คลังแนวข้อสอบกระดานอันดับ

แนวข้อสอบจิตวิทยาพัฒนาการและจิตวิทยาการศึกษา 25 ข้อ พร้อมเฉลย

ในคลัง 25 ข้อวิชาความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอนครูผู้ช่วย ภาค ข (ไม่รวมวิชาเอก)

หน้านี้รวมแนวข้อสอบหัวข้อจิตวิทยาพัฒนาการและจิตวิทยาการศึกษา จำนวน 25 ข้อ พร้อมเฉลยและคำอธิบายว่าทำไมตัวเลือกนั้นถึงถูก ทุกข้อจัดทำขึ้นใหม่ตามผังการออกข้อสอบ ไม่ใช่ข้อสอบเก่าของหน่วยงานใด อ่านฟรีทั้งหมดโดยไม่ต้องสมัครสมาชิก

ข้อสอบจิตวิทยาพัฒนาการและจิตวิทยาการศึกษา พร้อมเฉลย ครบทั้ง 25 ข้อ

ข้อ 1

ครูชมนักเรียนที่ส่งงานตรงเวลา ทำให้นักเรียนส่งงานตรงเวลามากขึ้นในครั้งต่อ ๆ ไป พฤติกรรมนี้อธิบายได้ด้วยหลักการใด

  1. 1.การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement)
  2. 2.การเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforcement)
  3. 3.การลงโทษ (Punishment)
  4. 4.การลดพฤติกรรม (Extinction)
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement)

การเสริมแรงทางบวกคือการ "เพิ่ม" สิ่งที่พึงพอใจเข้าไปหลังพฤติกรรม ทำให้พฤติกรรมนั้นเกิดถี่ขึ้น คำชมจึงเป็นตัวอย่างชัดเจน ข้อควรระวังคืออย่าสับสนกับการเสริมแรงทางลบ ซึ่งคือการ "นำสิ่งที่ไม่พึงพอใจออก" เช่น ยกเว้นการบ้านให้กลุ่มที่ทำงานเสร็จในคาบ ทั้งสองอย่างเพิ่มพฤติกรรมเหมือนกัน ต่างกันที่เพิ่มหรือเอาออก ส่วนการลงโทษมุ่งลดพฤติกรรม

ข้อ 2

ข้อใดเป็นตัวอย่างของ "การเสริมแรงทางลบ" ที่ถูกต้อง

  1. 1.หักคะแนนนักเรียนที่คุยระหว่างครูสอน
  2. 2.ยกเลิกการบ้านให้กลุ่มที่ทำงานในคาบเสร็จเรียบร้อย
  3. 3.ให้ดาวสะสมแก่นักเรียนที่ตอบคำถามได้
  4. 4.ไม่สนใจนักเรียนที่เรียกร้องความสนใจด้วยการส่งเสียงดัง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ยกเลิกการบ้านให้กลุ่มที่ทำงานในคาบเสร็จเรียบร้อย

การเสริมแรงทางลบคือการนำสิ่งที่ผู้เรียนไม่พึงพอใจออกไป เพื่อให้พฤติกรรมที่ต้องการเกิดถี่ขึ้น การยกเลิกการบ้านให้กลุ่มที่ทำงานเสร็จจึงตรงนิยาม เพราะการบ้านคือสิ่งที่ถูกเอาออก และผลคือพฤติกรรมตั้งใจทำงานในคาบเพิ่มขึ้น การหักคะแนนคือการลงโทษ การให้ดาวคือการเสริมแรงทางบวก และการไม่สนใจพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจคือการลดพฤติกรรมด้วยวิธี extinction

ข้อ 3

ทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligences) ของโฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ มีนัยต่อการจัดการเรียนการสอนอย่างไรมากที่สุด

  1. 1.ควรวัดระดับสติปัญญาของผู้เรียนด้วยแบบทดสอบ IQ แล้วจัดชั้นเรียนตามระดับ
  2. 2.ควรเน้นพัฒนาปัญญาด้านภาษาและด้านตรรกะคณิตศาสตร์เป็นหลัก เพราะใช้ในการสอบ
  3. 3.ควรจัดกิจกรรมและช่องทางแสดงความสามารถที่หลากหลาย เพราะผู้เรียนเก่งคนละด้านกัน
  4. 4.ควรสอนเนื้อหาเดียวกันด้วยวิธีเดียวกันทั้งชั้น เพื่อความเป็นธรรมต่อผู้เรียนทุกคน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. ควรจัดกิจกรรมและช่องทางแสดงความสามารถที่หลากหลาย เพราะผู้เรียนเก่งคนละด้านกัน

การ์ดเนอร์เสนอว่าสติปัญญาไม่ได้มีมิติเดียวที่วัดด้วย IQ แต่มีหลายด้าน เช่น ภาษา ตรรกะคณิตศาสตร์ มิติสัมพันธ์ ดนตรี ร่างกายและการเคลื่อนไหว มนุษยสัมพันธ์ การเข้าใจตนเอง และธรรมชาติวิทยา นัยสำคัญคือครูควรเปิดช่องทางเรียนรู้และแสดงผลงานที่หลากหลาย ไม่ตัดสินผู้เรียนจากความสามารถด้านเดียว การสอนเหมือนกันทุกคนไม่ใช่ความเป็นธรรม แต่คือการมองข้ามความแตกต่างระหว่างบุคคล

