คลังแนวข้อสอบกระดานอันดับ

แนวข้อสอบจิตวิทยาการให้คำปรึกษาและการพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ 25 ข้อ พร้อมเฉลย

ในคลัง 25 ข้อวิชาความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอนครูผู้ช่วย ภาค ข (ไม่รวมวิชาเอก)

หน้านี้รวมแนวข้อสอบหัวข้อจิตวิทยาการให้คำปรึกษาและการพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ จำนวน 25 ข้อ พร้อมเฉลยและคำอธิบายว่าทำไมตัวเลือกนั้นถึงถูก ทุกข้อจัดทำขึ้นใหม่ตามผังการออกข้อสอบ ไม่ใช่ข้อสอบเก่าของหน่วยงานใด อ่านฟรีทั้งหมดโดยไม่ต้องสมัครสมาชิก

ข้อสอบจิตวิทยาการให้คำปรึกษาและการพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ พร้อมเฉลย ครบทั้ง 25 ข้อ

ข้อ 1

ทักษะพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการให้คำปรึกษาเบื้องต้นแก่นักเรียนคือข้อใด

  1. 1.การวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาให้ได้เร็วที่สุดแล้วบอกทางแก้
  2. 2.การฟังอย่างตั้งใจและสะท้อนความรู้สึกของผู้รับคำปรึกษา
  3. 3.การให้คำแนะนำที่ชัดเจนและเด็ดขาดเพื่อให้นักเรียนทำตาม
  4. 4.การเปรียบเทียบปัญหาของนักเรียนกับกรณีของเพื่อนคนอื่น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. การฟังอย่างตั้งใจและสะท้อนความรู้สึกของผู้รับคำปรึกษา

การฟังอย่างตั้งใจ (active listening) และการสะท้อนความรู้สึกเป็นหัวใจของการให้คำปรึกษา เพราะทำให้ผู้รับคำปรึกษารู้สึกได้รับการยอมรับและกล้าเปิดเผยข้อมูล ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ต้องมาก่อนการช่วยแก้ปัญหา การรีบสรุปสาเหตุหรือรีบให้คำแนะนำมักทำให้ได้ข้อมูลไม่ครบและปิดกั้นการเล่า ส่วนการเปรียบเทียบกับผู้อื่นเป็นข้อห้ามเพราะละเมิดความลับและทำให้ผู้รับคำปรึกษารู้สึกถูกตัดสิน

ข้อ 2

จรรยาบรรณสำคัญของการให้คำปรึกษาที่ครูต้องยึดถือ คือการรักษาความลับของผู้รับคำปรึกษา ข้อใดเป็นข้อยกเว้นที่ครูจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูล

  1. 1.เมื่อครูประจำชั้นคนอื่นสอบถามด้วยความเป็นห่วง
  2. 2.เมื่อผู้ปกครองของเพื่อนนักเรียนต้องการทราบ
  3. 3.เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่านักเรียนจะทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น หรือกำลังถูกทำร้าย
  4. 4.เมื่อเรื่องนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วในหมู่นักเรียน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่านักเรียนจะทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น หรือกำลังถูกทำร้าย

หลักการรักษาความลับมีข้อยกเว้นเมื่อมีความเสี่ยงต่อชีวิตหรือความปลอดภัย ได้แก่ กรณีที่ผู้รับคำปรึกษาอาจทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น หรือกำลังถูกละเมิดหรือทำร้าย ซึ่งครูมีหน้าที่ส่งต่อให้ผู้เกี่ยวข้องช่วยเหลือ สอดคล้องกับหน้าที่แจ้งเหตุตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก ส่วนความเป็นห่วงของเพื่อนครู ความอยากรู้ของผู้ปกครองคนอื่น หรือการที่เรื่องรู้กันอยู่แล้ว ไม่ใช่เหตุยกเว้น

