คลังแนวข้อสอบกระดานอันดับ

แนวข้อสอบการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 25 ข้อ พร้อมเฉลย

ในคลัง 25 ข้อวิชาความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอนครูผู้ช่วย ภาค ข (ไม่รวมวิชาเอก)

หน้านี้รวมแนวข้อสอบหัวข้อการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ จำนวน 25 ข้อ พร้อมเฉลยและคำอธิบายว่าทำไมตัวเลือกนั้นถึงถูก ทุกข้อจัดทำขึ้นใหม่ตามผังการออกข้อสอบ ไม่ใช่ข้อสอบเก่าของหน่วยงานใด อ่านฟรีทั้งหมดโดยไม่ต้องสมัครสมาชิก

ข้อสอบการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ พร้อมเฉลย ครบทั้ง 25 ข้อ

ข้อ 1

ตามแนวคิดของบลูมฉบับปรับปรุง (Revised Bloom's Taxonomy) พฤติกรรมด้านพุทธิพิสัยขั้นสูงสุดคือข้อใด

  1. 1.จำ (Remember)
  2. 2.วิเคราะห์ (Analyze)
  3. 3.ประเมินค่า (Evaluate)
  4. 4.สร้างสรรค์ (Create)
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. สร้างสรรค์ (Create)

บลูมฉบับปรับปรุงเรียงพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัยจากต่ำไปสูง 6 ขั้น ได้แก่ จำ (Remember) เข้าใจ (Understand) ประยุกต์ใช้ (Apply) วิเคราะห์ (Analyze) ประเมินค่า (Evaluate) และสร้างสรรค์ (Create) จุดต่างจากฉบับเดิมคือฉบับเดิมมี "สังเคราะห์" อยู่ใต้ "ประเมินค่า" แต่ฉบับปรับปรุงสลับให้ "สร้างสรรค์" ขึ้นเป็นขั้นสูงสุด และเปลี่ยนคำนามทั้งหมดเป็นคำกริยา

ข้อ 2

ครูต้องการวัดตัวชี้วัดที่ระบุว่า "อธิบายวิธีแก้ปัญหาและนำไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ได้" เครื่องมือใดเหมาะสมที่สุด

  1. 1.ข้อสอบถูกผิดที่ถามนิยามของวิธีแก้ปัญหา
  2. 2.ข้อสอบจับคู่ระหว่างชื่อวิธีกับผู้คิดค้น
  3. 3.สถานการณ์ปัญหาใหม่ที่ให้ผู้เรียนเลือกวิธี อธิบายเหตุผล และแสดงการนำไปใช้
  4. 4.แบบสอบถามความคิดเห็นว่าผู้เรียนชอบวิธีใดมากที่สุด
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. สถานการณ์ปัญหาใหม่ที่ให้ผู้เรียนเลือกวิธี อธิบายเหตุผล และแสดงการนำไปใช้

เครื่องมือวัดต้องสอดคล้องกับระดับพฤติกรรมในตัวชี้วัด ตัวชี้วัดนี้อยู่ในขั้นเข้าใจและประยุกต์ใช้ จึงต้องให้ผู้เรียนเผชิญสถานการณ์ใหม่แล้วแสดงการนำไปใช้พร้อมเหตุผล ข้อสอบถูกผิดและจับคู่วัดได้เพียงขั้นจำ ส่วนแบบสอบถามความชอบวัดเจตคติซึ่งเป็นคนละด้านกับพุทธิพิสัย นี่คือหลักความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาที่ข้อสอบครูผู้ช่วยชอบถามในรูปสถานการณ์

ข้อ 3

การประเมินที่ดำเนินการระหว่างการจัดการเรียนรู้ เพื่อนำผลไปปรับปรุงการสอนและช่วยเหลือผู้เรียนทันที เรียกว่าอะไร

  1. 1.การประเมินเพื่อพัฒนา (Formative Assessment)
  2. 2.การประเมินเพื่อตัดสินผล (Summative Assessment)
  3. 3.การประเมินเพื่อคัดเลือก (Selective Assessment)
  4. 4.การประเมินเพื่อวินิจฉัย (Diagnostic Assessment)
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. การประเมินเพื่อพัฒนา (Formative Assessment)

Formative Assessment หรือการประเมินเพื่อพัฒนา เกิดขึ้นระหว่างการเรียนการสอนและมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ทั้งครูและผู้เรียนเพื่อปรับปรุงทันที ต่างจาก Summative Assessment ซึ่งทำเมื่อจบหน่วยหรือจบภาคเรียนเพื่อตัดสินผล ส่วนการประเมินเพื่อวินิจฉัยมักทำก่อนเริ่มสอนเพื่อหาความรู้เดิมและจุดอ่อนของผู้เรียน