ข้อ 4

นักเรียนคนหนึ่งเชื่อว่า "ความสามารถพัฒนาได้ถ้าฝึกฝน" จึงไม่ย่อท้อเมื่อทำข้อสอบได้คะแนนน้อย ความเชื่อแบบนี้เรียกว่าอะไร

  1. 1.กรอบความคิดแบบตายตัว (Fixed Mindset)
  2. 2.กรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset)
  3. 3.ความรู้สึกไร้ความสามารถที่เรียนรู้ได้ (Learned Helplessness)
  4. 4.ความวิตกกังวลในการสอบ (Test Anxiety)
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. กรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset)

กรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) ตามแนวคิดของแคโรล ดเว็ก คือความเชื่อว่าความสามารถพัฒนาได้ด้วยความพยายามและกลยุทธ์ที่เหมาะสม ตรงข้ามกับกรอบความคิดแบบตายตัวที่เชื่อว่าความสามารถเป็นสิ่งติดตัวเปลี่ยนไม่ได้ ในทางปฏิบัติครูส่งเสริมกรอบความคิดแบบเติบโตได้ด้วยการชื่นชมที่ "กระบวนการและความพยายาม" มากกว่าชมว่า "เก่งมาก ฉลาดจัง" ซึ่งตอกย้ำว่าความสามารถเป็นสิ่งตายตัว

ข้อ 5

แรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) แตกต่างจากแรงจูงใจภายนอก (Extrinsic Motivation) อย่างไร

  1. 1.แรงจูงใจภายในเกิดจากความพอใจในตัวกิจกรรมเอง ส่วนแรงจูงใจภายนอกเกิดจากรางวัลหรือผลที่ตามมา
  2. 2.แรงจูงใจภายในใช้ได้เฉพาะกับผู้เรียนที่เรียนเก่ง ส่วนแรงจูงใจภายนอกใช้กับผู้เรียนที่เรียนอ่อน
  3. 3.แรงจูงใจภายในเกิดจากครู ส่วนแรงจูงใจภายนอกเกิดจากผู้ปกครอง
  4. 4.แรงจูงใจภายในวัดได้ด้วยแบบทดสอบ ส่วนแรงจูงใจภายนอกวัดไม่ได้
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. แรงจูงใจภายในเกิดจากความพอใจในตัวกิจกรรมเอง ส่วนแรงจูงใจภายนอกเกิดจากรางวัลหรือผลที่ตามมา

แรงจูงใจภายในคือการทำสิ่งหนึ่งเพราะสนใจหรือพอใจในตัวกิจกรรมนั้นเอง ส่วนแรงจูงใจภายนอกคือการทำเพราะรางวัล คะแนน คำชม หรือการหลีกเลี่ยงการลงโทษ งานวิจัยชี้ว่าการให้รางวัลภายนอกมากเกินไปกับกิจกรรมที่ผู้เรียนสนใจอยู่แล้ว อาจลดแรงจูงใจภายในลงได้ ครูจึงควรใช้รางวัลอย่างระมัดระวังและมุ่งสร้างความหมายของงานให้ผู้เรียนเห็น

ข้อ 6

ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมของแบนดูรา (Bandura) เน้นกระบวนการใดเป็นสำคัญ

  1. 1.การวางเงื่อนไขด้วยสิ่งเร้าและการตอบสนองซ้ำ ๆ
  2. 2.การเรียนรู้จากการสังเกตและเลียนแบบตัวแบบ
  3. 3.การจัดระบบความรู้เป็นโครงสร้างตามลำดับขั้น
  4. 4.การเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงด้วยการลองผิดลองถูก
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. การเรียนรู้จากการสังเกตและเลียนแบบตัวแบบ

แบนดูราเสนอว่าคนเรียนรู้พฤติกรรมใหม่ได้จากการสังเกตตัวแบบโดยไม่จำเป็นต้องลงมือทำเองหรือได้รับการเสริมแรงโดยตรง กระบวนการมี 4 ขั้น คือ ตั้งใจสังเกต จดจำ ลงมือทำตาม และมีแรงจูงใจ นัยต่อครูคือพฤติกรรมของครูเองเป็นตัวแบบที่ทรงพลังที่สุดในห้องเรียน ครูที่บอกให้นักเรียนตรงต่อเวลาแต่ตนเองเข้าสอนสายจึงสอนสิ่งตรงข้ามกับที่พูด

ข้อ 7

แนวคิด "พื้นที่รอยต่อพัฒนาการ" (Zone of Proximal Development: ZPD) เป็นของนักจิตวิทยาท่านใด และหมายถึงอะไร