ข้อ 3

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา มีขั้นตอนแรกสุดคือข้อใด

  1. 1.การคัดกรองนักเรียน
  2. 2.การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล
  3. 3.การส่งต่อ
  4. 4.การป้องกันและแก้ไขปัญหา
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนมี 5 ขั้นตอนตามลำดับ คือ (1) การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล (2) การคัดกรองนักเรียน (3) การส่งเสริมและพัฒนา (4) การป้องกันและแก้ไขปัญหา และ (5) การส่งต่อ ขั้นแรกคือการเก็บข้อมูลรอบด้านของนักเรียนแต่ละคน เช่น เยี่ยมบ้าน สังเกตพฤติกรรม ใช้แบบประเมิน เพราะถ้าไม่รู้จักนักเรียนก่อน การคัดกรองในขั้นถัดไปจะไม่มีฐานข้อมูลให้ตัดสิน

ข้อ 4

ในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ขั้น "การคัดกรองนักเรียน" มีจุดมุ่งหมายตรงกับข้อใด

  1. 1.จัดกลุ่มนักเรียนตามระดับผลการเรียนเพื่อแยกห้องเรียน
  2. 2.จำแนกนักเรียนเป็นกลุ่มปกติ กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มมีปัญหา เพื่อกำหนดวิธีช่วยเหลือให้เหมาะสม
  3. 3.คัดเลือกนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษไปแข่งขัน
  4. 4.ตรวจสอบว่านักเรียนคนใดควรถูกลงโทษทางวินัย
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. จำแนกนักเรียนเป็นกลุ่มปกติ กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มมีปัญหา เพื่อกำหนดวิธีช่วยเหลือให้เหมาะสม

การคัดกรองคือการนำข้อมูลที่ได้จากขั้นรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลมาจำแนกนักเรียนออกเป็นกลุ่ม โดยทั่วไปคือกลุ่มปกติ กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มมีปัญหา เพื่อให้การส่งเสริม ป้องกัน หรือแก้ไขตรงกับสภาพจริงของแต่ละกลุ่ม ไม่ใช่การจัดชั้นเรียนตามผลการเรียนหรือการคัดหาผู้กระทำผิด และผลการคัดกรองต้องถือเป็นข้อมูลลับที่ใช้เพื่อการช่วยเหลือเท่านั้น

ข้อ 5

ครูพบว่านักเรียนคนหนึ่งมีร่องรอยฟกช้ำบ่อยครั้ง เก็บตัว และหลีกเลี่ยงการพูดถึงครอบครัว ครูควรดำเนินการอย่างไรเหมาะสมที่สุด

  1. 1.สอบถามนักเรียนต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้นเพื่อให้เพื่อนช่วยยืนยันข้อมูล
  2. 2.รอดูอาการต่อไปอีกหนึ่งภาคเรียนก่อนตัดสินใจ เพราะอาจเป็นอุบัติเหตุ
  3. 3.พูดคุยเป็นการส่วนตัวในบรรยากาศที่ปลอดภัย บันทึกข้อมูล แล้วรายงานผู้บริหารเพื่อส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  4. 4.เรียกผู้ปกครองมาพบทันทีเพื่อสอบถามและตักเตือน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. พูดคุยเป็นการส่วนตัวในบรรยากาศที่ปลอดภัย บันทึกข้อมูล แล้วรายงานผู้บริหารเพื่อส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

กรณีสงสัยว่ามีการทำร้ายเด็ก ครูควรพูดคุยเป็นการส่วนตัวในที่ปลอดภัย บันทึกข้อเท็จจริงที่สังเกตได้ แล้วส่งต่อตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนและกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก การสอบถามต่อหน้าเพื่อนเป็นการประจานและอาจทำให้เด็กปิดกั้น การรอดูอาการเป็นการละเลยหน้าที่ ส่วนการเรียกผู้ปกครองมาตักเตือนเองอาจทำให้เด็กถูกทำร้ายซ้ำ เพราะผู้ปกครองอาจเป็นผู้กระทำ

ข้อ 6

แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ที่เรียกย่อว่า IEP ใช้กับผู้เรียนกลุ่มใด