ข้อ 4

คุณสมบัติของเครื่องมือวัดที่หมายถึง "วัดได้ตรงกับสิ่งที่ต้องการวัด" คือข้อใด

  1. 1.ความเชื่อมั่น (Reliability)
  2. 2.ความเที่ยงตรง (Validity)
  3. 3.อำนาจจำแนก (Discrimination)
  4. 4.ความเป็นปรนัย (Objectivity)
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ความเที่ยงตรง (Validity)

ความเที่ยงตรงคือการที่เครื่องมือวัดได้ตรงกับสิ่งที่ตั้งใจจะวัด เช่น ข้อสอบวัดการคิดวิเคราะห์ต้องวัดการคิดวิเคราะห์จริง ไม่ใช่วัดความจำ ส่วนความเชื่อมั่นคือการให้ผลคงเส้นคงวาเมื่อวัดซ้ำ ข้อควรจำคือเครื่องมือที่เชื่อมั่นได้อาจไม่เที่ยงตรงก็ได้ เช่น ตาชั่งที่คลาดไป 2 กิโลกรัมทุกครั้งจะให้ผลคงที่เสมอแต่ผิดตลอด ในทางกลับกันเครื่องมือที่เที่ยงตรงต้องเชื่อมั่นได้ด้วย

ข้อ 5

ข้อสอบข้อหนึ่งมีค่าความยากง่าย (p) เท่ากับ 0.95 หมายความว่าอย่างไร

  1. 1.เป็นข้อสอบที่ยากมาก มีผู้ตอบถูกเพียงร้อยละ 5
  2. 2.เป็นข้อสอบที่ง่ายมาก มีผู้ตอบถูกถึงร้อยละ 95
  3. 3.เป็นข้อสอบที่มีอำนาจจำแนกสูงมาก
  4. 4.เป็นข้อสอบที่มีความเชื่อมั่นร้อยละ 95
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เป็นข้อสอบที่ง่ายมาก มีผู้ตอบถูกถึงร้อยละ 95

ค่าความยากง่าย (p) คือสัดส่วนของผู้ตอบถูกต่อผู้เข้าสอบทั้งหมด ค่ายิ่งสูงยิ่งง่าย p = 0.95 จึงแปลว่ามีผู้ตอบถูกถึงร้อยละ 95 ซึ่งง่ายเกินไปจนแยกผู้เรียนเก่งกับอ่อนไม่ได้ โดยทั่วไปข้อสอบที่ใช้คัดเลือกจะมีค่าความยากง่ายที่เหมาะสมอยู่ราว 0.20 ถึง 0.80 จุดที่มักสับสนคือเข้าใจว่าค่าสูงแปลว่ายาก ทั้งที่ชื่อค่าคือ "ความยากง่าย" และวัดจากสัดส่วนผู้ตอบถูก

ข้อ 6

เกณฑ์การประเมินแบบรูบริก (Rubric) มีข้อดีเหนือการให้คะแนนแบบภาพรวมอย่างไร

  1. 1.ใช้เวลาตรวจน้อยกว่าเสมอ
  2. 2.ทำให้ผู้เรียนทราบล่วงหน้าว่าจะถูกประเมินด้วยเกณฑ์ใดและระดับคุณภาพแต่ละระดับต่างกันอย่างไร
  3. 3.ทำให้คะแนนของผู้เรียนทุกคนใกล้เคียงกันมากขึ้น
  4. 4.ใช้แทนการสอนเนื้อหาได้ เพราะผู้เรียนจะเรียนรู้จากเกณฑ์เอง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ทำให้ผู้เรียนทราบล่วงหน้าว่าจะถูกประเมินด้วยเกณฑ์ใดและระดับคุณภาพแต่ละระดับต่างกันอย่างไร

รูบริกคือตารางเกณฑ์ที่ระบุประเด็นการประเมินและคำบรรยายคุณภาพในแต่ละระดับ ข้อดีหลักคือความโปร่งใสและความสม่ำเสมอ ผู้เรียนรู้ล่วงหน้าว่าเป้าหมายคุณภาพคืออะไร จึงกำกับงานตนเองได้ และผู้ประเมินหลายคนให้คะแนนสอดคล้องกันมากขึ้น การสร้างรูบริกที่ดีมักใช้เวลามากกว่าไม่ใช่น้อยกว่า และไม่ได้ทำให้คะแนนทุกคนใกล้เคียงกัน

ข้อ 7

การประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment) มีลักษณะสำคัญตรงกับข้อใด

  1. 1.ใช้ข้อสอบปรนัยที่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดอย่างละเอียด
  2. 2.ให้ผู้เรียนแสดงความสามารถผ่านภาระงานที่คล้ายสถานการณ์จริงในชีวิตหรือการทำงาน
  3. 3.ประเมินโดยครูเพียงคนเดียวเพื่อความเป็นมาตรฐาน
  4. 4.ประเมินเฉพาะผลลัพธ์สุดท้าย ไม่พิจารณากระบวนการ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ให้ผู้เรียนแสดงความสามารถผ่านภาระงานที่คล้ายสถานการณ์จริงในชีวิตหรือการทำงาน