  1. 1.เพียเจต์ — ช่วงอายุที่เด็กพร้อมจะเลื่อนไปสู่ขั้นพัฒนาการถัดไป
  2. 2.วีก็อตสกี — ช่วงระหว่างสิ่งที่ผู้เรียนทำได้เองกับสิ่งที่ทำได้เมื่อมีผู้ชี้แนะช่วยเหลือ
  3. 3.อีริคสัน — ช่วงวิกฤตที่บุคคลต้องแก้ปัญหาทางจิตสังคมในแต่ละวัย
  4. 4.สกินเนอร์ — ช่วงเวลาที่การเสริมแรงให้ผลสูงสุดหลังเกิดพฤติกรรม
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. วีก็อตสกี — ช่วงระหว่างสิ่งที่ผู้เรียนทำได้เองกับสิ่งที่ทำได้เมื่อมีผู้ชี้แนะช่วยเหลือ

ZPD เป็นแนวคิดของเลฟ วีก็อตสกี หมายถึงระยะห่างระหว่างระดับพัฒนาการที่แท้จริง (สิ่งที่ผู้เรียนทำได้ด้วยตนเอง) กับระดับพัฒนาการที่เป็นไปได้ (สิ่งที่ทำได้เมื่อมีครูหรือเพื่อนที่เก่งกว่าช่วยชี้แนะ) การสอนที่มีประสิทธิภาพจึงควรอยู่ในช่วงนี้ คือยากกว่าที่ทำได้เองเล็กน้อยแต่ไม่ยากจนเกินไป และค่อย ๆ ถอนความช่วยเหลือออกเมื่อผู้เรียนทำได้

ข้อ 8

ตามทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ (Piaget) เด็กวัยประถมศึกษาตอนปลาย (ประมาณ 7-11 ปี) อยู่ในขั้นใด

  1. 1.ขั้นประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว (Sensorimotor)
  2. 2.ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (Preoperational)
  3. 3.ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยรูปธรรม (Concrete Operational)
  4. 4.ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรม (Formal Operational)
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยรูปธรรม (Concrete Operational)

เพียเจต์แบ่งพัฒนาการทางสติปัญญาเป็น 4 ขั้น ได้แก่ ขั้นประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว (แรกเกิด-2 ปี) ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (2-7 ปี) ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยรูปธรรม (7-11 ปี) และขั้นปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรม (11 ปีขึ้นไป) เด็กในขั้นรูปธรรมคิดอย่างมีเหตุผลได้แล้วแต่ต้องอิงกับสิ่งที่จับต้องหรือมองเห็นได้ ครูจึงควรใช้สื่อของจริงและตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมประกอบการสอน

ข้อ 9

ความสามารถในการเข้าใจว่าปริมาณของสิ่งของไม่เปลี่ยนแปลงแม้รูปร่างภายนอกจะเปลี่ยนไป เช่น น้ำปริมาณเท่าเดิมเมื่อเทใส่แก้วทรงสูงก็ยังเท่าเดิม เรียกว่าอะไร และเกิดขึ้นในขั้นใดของเพียเจต์

  1. 1.การอนุรักษ์ (Conservation) เกิดในขั้นปฏิบัติการคิดด้วยรูปธรรม
  2. 2.การอนุรักษ์ (Conservation) เกิดในขั้นก่อนปฏิบัติการคิด
  3. 3.การยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentrism) เกิดในขั้นปฏิบัติการคิดด้วยรูปธรรม
  4. 4.การคิดย้อนกลับ (Reversibility) เกิดในขั้นประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. การอนุรักษ์ (Conservation) เกิดในขั้นปฏิบัติการคิดด้วยรูปธรรม

การอนุรักษ์คือความเข้าใจว่าคุณสมบัติเชิงปริมาณคงที่แม้รูปลักษณ์ภายนอกเปลี่ยน เป็นความสามารถที่เกิดขึ้นในขั้นปฏิบัติการคิดด้วยรูปธรรม (7-11 ปี) เด็กในขั้นก่อนหน้ายังตัดสินจากสิ่งที่ตาเห็น จึงคิดว่าน้ำในแก้วทรงสูงมีมากกว่า ส่วนการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางเป็นลักษณะของขั้นก่อนปฏิบัติการคิด ไม่ใช่ขั้นรูปธรรม

ข้อ 10

การที่ครูค่อย ๆ ลดความช่วยเหลือลงเมื่อผู้เรียนเริ่มทำงานได้ด้วยตนเอง จนในที่สุดผู้เรียนทำได้เองทั้งหมด เรียกเทคนิคนี้ว่าอะไร

  1. 1.การเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforcement)
  2. 2.การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก (Classical Conditioning)
  3. 3.การเสริมต่อการเรียนรู้ หรือนั่งร้าน (Scaffolding)
  4. 4.การเรียนรู้โดยการหยั่งรู้ (Insight Learning)
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. การเสริมต่อการเรียนรู้ หรือนั่งร้าน (Scaffolding)