  1. 1.ผู้เรียนที่มีความบกพร่องหรือมีความต้องการจำเป็นพิเศษทางการศึกษา
  2. 2.ผู้เรียนที่มีผลการเรียนสูงกว่าเกณฑ์ทุกกลุ่มสาระ
  3. 3.ผู้เรียนที่ขาดเรียนเกินร้อยละ 20 ของเวลาเรียน
  4. 4.ผู้เรียนที่ย้ายมาจากสถานศึกษาต่างสังกัด
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ผู้เรียนที่มีความบกพร่องหรือมีความต้องการจำเป็นพิเศษทางการศึกษา

IEP (Individualized Education Program) คือแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล จัดทำสำหรับผู้เรียนที่มีความบกพร่องหรือมีความต้องการจำเป็นพิเศษ โดยกำหนดเป้าหมาย สิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละราย จัดทำร่วมกันระหว่างครู ผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้อง และต้องทบทวนตามระยะเวลาที่กำหนด

ข้อ 7

ข้อใดคือความหมายของ "การจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล" (Differentiated Instruction)

  1. 1.การแยกนักเรียนเก่งกับนักเรียนอ่อนออกเป็นคนละห้องอย่างถาวร
  2. 2.การลดเนื้อหาสำหรับนักเรียนที่เรียนช้าและเพิ่มเนื้อหาสำหรับนักเรียนที่เรียนเร็ว
  3. 3.การปรับเนื้อหา กระบวนการ ผลงาน หรือสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ให้สอดคล้องกับความพร้อม ความสนใจ และรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยยังมุ่งสู่มาตรฐานเดียวกัน
  4. 4.การให้นักเรียนเลือกเรียนวิชาใดก็ได้ตามความสนใจโดยไม่มีข้อกำหนด
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. การปรับเนื้อหา กระบวนการ ผลงาน หรือสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ให้สอดคล้องกับความพร้อม ความสนใจ และรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยยังมุ่งสู่มาตรฐานเดียวกัน

Differentiated Instruction คือการปรับองค์ประกอบของการสอน ได้แก่ เนื้อหา (content) กระบวนการ (process) ผลงาน (product) และสภาพแวดล้อม (learning environment) ให้ตอบสนองความพร้อม ความสนใจ และรูปแบบการเรียนรู้ที่ต่างกัน โดยเป้าหมายหรือมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นชุดเดียวกัน จุดที่มักเข้าใจผิดคือคิดว่าต้องลดมาตรฐานให้ผู้เรียนที่อ่อน ทั้งที่สิ่งที่ปรับคือเส้นทางไปสู่มาตรฐาน ไม่ใช่ตัวมาตรฐาน

ข้อ 8

กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ ข้อใดถูกต้อง

  1. 1.กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมนักเรียน และกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์
  2. 2.กิจกรรมลูกเสือ กิจกรรมชุมนุม และกิจกรรมกีฬา
  3. 3.กิจกรรมวิชาการ กิจกรรมวิชาชีพ และกิจกรรมจิตอาสา
  4. 4.กิจกรรมในห้องเรียน กิจกรรมนอกห้องเรียน และกิจกรรมออนไลน์
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมนักเรียน และกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเป็น 3 ลักษณะ คือ กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมนักเรียน (ซึ่งรวมลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์ นักศึกษาวิชาทหาร และกิจกรรมชุมนุมหรือชมรม) และกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ตัวลวงที่ใกล้เคียงคือการยกลูกเสือกับชุมนุมขึ้นมาเป็นลักษณะหลัก ทั้งที่ทั้งสองอย่างเป็นกิจกรรมย่อยภายใต้กิจกรรมนักเรียน

ข้อ 9

ครูควรปฏิบัติอย่างไรเมื่อพบว่านักเรียนถูกกลั่นแกล้ง (bullying) ในชั้นเรียน

  1. 1.บอกให้ผู้ถูกกระทำปรับตัวและอย่าใส่ใจ เพราะเป็นเรื่องปกติของวัยเด็ก
  2. 2.ให้ผู้กระทำและผู้ถูกกระทำเผชิญหน้ากันต่อหน้าชั้นเรียนเพื่อขอโทษกันทันที
  3. 3.หยุดพฤติกรรมทันที ดูแลความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำ แล้วพูดคุยแยกรายบุคคลก่อนวางแนวทางแก้ไขร่วมกัน
  4. 4.ลงโทษทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำเท่ากัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. หยุดพฤติกรรมทันที ดูแลความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำ แล้วพูดคุยแยกรายบุคคลก่อนวางแนวทางแก้ไขร่วมกัน