การประเมินตามสภาพจริงให้ผู้เรียนลงมือทำภาระงานที่สะท้อนการใช้ความรู้ในบริบทจริง เช่น เขียนจดหมายถึงหน่วยงานจริง ออกแบบแก้ปัญหาในชุมชน หรือนำเสนอต่อผู้ฟังจริง โดยประเมินทั้งกระบวนการและผลงาน มักใช้ร่วมกับรูบริก แฟ้มสะสมงาน และการประเมินตนเองหรือประเมินโดยเพื่อน ไม่ได้จำกัดผู้ประเมินไว้ที่ครูคนเดียว

ข้อ 8

ข้อใดคือความหมายของ "อำนาจจำแนก" (Discrimination) ของข้อสอบ

  1. 1.ความสามารถของข้อสอบในการแยกผู้เรียนที่เก่งออกจากผู้เรียนที่อ่อน
  2. 2.สัดส่วนของผู้ตอบข้อสอบข้อนั้นถูก
  3. 3.ความคงที่ของคะแนนเมื่อสอบซ้ำ
  4. 4.ความชัดเจนของคำถามที่ทำให้ผู้ตรวจให้คะแนนตรงกัน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ความสามารถของข้อสอบในการแยกผู้เรียนที่เก่งออกจากผู้เรียนที่อ่อน

อำนาจจำแนกคือความสามารถของข้อสอบในการแยกกลุ่มผู้เรียนที่มีความสามารถสูงออกจากกลุ่มที่มีความสามารถต่ำ คำนวณจากผลต่างสัดส่วนผู้ตอบถูกระหว่างสองกลุ่ม ค่าที่ใช้ได้ควรเป็นบวกและโดยทั่วไปตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป ถ้าค่าติดลบแปลว่ากลุ่มอ่อนตอบถูกมากกว่ากลุ่มเก่ง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าข้อนั้นกำกวมหรือเฉลยผิด ส่วนสัดส่วนผู้ตอบถูกคือค่าความยากง่าย

ข้อ 9

แฟ้มสะสมงาน (Portfolio) เหมาะกับการประเมินในลักษณะใดมากที่สุด

  1. 1.การวัดความจำเนื้อหาจำนวนมากในเวลาจำกัด
  2. 2.การประเมินพัฒนาการของผู้เรียนตลอดช่วงเวลาหนึ่งจากผลงานที่สะสมไว้
  3. 3.การจัดอันดับผู้เรียนทั้งชั้นอย่างรวดเร็ว
  4. 4.การตรวจสอบว่าผู้เรียนเข้าเรียนครบตามเวลาหรือไม่
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. การประเมินพัฒนาการของผู้เรียนตลอดช่วงเวลาหนึ่งจากผลงานที่สะสมไว้

แฟ้มสะสมงานคือการรวบรวมผลงานของผู้เรียนอย่างมีจุดมุ่งหมายตลอดช่วงเวลาหนึ่ง จึงเห็นพัฒนาการและกระบวนการเรียนรู้ได้ชัด ไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ ณ จุดเดียว จุดสำคัญคือควรให้ผู้เรียนมีส่วนเลือกผลงานและเขียนสะท้อนคิดกำกับ ไม่ใช่เก็บทุกชิ้นไว้เฉย ๆ ส่วนการวัดความจำจำนวนมากในเวลาจำกัดเหมาะกับข้อสอบปรนัยมากกว่า

ข้อ 10

ข้อใดเป็นข้อบกพร่องของการเขียนข้อสอบปรนัยที่ควรหลีกเลี่ยง

  1. 1.ใช้คำถามที่ตรงกับตัวชี้วัดของหน่วยการเรียนรู้
  2. 2.เขียนตัวเลือกให้มีความยาวใกล้เคียงกันและเป็นไปได้ทุกตัว
  3. 3.ใช้คำว่า "ทั้งหมดที่กล่าวมา" หรือ "ไม่มีข้อใดถูก" เป็นตัวเลือกโดยไม่จำเป็น
  4. 4.เรียงตัวเลือกที่เป็นตัวเลขจากน้อยไปมาก
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. ใช้คำว่า "ทั้งหมดที่กล่าวมา" หรือ "ไม่มีข้อใดถูก" เป็นตัวเลือกโดยไม่จำเป็น

การใช้ตัวเลือกแบบ "ทั้งหมดที่กล่าวมา" หรือ "ไม่มีข้อใดถูก" โดยไม่จำเป็น เปิดช่องให้ผู้เรียนเดาได้จากเทคนิคการทำข้อสอบมากกว่าจากความรู้จริง เช่น ถ้ารู้ว่ามีสองข้อถูกก็ตอบ "ทั้งหมด" ได้ทันทีโดยไม่ต้องพิจารณาข้อที่เหลือ ส่วนการเขียนตัวเลือกให้ยาวใกล้เคียงกัน การเรียงตัวเลขตามลำดับ และการเขียนให้ตรงตัวชี้วัด ล้วนเป็นแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง

ข้อ 11

การให้ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) แก่ผู้เรียนที่มีประสิทธิภาพที่สุดควรมีลักษณะอย่างไร

  1. 1.ระบุเพียงคะแนนหรือเกรดที่ได้ เพื่อให้ผู้เรียนทราบผลอย่างรวดเร็ว
  2. 2.ชี้ให้เห็นว่าผลงานอยู่ตรงไหนเทียบกับเป้าหมาย อะไรทำได้ดี และก้าวถัดไปควรทำอะไร
  3. 3.เปรียบเทียบผลงานกับเพื่อนที่ได้คะแนนสูงสุดในชั้น
  4. 4.ให้เฉพาะคำชมเชิงบวกเพื่อรักษากำลังใจของผู้เรียน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ชี้ให้เห็นว่าผลงานอยู่ตรงไหนเทียบกับเป้าหมาย อะไรทำได้ดี และก้าวถัดไปควรทำอะไร

ข้อมูลย้อนกลับที่มีประสิทธิภาพต้องตอบสามคำถาม คือ เป้าหมายคืออะไร ตอนนี้อยู่ตรงไหนเทียบกับเป้าหมาย และก้าวต่อไปควรทำอะไร การให้เพียงคะแนนไม่บอกทางไปต่อ การเปรียบเทียบกับเพื่อนเปลี่ยนโฟกัสจากงานไปที่ตัวบุคคลและบั่นทอนแรงจูงใจ ส่วนการให้แต่คำชมโดยไม่บอกสิ่งที่ต้องปรับ ทำให้ผู้เรียนไม่รู้ว่าจะพัฒนาอย่างไร

ข้อ 12

การตัดสินผลการเรียนโดยเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ไม่ได้เทียบกับคะแนนของผู้เรียนคนอื่น เรียกว่าอะไร

  1. 1.การประเมินแบบอิงกลุ่ม (Norm-Referenced)
  2. 2.การประเมินแบบอิงเกณฑ์ (Criterion-Referenced)
  3. 3.การประเมินแบบอิงตนเอง (Self-Referenced)
  4. 4.การประเมินแบบสุ่ม (Random Assessment)
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. การประเมินแบบอิงเกณฑ์ (Criterion-Referenced)

การประเมินแบบอิงเกณฑ์ตัดสินจากการที่ผู้เรียนบรรลุเกณฑ์หรือมาตรฐานที่กำหนดไว้ล่วงหน้าหรือไม่ ผู้เรียนทุกคนจึงผ่านได้พร้อมกันหากทำถึงเกณฑ์ ต่างจากการประเมินแบบอิงกลุ่มที่เทียบตำแหน่งของผู้เรียนกับกลุ่ม จึงมีผู้ได้เปรียบเสียเปรียบตามระดับของกลุ่ม การจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางฯ ซึ่งกำหนดมาตรฐานและตัวชี้วัดไว้ ใช้การประเมินแบบอิงเกณฑ์เป็นหลัก

ข้อ 13

ข้อใดคือความแตกต่างระหว่าง "การวัดผล" (Measurement) กับ "การประเมินผล" (Evaluation)

  1. 1.การวัดผลคือการเก็บข้อมูลออกมาเป็นตัวเลขหรือข้อมูลเชิงปริมาณ ส่วนการประเมินผลคือการนำข้อมูลนั้นมาตัดสินคุณค่าโดยเทียบกับเกณฑ์
  2. 2.การวัดผลใช้กับผู้เรียน ส่วนการประเมินผลใช้กับครู
  3. 3.การวัดผลทำตอนปลายภาค ส่วนการประเมินผลทำระหว่างภาค
  4. 4.ทั้งสองคำมีความหมายเหมือนกันทุกประการ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. การวัดผลคือการเก็บข้อมูลออกมาเป็นตัวเลขหรือข้อมูลเชิงปริมาณ ส่วนการประเมินผลคือการนำข้อมูลนั้นมาตัดสินคุณค่าโดยเทียบกับเกณฑ์

การวัดผลคือกระบวนการกำหนดตัวเลขหรือข้อมูลแทนคุณลักษณะที่ต้องการทราบ เช่น นักเรียนได้ 32 คะแนนจาก 40 ส่วนการประเมินผลคือการนำผลการวัดมาตัดสินคุณค่าโดยเทียบกับเกณฑ์ เช่น สรุปว่าผ่านเกณฑ์ในระดับดี ลำดับคือวัดก่อนแล้วจึงประเมิน และการประเมินที่ดีต้องอาศัยการวัดที่มีคุณภาพเป็นฐาน

ข้อ 14

แนวคิด "การประเมินในฐานะการเรียนรู้" (Assessment as Learning) แตกต่างจากอีกสองแนวคิดอย่างไร