Scaffolding หรือการเสริมต่อการเรียนรู้ เป็นเทคนิคที่ต่อยอดจากแนวคิด ZPD ของวีก็อตสกี เปรียบความช่วยเหลือของครูเหมือนนั่งร้านที่พยุงอาคารระหว่างก่อสร้าง และต้องรื้อออกเมื่ออาคารตั้งอยู่ได้เอง หัวใจอยู่ที่การ "ถอน" ความช่วยเหลือ ถ้าครูช่วยตลอดโดยไม่เคยลดลง ผู้เรียนจะพึ่งพาครูตลอดไปและไม่เกิดการเรียนรู้ที่ยั่งยืน

ข้อ 11

ตามทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคมของอีริคสัน (Erikson) เด็กวัยประถมศึกษากำลังเผชิญวิกฤตทางจิตสังคมคู่ใด

  1. 1.ความไว้วางใจ กับ ความไม่ไว้วางใจ
  2. 2.ความคิดริเริ่ม กับ ความรู้สึกผิด
  3. 3.ความขยันหมั่นเพียร กับ ความรู้สึกด้อย
  4. 4.เอกลักษณ์แห่งตน กับ ความสับสนในบทบาท
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. ความขยันหมั่นเพียร กับ ความรู้สึกด้อย

อีริคสันแบ่งพัฒนาการทางจิตสังคมเป็น 8 ขั้น เด็กวัยประถมศึกษา (ประมาณ 6-12 ปี) อยู่ในขั้น "ความขยันหมั่นเพียร กับ ความรู้สึกด้อย" (Industry vs. Inferiority) เป็นวัยที่ต้องการประสบความสำเร็จจากการลงมือทำและได้รับการยอมรับ ถ้าถูกตำหนิหรือเปรียบเทียบจนล้มเหลวซ้ำ ๆ จะเกิดปมด้อย ครูจึงควรออกแบบงานให้มีโอกาสสำเร็จและชื่นชมความพยายาม ส่วนเอกลักษณ์แห่งตนกับความสับสนในบทบาทเป็นขั้นของวัยรุ่น

ข้อ 12

ตามลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow) นักเรียนที่มาโรงเรียนโดยไม่ได้กินอาหารเช้าและนอนไม่พอ ครูควรจัดการเรื่องใดก่อนเป็นอันดับแรก

  1. 1.ความต้องการทางกายภาพ เช่น อาหารและการพักผ่อน
  2. 2.ความต้องการความรักและการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม
  3. 3.ความต้องการได้รับการยกย่องนับถือ
  4. 4.ความต้องการบรรลุศักยภาพสูงสุดของตน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ความต้องการทางกายภาพ เช่น อาหารและการพักผ่อน

มาสโลว์เรียงความต้องการเป็น 5 ขั้น จากฐานขึ้นสู่ยอด ได้แก่ ความต้องการทางกายภาพ ความปลอดภัย ความรักและการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม การได้รับการยกย่อง และการบรรลุศักยภาพสูงสุด โดยความต้องการขั้นต่ำต้องได้รับการตอบสนองในระดับหนึ่งก่อน ผู้เรียนจึงจะพร้อมไปสู่ขั้นสูงกว่า นักเรียนที่หิวและง่วงจึงยังไม่พร้อมเรียนรู้ ไม่ว่าครูจะออกแบบกิจกรรมดีเพียงใด

ข้อ 13

ตามทฤษฎีของเพียเจต์ กระบวนการที่ผู้เรียนนำความรู้ใหม่เข้าไปรวมกับโครงสร้างความรู้เดิมที่มีอยู่ เรียกว่าอะไร

  1. 1.การซึมซับ (Assimilation)
  2. 2.การปรับเปลี่ยนโครงสร้าง (Accommodation)
  3. 3.การเสียสมดุล (Disequilibrium)
  4. 4.การถ่ายโยงการเรียนรู้ (Transfer of Learning)
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. การซึมซับ (Assimilation)

เพียเจต์อธิบายการปรับตัวทางปัญญาด้วยสองกระบวนการ คือ การซึมซับ (Assimilation) ซึ่งนำข้อมูลใหม่เข้าไปรวมกับโครงสร้างความรู้เดิมที่มีอยู่แล้ว และการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง (Accommodation) ซึ่งเกิดเมื่อข้อมูลใหม่ไม่เข้ากับโครงสร้างเดิม จึงต้องปรับโครงสร้างความรู้เสียใหม่ ทั้งสองทำงานร่วมกันเพื่อให้กลับสู่ภาวะสมดุลทางปัญญา

ข้อ 14

เด็กคนหนึ่งเคยเข้าใจว่า "สัตว์สี่ขาทุกตัวคือหมา" เมื่อเห็นแมวจึงเรียกว่าหมา แต่หลังจากครูอธิบายความต่าง เด็กจึงสร้างหมวดหมู่ "แมว" ขึ้นใหม่ กระบวนการหลังนี้ตรงกับข้อใด

  1. 1.การซึมซับ (Assimilation)
  2. 2.การปรับเปลี่ยนโครงสร้าง (Accommodation)
  3. 3.การอนุรักษ์ (Conservation)
  4. 4.การเสริมแรง (Reinforcement)
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. การปรับเปลี่ยนโครงสร้าง (Accommodation)