แนวปฏิบัติที่ยอมรับกันคือหยุดพฤติกรรมทันทีเพื่อความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำ จากนั้นพูดคุยแยกรายบุคคลเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงโดยไม่กดดัน แล้วจึงวางแนวทางแก้ไข การบอกให้ผู้ถูกกระทำอดทนคือการปล่อยให้ความรุนแรงดำเนินต่อ การบังคับขอโทษต่อหน้าชั้นมักซ้ำเติมผู้ถูกกระทำและไม่แก้ที่ต้นเหตุ ส่วนการลงโทษผู้ถูกกระทำด้วยเป็นความไม่เป็นธรรมอย่างชัดเจน

ข้อ 10

การทำ "การเยี่ยมบ้านนักเรียน" มีวัตถุประสงค์หลักตรงกับข้อใด

  1. 1.ตรวจสอบว่าผู้ปกครองมีฐานะเพียงพอจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายหรือไม่
  2. 2.ทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมและบริบทครอบครัวของผู้เรียน เพื่อใช้วางแผนดูแลช่วยเหลือ
  3. 3.แจ้งผลการเรียนและตักเตือนพฤติกรรมนักเรียนให้ผู้ปกครองทราบ
  4. 4.เก็บข้อมูลจำนวนสมาชิกในครัวเรือนตามที่หน่วยงานต้นสังกัดกำหนด
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมและบริบทครอบครัวของผู้เรียน เพื่อใช้วางแผนดูแลช่วยเหลือ

การเยี่ยมบ้านเป็นเครื่องมือของขั้น "รู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล" ในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน มุ่งให้ครูเข้าใจบริบทที่แวดล้อมผู้เรียน เช่น สภาพที่อยู่อาศัย ผู้ดูแล ความสัมพันธ์ในครอบครัว เพื่อออกแบบการช่วยเหลือให้ตรงจุด ไม่ใช่การไปตรวจสอบฐานะหรือไปตำหนิพฤติกรรม และข้อมูลที่ได้ต้องใช้อย่างระมัดระวังในฐานะข้อมูลส่วนบุคคล

ข้อ 11

ข้อใดเป็นการ "ส่งต่อภายใน" ตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

  1. 1.ครูประจำชั้นส่งนักเรียนให้ครูแนะแนวหรือฝ่ายปกครองของโรงเรียนช่วยดูแลต่อ
  2. 2.โรงเรียนส่งนักเรียนไปพบจิตแพทย์ที่โรงพยาบาล
  3. 3.โรงเรียนแจ้งเรื่องไปยังบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัด
  4. 4.โรงเรียนประสานตำรวจให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดต่อเด็ก
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ครูประจำชั้นส่งนักเรียนให้ครูแนะแนวหรือฝ่ายปกครองของโรงเรียนช่วยดูแลต่อ

การส่งต่อแบ่งเป็นสองระดับ คือส่งต่อภายในซึ่งยังอยู่ในโรงเรียน เช่น ครูประจำชั้นส่งให้ครูแนะแนว ครูฝ่ายปกครอง หรือผู้บริหาร และส่งต่อภายนอกซึ่งเกินขีดความสามารถของโรงเรียน เช่น ส่งโรงพยาบาล บ้านพักเด็กและครอบครัว หรือหน่วยงานยุติธรรม ตัวเลือกที่เหลือทั้งสามข้อล้วนเป็นการส่งต่อภายนอก

ข้อ 12

ในการให้คำปรึกษา ครูใช้คำถามว่า "ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง" คำถามลักษณะนี้เรียกว่าอะไร และมีข้อดีอย่างไร