  1. 1.เป็นการประเมินที่ครูใช้ตัดสินผลการเรียนปลายภาค
  2. 2.เป็นการประเมินที่ผู้เรียนใช้กำกับและปรับการเรียนรู้ของตนเอง เช่น การประเมินตนเองและตั้งเป้าหมาย
  3. 3.เป็นการประเมินที่หน่วยงานภายนอกใช้จัดอันดับสถานศึกษา
  4. 4.เป็นการประเมินที่ใช้ข้อสอบมาตรฐานระดับชาติเท่านั้น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เป็นการประเมินที่ผู้เรียนใช้กำกับและปรับการเรียนรู้ของตนเอง เช่น การประเมินตนเองและตั้งเป้าหมาย

การประเมินแบ่งตามวัตถุประสงค์ได้สามแบบ คือ Assessment of Learning ที่ครูใช้ตัดสินผล Assessment for Learning ที่ครูใช้ปรับการสอน และ Assessment as Learning ที่ผู้เรียนเป็นผู้ใช้เอง โดยประเมินตนเอง ตั้งเป้าหมาย และปรับกลยุทธ์การเรียน แบบที่สามพัฒนาการกำกับตนเองซึ่งเป็นทักษะสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ข้อ 15

ตารางวิเคราะห์ข้อสอบ (Test Blueprint) มีประโยชน์อย่างไร

  1. 1.ช่วยให้ตรวจข้อสอบได้เร็วขึ้น
  2. 2.ช่วยให้ข้อสอบครอบคลุมเนื้อหาและระดับพฤติกรรมตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ ทำให้ข้อสอบมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา
  3. 3.ช่วยลดจำนวนข้อสอบที่ต้องออก
  4. 4.ช่วยจัดอันดับความยากง่ายของข้อสอบหลังการสอบ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ช่วยให้ข้อสอบครอบคลุมเนื้อหาและระดับพฤติกรรมตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ ทำให้ข้อสอบมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา

ตารางวิเคราะห์ข้อสอบเป็นตารางสองทางที่กำหนดว่าเนื้อหาแต่ละหน่วยจะออกกี่ข้อ และในแต่ละระดับพฤติกรรมตามบลูมกี่ข้อ จัดทำก่อนออกข้อสอบเพื่อให้ข้อสอบครอบคลุมและได้สัดส่วนตามที่ตั้งใจ ซึ่งก็คือการสร้างความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ถ้าไม่มีตารางนี้ ข้อสอบมักกระจุกอยู่ที่เนื้อหาที่ออกง่ายและระดับความจำเป็นส่วนใหญ่

ข้อ 16

คะแนนสอบของห้องหนึ่งส่วนใหญ่อยู่ราว 60-70 คะแนน แต่มีนักเรียน 2 คนได้ 5 คะแนน ค่ากลางใดสะท้อนผลการเรียนของห้องนี้ได้เหมาะสมที่สุด

  1. 1.ค่าเฉลี่ย (Mean)
  2. 2.มัธยฐาน (Median)
  3. 3.พิสัย (Range)
  4. 4.ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. มัธยฐาน (Median)

ค่าเฉลี่ยอ่อนไหวต่อค่าผิดปกติ คะแนน 5 สองคนจะดึงค่าเฉลี่ยลงจนไม่สะท้อนภาพรวมของห้อง ส่วนมัธยฐานคือค่าที่อยู่ตรงกลางเมื่อเรียงข้อมูล จึงไม่ถูกกระทบจากค่าสุดขั้ว ในกรณีที่การแจกแจงเบ้หรือมีค่าผิดปกติ มัธยฐานจึงเป็นค่ากลางที่เหมาะกว่า ส่วนพิสัยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็นค่าการกระจาย ไม่ใช่ค่ากลาง

ข้อ 17

ข้อสอบอัตนัยมีข้อได้เปรียบเหนือข้อสอบปรนัยในเรื่องใด

  1. 1.ตรวจให้คะแนนได้รวดเร็วและเป็นปรนัยกว่า
  2. 2.ครอบคลุมเนื้อหาได้กว้างกว่าในเวลาสอบเท่ากัน
  3. 3.วัดความสามารถในการเรียบเรียงความคิด การให้เหตุผล และการสร้างสรรค์คำตอบด้วยตนเองได้ดีกว่า
  4. 4.ลดโอกาสที่ผู้เรียนจะเดาคำตอบได้เป็นศูนย์
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. วัดความสามารถในการเรียบเรียงความคิด การให้เหตุผล และการสร้างสรรค์คำตอบด้วยตนเองได้ดีกว่า

ข้อสอบอัตนัยให้ผู้เรียนสร้างคำตอบขึ้นเอง จึงวัดการเรียบเรียงความคิด การให้เหตุผล การวิเคราะห์ และการสร้างสรรค์ได้ดีกว่าปรนัยซึ่งให้เลือกจากตัวเลือกที่มีอยู่ ข้อเสียคือตรวจช้า ครอบคลุมเนื้อหาได้แคบกว่าในเวลาเท่ากัน และมีความเป็นปรนัยในการตรวจต่ำกว่า ซึ่งบรรเทาได้ด้วยการใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริก

ข้อ 18

"ความเป็นปรนัย" (Objectivity) ของเครื่องมือวัด หมายถึงข้อใด

  1. 1.ผู้ตรวจต่างคนให้คะแนนตรงกัน คำถามชัดเจนไม่กำกวม และมีเกณฑ์การให้คะแนนที่แน่นอน
  2. 2.ข้อสอบเป็นแบบเลือกตอบสี่ตัวเลือก
  3. 3.ข้อสอบวัดได้ตรงกับสิ่งที่ต้องการวัด
  4. 4.คะแนนคงที่เมื่อสอบซ้ำในเวลาต่างกัน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ผู้ตรวจต่างคนให้คะแนนตรงกัน คำถามชัดเจนไม่กำกวม และมีเกณฑ์การให้คะแนนที่แน่นอน

ความเป็นปรนัยมีสามด้าน คือความชัดเจนของคำถามที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน ความชัดเจนของเกณฑ์การให้คะแนน และความสอดคล้องของผลเมื่อผู้ตรวจต่างคนตรวจ ข้อควรระวังคืออย่าสับสนกับ "ข้อสอบปรนัย" ที่หมายถึงรูปแบบเลือกตอบ เพราะข้อสอบอัตนัยก็มีความเป็นปรนัยสูงได้ถ้าใช้รูบริกที่ชัดเจน ส่วนการวัดได้ตรงคือความเที่ยงตรง และคะแนนคงที่คือความเชื่อมั่น

ข้อ 19

พฤติกรรมด้านจิตพิสัย (Affective Domain) วัดเรื่องใด และเหมาะกับเครื่องมือใด

  1. 1.วัดความรู้ความจำ ใช้ข้อสอบปรนัย
  2. 2.วัดความรู้สึก เจตคติ ค่านิยม และความสนใจ ใช้แบบสังเกต แบบวัดเจตคติ และการบันทึกพฤติกรรม
  3. 3.วัดทักษะการปฏิบัติ ใช้แบบประเมินการปฏิบัติงาน
  4. 4.วัดความสามารถทางกาย ใช้แบบทดสอบสมรรถภาพ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. วัดความรู้สึก เจตคติ ค่านิยม และความสนใจ ใช้แบบสังเกต แบบวัดเจตคติ และการบันทึกพฤติกรรม

พฤติกรรมการเรียนรู้แบ่งเป็นสามด้าน คือพุทธิพิสัยซึ่งเป็นความรู้และความคิด จิตพิสัยซึ่งเป็นความรู้สึก เจตคติ ค่านิยม และความสนใจ และทักษะพิสัยซึ่งเป็นการปฏิบัติ ด้านจิตพิสัยวัดยากที่สุดเพราะเป็นสิ่งภายใน จึงต้องอนุมานจากพฤติกรรมที่แสดงออกอย่างต่อเนื่อง ใช้การสังเกต แบบวัดเจตคติ และการบันทึกพฤติกรรมประกอบกัน ไม่ใช่ถามตรง ๆ ครั้งเดียว

ข้อ 20

ครูให้คะแนนงานของนักเรียนที่เรียนเก่งสูงกว่าความเป็นจริง เพราะติดภาพความเก่งของนักเรียนคนนั้น ปรากฏการณ์นี้เรียกว่าอะไร

  1. 1.ความคลาดเคลื่อนจากความใจดี (Leniency Error)
  2. 2.ปรากฏการณ์รัศมี (Halo Effect)
  3. 3.ความคลาดเคลื่อนจากแนวโน้มสู่ค่ากลาง (Central Tendency Error)
  4. 4.ความคลาดเคลื่อนจากลำดับการตรวจ (Order Effect)
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ปรากฏการณ์รัศมี (Halo Effect)

Halo Effect คือการที่ความประทับใจโดยรวมต่อตัวบุคคลไปมีอิทธิพลต่อการประเมินคุณลักษณะเฉพาะด้าน ทำให้ครูให้คะแนนสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริงตามภาพจำที่มี วิธีลดปัญหาคือตรวจงานโดยปิดชื่อผู้เขียน ใช้รูบริกที่ระบุเกณฑ์ชัดเจน และตรวจทีละเกณฑ์ทั้งกองแทนการตรวจทีละคนจนจบ

ข้อ 21

การประเมินโดยเพื่อน (Peer Assessment) จะเกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อครูดำเนินการอย่างไร

  1. 1.ให้ผู้เรียนให้คะแนนกันเองโดยไม่ต้องมีเกณฑ์ เพื่อความเป็นธรรมชาติ
  2. 2.ให้เกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน ฝึกใช้เกณฑ์ก่อน และเน้นการให้ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนามากกว่าการให้คะแนนตัดสิน
  3. 3.นำคะแนนที่เพื่อนให้ไปใช้เป็นคะแนนเก็บทั้งหมดโดยครูไม่ต้องตรวจซ้ำ
  4. 4.ให้ประเมินโดยเปิดเผยชื่อผู้ประเมินและประกาศผลหน้าชั้น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ให้เกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน ฝึกใช้เกณฑ์ก่อน และเน้นการให้ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนามากกว่าการให้คะแนนตัดสิน