ตอนที่เด็กเรียกแมวว่าหมา คือการซึมซับ เพราะพยายามยัดข้อมูลใหม่เข้าโครงสร้างเดิมที่มี แต่เมื่อพบว่าโครงสร้างเดิมใช้อธิบายไม่ได้และต้องสร้างหมวดหมู่ใหม่ขึ้นมา นั่นคือการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ในทางการสอน ครูทำให้เกิด Accommodation ได้ด้วยการยกตัวอย่างที่ขัดกับความเข้าใจเดิมของผู้เรียน ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับการแก้มโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน

ข้อ 15

ตามทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบิร์ก (Kohlberg) เด็กที่ไม่โกงข้อสอบเพราะ "กลัวถูกครูลงโทษ" อยู่ในระดับใด

  1. 1.ระดับก่อนกฎเกณฑ์ (Preconventional)
  2. 2.ระดับตามกฎเกณฑ์ (Conventional)
  3. 3.ระดับเหนือกฎเกณฑ์ (Postconventional)
  4. 4.ระดับอุดมคติสากล (Universal)
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ระดับก่อนกฎเกณฑ์ (Preconventional)

โคลเบิร์กแบ่งพัฒนาการทางจริยธรรมเป็นสามระดับ ระดับก่อนกฎเกณฑ์ตัดสินถูกผิดจากผลที่จะเกิดกับตนเอง คือหลบการลงโทษและแสวงหารางวัล ระดับตามกฎเกณฑ์ตัดสินจากการยอมรับของกลุ่มและการรักษากฎหมาย ส่วนระดับเหนือกฎเกณฑ์ตัดสินจากหลักจริยธรรมสากลและสิทธิมนุษยชน การไม่โกงเพราะกลัวถูกลงโทษจึงอยู่ระดับต่ำสุด ต่างจากการไม่โกงเพราะเห็นว่าไม่เป็นธรรมต่อเพื่อน

ข้อ 16

แนวคิด "หลักสูตรเกลียวสว่าน" (Spiral Curriculum) ของบรูเนอร์ (Bruner) มีลักษณะอย่างไร

  1. 1.จัดเนื้อหาเรียงจากง่ายไปยากโดยไม่ย้อนกลับมาสอนซ้ำ
  2. 2.นำมโนทัศน์เดิมกลับมาสอนซ้ำในระดับชั้นที่สูงขึ้นด้วยความลึกและความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น
  3. 3.ให้ผู้เรียนเลือกลำดับการเรียนเนื้อหาได้อย่างอิสระ
  4. 4.สอนทุกกลุ่มสาระพร้อมกันในหน่วยการเรียนรู้เดียว
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. นำมโนทัศน์เดิมกลับมาสอนซ้ำในระดับชั้นที่สูงขึ้นด้วยความลึกและความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น

บรูเนอร์เสนอว่าเนื้อหาสำคัญควรถูกนำกลับมาสอนซ้ำในระดับชั้นที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเพิ่มความลึกและความซับซ้อนในแต่ละรอบ เหมือนเกลียวสว่านที่วนขึ้นไป ทำให้ผู้เรียนต่อยอดจากฐานเดิมได้ แนวคิดนี้มาพร้อมข้อเสนอที่ว่ามโนทัศน์ใด ๆ สอนให้เด็กวัยใดก็ได้ ถ้านำเสนอในรูปแบบที่เหมาะกับพัฒนาการของเด็กวัยนั้น

ข้อ 17

การที่ครูเริ่มบทเรียนด้วยการทบทวนความรู้เดิมและให้กรอบภาพรวมก่อนเข้าเนื้อหาใหม่ สอดคล้องกับแนวคิดของนักจิตวิทยาท่านใด

  1. 1.สกินเนอร์ กับการเสริมแรงต่อเนื่อง
  2. 2.ออซูเบล กับการเรียนรู้อย่างมีความหมายและตัวจัดระบบล่วงหน้า
  3. 3.พาฟลอฟ กับการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก
  4. 4.ธอร์นไดค์ กับกฎแห่งผล
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ออซูเบล กับการเรียนรู้อย่างมีความหมายและตัวจัดระบบล่วงหน้า

เดวิด ออซูเบล เสนอว่าการเรียนรู้จะมีความหมาย (meaningful learning) เมื่อผู้เรียนเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิมที่มีอยู่ได้ เครื่องมือสำคัญคือ "ตัวจัดระบบล่วงหน้า" (advance organizer) ซึ่งคือกรอบภาพรวมหรือมโนทัศน์กว้างที่ให้ก่อนเข้าเนื้อหา เพื่อเป็นที่ยึดเกาะของข้อมูลใหม่ ประโยคที่รู้จักกันดีของเขาคือปัจจัยสำคัญที่สุดที่มีผลต่อการเรียนรู้ คือสิ่งที่ผู้เรียนรู้อยู่แล้ว

ข้อ 18

ตามทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกของพาฟลอฟ นักเรียนที่เคยถูกครูดุอย่างรุนแรงในวิชาคณิตศาสตร์ จนรู้สึกวิตกกังวลทุกครั้งที่เห็นหนังสือคณิตศาสตร์ อธิบายได้อย่างไร

