน 3 แห่ง (หน่วย: คน)
ศูนย์ | ปี 2566 | ปี 2567
ศูนย์เหนือ | 4,000 | 4,600
ศูนย์กลาง | 6,000 | 7,500
ศูนย์ใต้ | 5,000 | 4,500
ข้อใดกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงจำนวนผู้ใช้บริการของศูนย์ใต้ในปี 2567 เทียบกับปี 2566 ได้ถูกต้อง
- 1.ลดลงร้อยละ 10.0
- 2.ลดลงร้อยละ 11.1
- 3.ลดลงร้อยละ 5.0
- 4.เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.0
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 1. ลดลงร้อยละ 10.0
ศูนย์ใต้ลดจาก 5,000 คน เหลือ 4,500 คน ลดลง 500 คน
ร้อยละการเปลี่ยนแปลง = 500 ÷ 5,000 × 100 = ลดลงร้อยละ 10
กับดัก: 'ลดลงร้อยละ 11.1' เกิดจากใช้ค่าปลายทาง 4,500 เป็นฐาน (500 ÷ 4,500) ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะการคิดร้อยละการเปลี่ยนแปลงต้องใช้ค่าตั้งต้นเป็นฐานเสมอ ส่วน 'ลดลงร้อยละ 5.0' เกิดจากเทียบ 500 กับยอดรวมทั้ง 3 ศูนย์
ข้อ 37ตารางจำนวนผู้ใช้บริการของศูนย์บริการประชาชน 3 แห่ง (หน่วย: คน)
ศูนย์ | ปี 2566 | ปี 2567
ศูนย์เหนือ | 4,000 | 4,600
ศูนย์กลาง | 6,000 | 7,500
ศูนย์ใต้ | 5,000 | 4,500
ในปี 2567 จำนวนผู้ใช้บริการเฉลี่ยต่อศูนย์เท่ากับเท่าไร
- 1.ประมาณ 5,000 คน
- 2.ประมาณ 5,200 คน
- 3.ประมาณ 5,400 คน
- 4.ประมาณ 5,533 คน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 4. ประมาณ 5,533 คน
ยอดรวมปี 2567 = 4,600 + 7,500 + 4,500 = 16,600 คน มีทั้งหมด 3 ศูนย์
ค่าเฉลี่ยต่อศูนย์ = 16,600 ÷ 3 = 5,533.33 ≈ 5,533 คน
กับดัก: 5,000 คน เป็นค่าเฉลี่ยของปี 2566 (15,000 ÷ 3) ซึ่งเป็นคนละปีกับที่โจทย์ถาม
ข้อ 38ตารางจำนวนผู้ใช้บริการของศูนย์บริการประชาชน 3 แห่ง (หน่วย: คน)
ศูนย์ | ปี 2566 | ปี 2567
ศูนย์เหนือ | 4,000 | 4,600
ศูนย์กลาง | 6,000 | 7,500
ศูนย์ใต้ | 5,000 | 4,500
สัดส่วนผู้ใช้บริการของศูนย์กลางเมื่อเทียบกับยอดรวมทั้ง 3 ศูนย์ ในปี 2567 เปลี่ยนแปลงจากปี 2566 ประมาณกี่จุดร้อยละ (percentage point)
- 1.เพิ่มขึ้นประมาณ 2.5 จุดร้อยละ
- 2.เพิ่มขึ้นประมาณ 5.2 จุดร้อยละ
- 3.เพิ่มขึ้นประมาณ 25.0 จุดร้อยละ
- 4.เพิ่มขึ้นประมาณ 45.2 จุดร้อยละ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 2. เพิ่มขึ้นประมาณ 5.2 จุดร้อยละ
ปี 2566: สัดส่วนศูนย์กลาง = 6,000 ÷ 15,000 × 100 = ร้อยละ 40.0
ปี 2567: สัดส่วนศูนย์กลาง = 7,500 ÷ 16,600 × 100 = 45.18 ≈ ร้อยละ 45.2
ผลต่างของสัดส่วน = 45.2 − 40.0 = 5.2 จุดร้อยละ
กับดัก: 25.0 จุดร้อยละ คืออัตราการเติบโตของจำนวนคนในศูนย์กลาง (6,000 → 7,500 เพิ่มร้อยละ 25) ซึ่งเป็นคนละค่ากับผลต่างของสัดส่วน ส่วน 45.2 คือสัดส่วนของปี 2567 มิใช่ผลต่าง
ข้อ 39ตารางรายรับ-รายจ่ายของครัวเรือนหนึ่ง (หน่วย: บาท)
เดือน | รายรับ | รายจ่าย
มกราคม | 50,000 | 38,000
กุมภาพันธ์ | 55,000 | 42,900
มีนาคม | 60,000 | 45,000
เมษายน | 66,000 | 52,800
เดือนใดมีเงินคงเหลือ (รายรับ − รายจ่าย) มากที่สุด
- 1.มกราคม
- 2.กุมภาพันธ์
- 3.มีนาคม
- 4.เมษายน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 3. มีนาคม
เงินคงเหลือแต่ละเดือน: มกราคม 50,000 − 38,000 = 12,000 บาท, กุมภาพันธ์ 55,000 − 42,900 = 12,100 บาท, มีนาคม 60,000 − 45,000 = 15,000 บาท, เมษายน 66,000 − 52,800 = 13,200 บาท