การประเมินโดยเพื่อนมีคุณค่าตรงที่ผู้ประเมินได้เรียนรู้เกณฑ์คุณภาพจากการพิจารณางานของผู้อื่น เงื่อนไขที่ทำให้ได้ผลคือมีเกณฑ์ชัดเจน ได้ฝึกใช้เกณฑ์กับตัวอย่างก่อน และเน้นข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนามากกว่าคะแนน การปล่อยให้ให้คะแนนกันเองโดยไม่มีเกณฑ์ หรือนำไปใช้ตัดสินโดยครูไม่ตรวจสอบ มักได้ผลที่ไม่น่าเชื่อถือและกระทบความสัมพันธ์ในชั้นเรียน

ข้อ 22

การวัดพฤติกรรมด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) เหมาะกับเครื่องมือใดมากที่สุด

  1. 1.ข้อสอบปรนัยที่ถามขั้นตอนการปฏิบัติ
  2. 2.แบบประเมินการปฏิบัติงานพร้อมเกณฑ์การให้คะแนน โดยสังเกตขณะผู้เรียนลงมือทำจริง
  3. 3.แบบสอบถามความมั่นใจของผู้เรียนต่อทักษะนั้น
  4. 4.การสัมภาษณ์ผู้เรียนถึงประสบการณ์ที่ผ่านมา
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. แบบประเมินการปฏิบัติงานพร้อมเกณฑ์การให้คะแนน โดยสังเกตขณะผู้เรียนลงมือทำจริง

ทักษะพิสัยคือความสามารถลงมือปฏิบัติ จึงต้องวัดจากการปฏิบัติจริง โดยใช้แบบประเมินการปฏิบัติงานที่แยกขั้นตอนและเกณฑ์คุณภาพไว้ชัดเจน และประเมินทั้งกระบวนการและผลงาน การถามด้วยข้อสอบปรนัยวัดได้เพียงความรู้เกี่ยวกับขั้นตอน ซึ่งผู้เรียนอาจตอบถูกทั้งที่ทำไม่ได้ ส่วนการถามความมั่นใจเป็นการวัดจิตพิสัย

ข้อ 23

การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน ควรดำเนินการอย่างไรจึงเหมาะสมที่สุด

  1. 1.ใช้ข้อสอบปรนัยวัดความรู้เกี่ยวกับคุณลักษณะแต่ละข้อ
  2. 2.ประเมินจากพฤติกรรมที่ผู้เรียนแสดงออกอย่างต่อเนื่องในสถานการณ์จริง โดยเก็บข้อมูลจากหลายแหล่งและหลายช่วงเวลา
  3. 3.ให้ผู้เรียนเขียนเรียงความบรรยายคุณลักษณะของตนเองแล้วให้คะแนน
  4. 4.ให้ครูประจำชั้นประเมินครั้งเดียวเมื่อสิ้นปีการศึกษา
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ประเมินจากพฤติกรรมที่ผู้เรียนแสดงออกอย่างต่อเนื่องในสถานการณ์จริง โดยเก็บข้อมูลจากหลายแหล่งและหลายช่วงเวลา

คุณลักษณะอันพึงประสงค์เป็นพฤติกรรมด้านจิตพิสัยที่ต้องอนุมานจากการแสดงออกในสถานการณ์จริงอย่างต่อเนื่อง จึงควรเก็บข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น ครูผู้สอนหลายคน เพื่อน ผู้ปกครอง และการประเมินตนเอง ในหลายช่วงเวลา แล้วสรุปร่วมกัน การใช้ข้อสอบวัดความรู้เกี่ยวกับคุณลักษณะไม่ได้บอกว่าผู้เรียนมีคุณลักษณะนั้นจริง และการประเมินครั้งเดียวปลายปีขาดฐานข้อมูลที่เพียงพอ

ข้อ 24

ครูพบว่าข้อสอบข้อหนึ่งมีค่าอำนาจจำแนกติดลบ ควรดำเนินการอย่างไร

  1. 1.เก็บข้อนั้นไว้ใช้ต่อ เพราะช่วยให้นักเรียนที่เรียนอ่อนได้คะแนน
  2. 2.ตรวจสอบว่าเฉลยผิด คำถามกำกวม หรือมีตัวเลือกที่ถูกมากกว่าหนึ่งข้อ แล้วแก้ไขหรือตัดข้อนั้นออก
  3. 3.เพิ่มความยากของข้อนั้นในการสอบครั้งถัดไป
  4. 4.ไม่ต้องดำเนินการใด เพราะค่าอำนาจจำแนกไม่มีผลต่อคุณภาพข้อสอบ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ตรวจสอบว่าเฉลยผิด คำถามกำกวม หรือมีตัวเลือกที่ถูกมากกว่าหนึ่งข้อ แล้วแก้ไขหรือตัดข้อนั้นออก