  1. 1.เป็นการเสริมแรงทางลบที่ทำให้พฤติกรรมหลีกเลี่ยงเพิ่มขึ้น
  2. 2.เป็นการวางเงื่อนไข โดยหนังสือคณิตศาสตร์ซึ่งเดิมเป็นสิ่งเร้าที่เป็นกลาง กลายเป็นสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดการตอบสนองทางอารมณ์
  3. 3.เป็นการเรียนรู้จากการสังเกตตัวแบบ
  4. 4.เป็นการลดพฤติกรรมด้วยวิธี extinction
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เป็นการวางเงื่อนไข โดยหนังสือคณิตศาสตร์ซึ่งเดิมเป็นสิ่งเร้าที่เป็นกลาง กลายเป็นสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดการตอบสนองทางอารมณ์

การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกอธิบายว่าสิ่งเร้าที่เป็นกลาง เมื่อจับคู่กับสิ่งเร้าที่ก่อการตอบสนองตามธรรมชาติซ้ำ ๆ จะกลายเป็นสิ่งเร้าที่ก่อการตอบสนองนั้นได้เอง ในกรณีนี้หนังสือคณิตศาสตร์ถูกจับคู่กับการถูกดุจนกลายเป็นตัวกระตุ้นความวิตกกังวล นี่คือกลไกเบื้องหลังความกลัววิชาบางวิชา และเป็นเหตุผลว่าทำไมบรรยากาศทางอารมณ์ในห้องเรียนจึงส่งผลระยะยาว

ข้อ 19

แนวคิด "ภาระทางปัญญา" (Cognitive Load) มีนัยต่อการออกแบบสื่อการสอนอย่างไร

  1. 1.ควรใส่ข้อมูล ภาพ เสียง และภาพเคลื่อนไหวให้มากที่สุดเพื่อกระตุ้นความสนใจ
  2. 2.ควรลดสิ่งรบกวนที่ไม่จำเป็นออก และนำเสนอข้อมูลทีละส่วนอย่างเป็นลำดับ เพราะความจำใช้งานมีขีดจำกัด
  3. 3.ควรให้ผู้เรียนจดบันทึกทุกคำที่ครูพูดเพื่อไม่ให้พลาดข้อมูล
  4. 4.ควรสอนเนื้อหาทั้งหมดในคาบเดียวเพื่อให้เห็นภาพรวมพร้อมกัน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ควรลดสิ่งรบกวนที่ไม่จำเป็นออก และนำเสนอข้อมูลทีละส่วนอย่างเป็นลำดับ เพราะความจำใช้งานมีขีดจำกัด

ทฤษฎีภาระทางปัญญาชี้ว่าความจำใช้งานของมนุษย์รับข้อมูลใหม่ได้จำกัดในเวลาหนึ่ง สื่อที่ใส่ภาพประกอบ เสียง และข้อความที่ไม่จำเป็นพร้อมกัน จะกินพื้นที่ความจำใช้งานไปกับสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนรู้ การออกแบบที่ดีจึงต้องตัดสิ่งรบกวนออก แบ่งเนื้อหาเป็นส่วนย่อย และเรียงลำดับให้ต่อยอดกัน สไลด์ที่มีตัวหนังสือแน่นทั้งหน้าเป็นตัวอย่างที่ขัดหลักการนี้ชัดที่สุด

ข้อ 20

ความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองที่จะทำงานหนึ่งให้สำเร็จ ตามแนวคิดของแบนดูรา เรียกว่าอะไร

  1. 1.อัตมโนทัศน์ (Self-Concept)
  2. 2.ความเชื่อมั่นในความสามารถของตน (Self-Efficacy)
  3. 3.ความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-Esteem)
  4. 4.การกำกับตนเอง (Self-Regulation)
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ความเชื่อมั่นในความสามารถของตน (Self-Efficacy)

Self-Efficacy คือความเชื่อของบุคคลว่าตนมีความสามารถทำงานเฉพาะอย่างหนึ่งให้สำเร็จได้ ต่างจากความภาคภูมิใจในตนเองซึ่งเป็นการประเมินคุณค่าของตนโดยรวม แบนดูราระบุแหล่งที่มาสำคัญสี่ทาง ได้แก่ ประสบการณ์ความสำเร็จของตนเอง การเห็นตัวแบบที่คล้ายตนทำสำเร็จ การได้รับคำพูดชักจูง และสภาวะทางร่างกายและอารมณ์ ครูจึงควรออกแบบงานให้ผู้เรียนได้สำเร็จเป็นขั้น ๆ

ข้อ 21

นักเรียนที่สอบตกแล้วบอกว่า "ผมโง่ ทำยังไงก็ไม่ผ่านหรอก" สะท้อนการอธิบายสาเหตุแบบใด และครูควรช่วยอย่างไร