มากที่สุดคือมีนาคม 15,000 บาท
กับดักคือเมษายน ซึ่งมีรายรับสูงสุด แต่รายจ่ายก็สูงตามจนเงินคงเหลือน้อยกว่ามีนาคม
ข้อ 40ตารางรายรับ-รายจ่ายของครัวเรือนหนึ่ง (หน่วย: บาท)
เดือน | รายรับ | รายจ่าย
มกราคม | 50,000 | 38,000
กุมภาพันธ์ | 55,000 | 42,900
มีนาคม | 60,000 | 45,000
เมษายน | 66,000 | 52,800
รายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของทั้ง 4 เดือนเท่ากับเท่าไร
- 1.44,675 บาท
- 2.44,950 บาท
- 3.45,000 บาท
- 4.45,300 บาท
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 1. 44,675 บาท
รายจ่ายรวม = 38,000 + 42,900 + 45,000 + 52,800 = 178,700 บาท
ค่าเฉลี่ย = 178,700 ÷ 4 = 44,675 บาท
กับดัก: 45,000 บาท เป็นรายจ่ายของเดือนมีนาคมเพียงเดือนเดียว (ค่ากลางที่ดูสวยแต่ไม่ใช่ค่าเฉลี่ย) ส่วนตัวเลือกอื่นเกิดจากบวกยอดรวมตกหล่นก่อนหารด้วย 4
ข้อ 41ตารางรายรับ-รายจ่ายของครัวเรือนหนึ่ง (หน่วย: บาท)
เดือน | รายรับ | รายจ่าย
มกราคม | 50,000 | 38,000
กุมภาพันธ์ | 55,000 | 42,900
มีนาคม | 60,000 | 45,000
เมษายน | 66,000 | 52,800
เดือนใดมีรายจ่ายคิดเป็นร้อยละของรายรับสูงที่สุด
- 1.มกราคม
- 2.กุมภาพันธ์
- 3.มีนาคม
- 4.เมษายน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 4. เมษายน
คิดอัตราส่วนรายจ่ายต่อรายรับเป็นร้อยละ:
มกราคม 38,000 ÷ 50,000 = ร้อยละ 76
กุมภาพันธ์ 42,900 ÷ 55,000 = ร้อยละ 78
มีนาคม 45,000 ÷ 60,000 = ร้อยละ 75
เมษายน 52,800 ÷ 66,000 = ร้อยละ 80
สูงที่สุดคือเมษายน (ร้อยละ 80)
กับดักคือมีนาคม ซึ่งมีเงินคงเหลือเป็นตัวเงินมากที่สุด แต่เมื่อคิดเป็นสัดส่วนของรายรับกลับใช้จ่ายน้อยที่สุด (ร้อยละ 75)
ข้อ 42ตารางรายรับ-รายจ่ายของครัวเรือนหนึ่ง (หน่วย: บาท)
เดือน | รายรับ | รายจ่าย
มกราคม | 50,000 | 38,000
กุมภาพันธ์ | 55,000 | 42,900
มีนาคม | 60,000 | 45,000
เมษายน | 66,000 | 52,800
รายรับเดือนเมษายนเพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคมคิดเป็นร้อยละเท่าใด
- 1.ร้อยละ 9.1
- 2.ร้อยละ 10.0
- 3.ร้อยละ 11.0
- 4.ร้อยละ 12.0
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 2. ร้อยละ 10.0
ส่วนเพิ่ม = 66,000 − 60,000 = 6,000 บาท
ร้อยละการเปลี่ยนแปลง = 6,000 ÷ 60,000 × 100 = ร้อยละ 10
กับดัก: ร้อยละ 9.1 เกิดจากการใช้รายรับเดือนเมษายน (66,000) เป็นฐานแทนเดือนมีนาคม ซึ่งการคิดร้อยละที่เพิ่มขึ้นต้องใช้ค่าตั้งต้น (เดือนก่อนหน้า) เป็นฐานเสมอ
ข้อ 43ตารางคะแนนสอบของผู้เข้าสอบ 4 คน ใน 3 วิชา (คะแนนเต็มวิชาละ 100)
ผู้เข้าสอบ | วิชา ก | วิชา ข | วิชา ค
สมชาย | 72 | 85 | 68
สมหญิง | 90 | 70 | 80
สมศักดิ์ | 65 | 88 | 77
สมปอง | 84 | 71 | 92
ผู้ใดมีคะแนนรวมทั้ง 3 วิชาสูงที่สุด
- 1.สมชาย
- 2.สมหญิง
- 3.สมศักดิ์
- 4.สมปอง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย▾ เฉลย
ตอบข้อ 4. สมปอง
รวมคะแนนตามแถวของแต่ละคน: สมชาย 72+85+68 = 225, สมหญิง 90+70+80 = 240, สมศักดิ์ 65+88+77 = 230, สมปอง 84+71+92 = 247 ผู้ที่ได้คะแนนรวมสูงสุดจึงเป็นสมปอง
กับดักคือสมหญิง ซึ่งได้คะแนนวิชา ก สูงถึง 90 (สูงสุดในตาราง) จนดูโดดเด่น แต่คะแนนรวมยังต่ำกว่าสมปองอยู่ 7 คะแนน การดูค่าสูงสุดของช่องเดียวจึงสรุปคะแนนรวมไม่ได้