อำนาจจำแนกติดลบหมายความว่ากลุ่มที่เรียนอ่อนตอบถูกมากกว่ากลุ่มที่เรียนเก่ง ซึ่งขัดกับสิ่งที่ควรเป็นและเป็นสัญญาณว่าข้อนั้นมีปัญหา สาเหตุที่พบบ่อยคือเฉลยผิด คำถามกำกวมจนผู้เรียนที่คิดลึกตีความไปอีกทาง หรือมีตัวเลือกที่ถูกมากกว่าหนึ่งข้อ ครูจึงต้องตรวจสอบและแก้ไขหรือตัดข้อนั้นออก ไม่ใช่ปล่อยไว้เพราะจะทำให้คะแนนรวมไม่สะท้อนความสามารถจริง

ข้อ 25

การประเมินก่อนเรียน (Diagnostic Assessment) มีจุดมุ่งหมายหลักตรงกับข้อใด

  1. 1.ตัดสินว่าผู้เรียนควรได้เกรดใดในหน่วยการเรียนรู้นั้น
  2. 2.ตรวจสอบความรู้เดิมและจุดที่ผู้เรียนยังเข้าใจคลาดเคลื่อน เพื่อใช้ออกแบบการสอนให้ตรงจุด
  3. 3.จัดอันดับผู้เรียนในชั้นก่อนเริ่มการสอน
  4. 4.คัดเลือกผู้เรียนที่จะเข้าร่วมกิจกรรมเสริมพิเศษ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ตรวจสอบความรู้เดิมและจุดที่ผู้เรียนยังเข้าใจคลาดเคลื่อน เพื่อใช้ออกแบบการสอนให้ตรงจุด

การประเมินก่อนเรียนทำก่อนเริ่มสอนเพื่อสำรวจว่าผู้เรียนมีความรู้เดิมอยู่แค่ไหนและมีมโนทัศน์ใดที่คลาดเคลื่อน ผลที่ได้ใช้ออกแบบการสอนให้ตรงจุด เช่น ข้ามสิ่งที่รู้แล้วและเน้นสิ่งที่ยังไม่เข้าใจ จึงไม่ควรนำไปตัดสินเกรดหรือจัดอันดับ เพราะจะทำให้ผู้เรียนพยายามซ่อนสิ่งที่ไม่รู้ ซึ่งทำลายประโยชน์ทั้งหมดของการประเมินประเภทนี้

ฝึกทำแบบจับเวลาและสุ่มข้อใหม่ทุกรอบ

โหมดฝึกจะสุ่มข้อใหม่ให้ทุกครั้ง เฉลยทันทีหลังตอบ และถ้าเข้าสู่ระบบไว้ระบบจะจำว่าคุณทำข้อไหนไปแล้ว พร้อมเก็บข้อที่ตอบผิดไว้ให้กลับมาแก้ตัว

เทคนิคทำข้อสอบวิชาความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอน

  • ข้อสอบส่วนใหญ่เป็นสถานการณ์ในห้องเรียน ให้เลือกคำตอบที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางไว้ก่อน
  • แยกการวัดผลระหว่างเรียนกับการวัดผลสรุปรวมให้ขาด เป็นจุดที่ตัวเลือกลวงชอบเล่น
  • จิตวิทยาพัฒนาการต้องจำชื่อทฤษฎีคู่กับเจ้าของทฤษฎีและขั้นพัฒนาการให้ได้
  • การวิจัยในชั้นเรียนเน้นขั้นตอนและการเลือกเครื่องมือ ไม่ได้ถามสถิติลึก

หัวข้ออื่นในวิชาความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอน

คำถามที่พบบ่อย

ข้อสอบการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ออกสอบในสนามไหนบ้าง

หัวข้อการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ อยู่ในวิชาความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งใช้สอบในครูผู้ช่วย ภาค ข (ไม่รวมวิชาเอก) ในเว็บนี้มีข้อสอบหัวข้อนี้ทั้งหมด 25 ข้อ

แนวข้อสอบการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ มีเฉลยอธิบายไหม

ทุกข้อมีเฉลยพร้อมคำอธิบายว่าทำไมตัวเลือกนั้นถึงถูก และหน้านี้เปิดให้อ่านครบทั้ง 25 ข้อฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก

ฝึกทำข้อสอบการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ต้องเสียเงินไหม

ไม่เสียค่าใช้จ่าย ใช้ได้ฟรีทั้งหมด ไม่ต้องสมัครสมาชิกก็เริ่มฝึกได้ แต่ถ้าเข้าสู่ระบบ ระบบจะจำว่าทำข้อไหนไปแล้วและเก็บข้อที่ตอบผิดไว้ให้กลับมาทบทวน