  1. 1.อธิบายว่าเกิดจากปัจจัยภายในที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ครูควรช่วยให้เห็นว่าผลมาจากวิธีเรียนและความพยายามซึ่งปรับได้
  2. 2.อธิบายว่าเกิดจากปัจจัยภายนอก ครูควรยืนยันว่าข้อสอบยากเกินไปจริง
  3. 3.อธิบายว่าเกิดจากความบังเอิญ ครูควรให้สอบใหม่ทันที
  4. 4.อธิบายว่าเกิดจากครูสอนไม่ดี ครูควรขอโทษนักเรียน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. อธิบายว่าเกิดจากปัจจัยภายในที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ครูควรช่วยให้เห็นว่าผลมาจากวิธีเรียนและความพยายามซึ่งปรับได้

การอธิบายความล้มเหลวว่าเกิดจากความสามารถซึ่งเป็นปัจจัยภายในที่คงที่และควบคุมไม่ได้ นำไปสู่ความรู้สึกไร้ความสามารถที่เรียนรู้ได้และการเลิกพยายาม ครูควรช่วยเปลี่ยนการอธิบายสาเหตุไปที่ความพยายามและวิธีการเรียน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมและเปลี่ยนได้ พร้อมชี้แนะกลยุทธ์ที่เป็นรูปธรรม แนวทางนี้สอดคล้องกับการส่งเสริมกรอบความคิดแบบเติบโต

ข้อ 22

แนวคิดคอนสตรัคติวิสซึม (Constructivism) มองการเรียนรู้ต่างจากแนวคิดพฤติกรรมนิยมอย่างไร

  1. 1.มองว่าผู้เรียนสร้างความรู้ขึ้นเองจากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและความรู้เดิม ไม่ใช่รับถ่ายทอดมาโดยตรง
  2. 2.มองว่าการเรียนรู้เกิดจากการเสริมแรงและการลงโทษเท่านั้น
  3. 3.มองว่าความรู้เป็นสิ่งตายตัวที่ครูต้องถ่ายทอดให้ครบถ้วน
  4. 4.มองว่าผู้เรียนทุกคนเรียนรู้ด้วยวิธีเดียวกันในอัตราเดียวกัน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. มองว่าผู้เรียนสร้างความรู้ขึ้นเองจากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและความรู้เดิม ไม่ใช่รับถ่ายทอดมาโดยตรง

คอนสตรัคติวิสซึมมองว่าความรู้ไม่ได้ถูกส่งผ่านจากครูสู่ผู้เรียนโดยตรง แต่ผู้เรียนสร้างความหมายขึ้นเองจากการลงมือทำ การมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและผู้อื่น และการเชื่อมโยงกับความรู้เดิม บทบาทครูจึงเปลี่ยนจากผู้บอกความรู้เป็นผู้ออกแบบสถานการณ์และตั้งคำถาม แนวคิดนี้เป็นฐานของการเรียนรู้แบบสืบเสาะ การใช้ปัญหาเป็นฐาน และการเรียนรู้ด้วยโครงงาน

ข้อ 23

ตามทฤษฎีของอีริคสัน วัยรุ่นกำลังเผชิญวิกฤตทางจิตสังคมคู่ใด และครูควรช่วยเหลืออย่างไร

  1. 1.ความขยันหมั่นเพียร กับความรู้สึกด้อย ครูควรเพิ่มการบ้านให้มากขึ้น
  2. 2.เอกลักษณ์แห่งตน กับความสับสนในบทบาท ครูควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สำรวจความสนใจและค้นหาตัวตนอย่างปลอดภัย
  3. 3.ความไว้วางใจ กับความไม่ไว้วางใจ ครูควรควบคุมพฤติกรรมอย่างเข้มงวด
  4. 4.ความผูกพัน กับความโดดเดี่ยว ครูควรจัดให้ทำงานเดี่ยวเป็นหลัก
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เอกลักษณ์แห่งตน กับความสับสนในบทบาท ครูควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สำรวจความสนใจและค้นหาตัวตนอย่างปลอดภัย

วัยรุ่นอยู่ในขั้น "เอกลักษณ์แห่งตน กับความสับสนในบทบาท" (Identity vs. Role Confusion) เป็นช่วงที่ต้องตอบคำถามว่าตนเป็นใครและจะเป็นอะไรในอนาคต ครูช่วยได้โดยเปิดพื้นที่ให้สำรวจความสนใจและความถนัดหลากหลาย ให้รับผิดชอบงานที่มีความหมาย และยอมรับความแตกต่างโดยไม่ตัดสิน ส่วนความผูกพันกับความโดดเดี่ยวเป็นขั้นของวัยผู้ใหญ่ตอนต้น

ข้อ 24

ครูต้องการให้นักเรียนคงพฤติกรรมส่งงานตรงเวลาไว้ในระยะยาว ควรใช้ตารางการเสริมแรงแบบใดจึงได้ผลยั่งยืนที่สุด