  1. 1.คำถามปลายปิด ช่วยให้ได้คำตอบที่ชัดเจนและตรวจสอบได้
  2. 2.คำถามนำ ช่วยให้ผู้รับคำปรึกษาเห็นทางออกได้เร็วขึ้น
  3. 3.คำถามปลายเปิด ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้รับคำปรึกษาเล่าเรื่องด้วยมุมมองของตนเอง
  4. 4.คำถามเชิงประเมิน ช่วยให้ครูตัดสินได้ว่าใครถูกใครผิด
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. คำถามปลายเปิด ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้รับคำปรึกษาเล่าเรื่องด้วยมุมมองของตนเอง

คำถามปลายเปิดคือคำถามที่ตอบได้หลายทางและไม่จำกัดคำตอบไว้ล่วงหน้า ช่วยให้ผู้รับคำปรึกษาเล่าเรื่องตามมุมมองและลำดับความสำคัญของตนเอง ทำให้ครูได้ข้อมูลกว้างและเห็นความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ ต่างจากคำถามปลายปิดที่ได้เพียงใช่หรือไม่ใช่ และต่างจากคำถามนำซึ่งชี้นำคำตอบจนได้ข้อมูลที่บิดเบือน

ข้อ 13

ทฤษฎีการให้คำปรึกษาแบบผู้รับบริการเป็นศูนย์กลางของคาร์ล โรเจอร์ส เน้นคุณลักษณะสำคัญของผู้ให้คำปรึกษาในข้อใด

  1. 1.ความเชี่ยวชาญในการวินิจฉัยปัญหาและสั่งการแก้ไข
  2. 2.การยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข ความเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น และความจริงใจ
  3. 3.ความสามารถในการโน้มน้าวให้ผู้รับคำปรึกษาเปลี่ยนความคิด
  4. 4.การใช้แบบทดสอบทางจิตวิทยาประกอบการตัดสินใจ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. การยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข ความเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น และความจริงใจ

โรเจอร์สเสนอว่าเงื่อนไขสำคัญสามประการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ การยอมรับผู้รับคำปรึกษาอย่างไม่มีเงื่อนไข (unconditional positive regard) ความเข้าใจความรู้สึกของเขาราวกับเป็นตัวเขาเอง (empathy) และความจริงใจไม่เสแสร้ง (genuineness) ทฤษฎีนี้เชื่อว่าคนเรามีศักยภาพแก้ปัญหาของตนเองได้ ผู้ให้คำปรึกษาจึงเป็นผู้สร้างบรรยากาศที่ปลอดภัย ไม่ใช่ผู้ตัดสินหรือสั่งการ

ข้อ 14

บริการแนะแนวในสถานศึกษา ประกอบด้วย 5 บริการ ข้อใด "ไม่ใช่" หนึ่งในนั้น

  1. 1.บริการศึกษาและรวบรวมข้อมูลเป็นรายบุคคล
  2. 2.บริการสนเทศ
  3. 3.บริการให้คำปรึกษา
  4. 4.บริการรักษาพยาบาลเบื้องต้น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. บริการรักษาพยาบาลเบื้องต้น

บริการแนะแนวมี 5 บริการ ได้แก่ บริการศึกษาและรวบรวมข้อมูลเป็นรายบุคคล บริการสนเทศ บริการให้คำปรึกษา บริการจัดวางตัวบุคคล และบริการติดตามและประเมินผล ส่วนบริการรักษาพยาบาลเบื้องต้นเป็นงานอนามัยโรงเรียน แม้จะเป็นงานสวัสดิภาพนักเรียนเหมือนกันแต่ไม่ใช่บริการแนะแนวตามโครงสร้างนี้

ข้อ 15

ประกาศกระทรวงศึกษาธิการกำหนดประเภทของคนพิการทางการศึกษาไว้กี่ประเภท

  1. 1.5 ประเภท
  2. 2.7 ประเภท
  3. 3.9 ประเภท
  4. 4.11 ประเภท
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. 9 ประเภท

กำหนดไว้ 9 ประเภท ได้แก่ บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น ทางการได้ยิน ทางสติปัญญา ทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ ทางการเรียนรู้ ทางการพูดและภาษา ทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ บุคคลออทิสติก และบุคคลพิการซ้อน การจำแนกนี้ใช้เป็นฐานในการจัดสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาให้ตรงกับความต้องการจำเป็นของผู้เรียนแต่ละราย