  1. 1.เสริมแรงทุกครั้งที่ส่งงานตรงเวลาตลอดไป
  2. 2.เสริมแรงทุกครั้งในช่วงแรกเพื่อสร้างพฤติกรรม แล้วเปลี่ยนเป็นเสริมแรงเป็นครั้งคราวเมื่อพฤติกรรมมั่นคงแล้ว
  3. 3.ไม่เสริมแรงเลยตั้งแต่ต้น เพื่อให้เกิดแรงจูงใจภายในโดยธรรมชาติ
  4. 4.ลงโทษผู้ที่ส่งงานช้าแทนการเสริมแรงผู้ที่ส่งตรงเวลา
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เสริมแรงทุกครั้งในช่วงแรกเพื่อสร้างพฤติกรรม แล้วเปลี่ยนเป็นเสริมแรงเป็นครั้งคราวเมื่อพฤติกรรมมั่นคงแล้ว

การเสริมแรงทุกครั้งได้ผลดีในช่วงสร้างพฤติกรรมใหม่ แต่พฤติกรรมจะหายไปเร็วเมื่อหยุดเสริมแรง ส่วนการเสริมแรงเป็นครั้งคราวทำให้พฤติกรรมคงทนกว่ามาก แนวปฏิบัติที่ดีจึงเป็นการเสริมแรงต่อเนื่องในช่วงแรกแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นเป็นครั้งคราว ทั้งนี้ควรควบคู่กับการช่วยให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของการรับผิดชอบงาน เพื่อให้เกิดแรงจูงใจภายในในที่สุด

ข้อ 25

วีก็อตสกีให้ความสำคัญกับปัจจัยใดในการพัฒนาสติปัญญา ซึ่งต่างจากมุมมองของเพียเจต์อย่างชัดเจน

  1. 1.ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและภาษา ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เกิดการคิดขั้นสูง
  2. 2.วุฒิภาวะทางชีววิทยาที่เป็นไปตามลำดับขั้นอายุ
  3. 3.การเสริมแรงจากสิ่งแวดล้อมภายนอก
  4. 4.ความสามารถทางพันธุกรรมที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและภาษา ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เกิดการคิดขั้นสูง

เพียเจต์มองว่าเด็กสร้างความรู้จากการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมตามลำดับขั้นพัฒนาการที่ค่อนข้างตายตัว ส่วนวีก็อตสกีเน้นว่าการคิดขั้นสูงเกิดจากปฏิสัมพันธ์ทางสังคมก่อน แล้วจึงถูกซึมซับเข้าเป็นความคิดภายในของบุคคล โดยมีภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญ นัยต่อการสอนคือการเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่นและการพูดคุยอภิปรายไม่ใช่เพียงกิจกรรมเสริม แต่เป็นกลไกของการเรียนรู้เอง

ฝึกทำแบบจับเวลาและสุ่มข้อใหม่ทุกรอบ

โหมดฝึกจะสุ่มข้อใหม่ให้ทุกครั้ง เฉลยทันทีหลังตอบ และถ้าเข้าสู่ระบบไว้ระบบจะจำว่าคุณทำข้อไหนไปแล้ว พร้อมเก็บข้อที่ตอบผิดไว้ให้กลับมาแก้ตัว

เทคนิคทำข้อสอบวิชาความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอน

  • ข้อสอบส่วนใหญ่เป็นสถานการณ์ในห้องเรียน ให้เลือกคำตอบที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางไว้ก่อน
  • แยกการวัดผลระหว่างเรียนกับการวัดผลสรุปรวมให้ขาด เป็นจุดที่ตัวเลือกลวงชอบเล่น
  • จิตวิทยาพัฒนาการต้องจำชื่อทฤษฎีคู่กับเจ้าของทฤษฎีและขั้นพัฒนาการให้ได้
  • การวิจัยในชั้นเรียนเน้นขั้นตอนและการเลือกเครื่องมือ ไม่ได้ถามสถิติลึก

หัวข้ออื่นในวิชาความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอน

คำถามที่พบบ่อย

ข้อสอบจิตวิทยาพัฒนาการและจิตวิทยาการศึกษา ออกสอบในสนามไหนบ้าง

หัวข้อจิตวิทยาพัฒนาการและจิตวิทยาการศึกษา อยู่ในวิชาความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งใช้สอบในครูผู้ช่วย ภาค ข (ไม่รวมวิชาเอก) ในเว็บนี้มีข้อสอบหัวข้อนี้ทั้งหมด 25 ข้อ

แนวข้อสอบจิตวิทยาพัฒนาการและจิตวิทยาการศึกษา มีเฉลยอธิบายไหม

ทุกข้อมีเฉลยพร้อมคำอธิบายว่าทำไมตัวเลือกนั้นถึงถูก และหน้านี้เปิดให้อ่านครบทั้ง 25 ข้อฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก

ฝึกทำข้อสอบจิตวิทยาพัฒนาการและจิตวิทยาการศึกษา ต้องเสียเงินไหม

ไม่เสียค่าใช้จ่าย ใช้ได้ฟรีทั้งหมด ไม่ต้องสมัครสมาชิกก็เริ่มฝึกได้ แต่ถ้าเข้าสู่ระบบ ระบบจะจำว่าทำข้อไหนไปแล้วและเก็บข้อที่ตอบผิดไว้ให้กลับมาทบทวน