ข้อ 16

นักเรียนคนหนึ่งมีสติปัญญาปกติ พูดคุยเข้าใจดี แต่อ่านสะกดคำผิดซ้ำ ๆ สลับตัวอักษร และเขียนช้ากว่าเพื่อนมาก ลักษณะนี้เข้าข่ายข้อใด

  1. 1.ความบกพร่องทางสติปัญญา
  2. 2.ความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities)
  3. 3.ภาวะสมาธิสั้น
  4. 4.ความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities)

ความบกพร่องทางการเรียนรู้คือความยากลำบากเฉพาะด้านการอ่าน การเขียน หรือการคำนวณ ในผู้ที่มีระดับสติปัญญาปกติและไม่ได้เกิดจากการขาดโอกาสทางการศึกษา จุดสังเกตสำคัญคือ "สติปัญญาปกติแต่ทักษะเฉพาะด้านต่ำผิดปกติ" ซึ่งแยกจากความบกพร่องทางสติปัญญาที่ต่ำทั้งภาพรวม ครูควรส่งต่อเพื่อคัดกรองและจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ไม่ใช่สรุปว่านักเรียนขี้เกียจ

ข้อ 17

แนวทางการจัดการชั้นเรียนสำหรับนักเรียนที่มีภาวะสมาธิสั้น ข้อใดเหมาะสมที่สุด

  1. 1.ให้นั่งหลังห้องเพื่อไม่ให้รบกวนเพื่อน
  2. 2.จัดที่นั่งใกล้ครูและห่างจากสิ่งรบกวน แบ่งงานเป็นช่วงสั้น ๆ และให้ข้อมูลย้อนกลับบ่อยครั้ง
  3. 3.เพิ่มปริมาณงานให้มากขึ้นเพื่อฝึกความอดทน
  4. 4.แยกให้นั่งเรียนคนเดียวตลอดคาบเพื่อลดสิ่งเร้า
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. จัดที่นั่งใกล้ครูและห่างจากสิ่งรบกวน แบ่งงานเป็นช่วงสั้น ๆ และให้ข้อมูลย้อนกลับบ่อยครั้ง

แนวปฏิบัติที่ยอมรับกันคือจัดที่นั่งใกล้ครูและห่างจากสิ่งรบกวนอย่างประตูหรือหน้าต่าง แบ่งงานยาวเป็นช่วงสั้นที่ทำสำเร็จได้ ให้คำสั่งสั้นและชัดครั้งละอย่าง และให้ข้อมูลย้อนกลับทันทีและบ่อยครั้ง การให้นั่งหลังห้องทำให้เสียสมาธิยิ่งขึ้น การเพิ่มปริมาณงานทำให้ล้มเหลวซ้ำ และการแยกนั่งคนเดียวตลอดเวลาเป็นการตีตราซึ่งกระทบต่อพัฒนาการทางสังคม

ข้อ 18

การจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษ (Gifted) ข้อใดเหมาะสมที่สุด

  1. 1.ให้ทำแบบฝึกหัดชุดเดิมซ้ำอีกหลายรอบเพราะทำเสร็จก่อนเพื่อน
  2. 2.ให้ช่วยครูตรวจงานเพื่อนแทนการเรียนเนื้อหาเพิ่ม
  3. 3.ขยายความลึกและความซับซ้อนของงาน เช่น ให้ทำโครงงานที่ต้องสืบค้นและสร้างสรรค์ด้วยตนเอง
  4. 4.ให้ข้ามชั้นเรียนทันทีโดยไม่ต้องประเมินความพร้อมด้านอื่น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. ขยายความลึกและความซับซ้อนของงาน เช่น ให้ทำโครงงานที่ต้องสืบค้นและสร้างสรรค์ด้วยตนเอง

การพัฒนาผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษใช้สองแนวทางหลัก คือการขยายความลึกและความซับซ้อนของเนื้อหา (enrichment) และการเร่งรัดตามศักยภาพ (acceleration) ซึ่งต้องประเมินความพร้อมทางอารมณ์และสังคมประกอบด้วย การให้ทำแบบฝึกหัดเดิมซ้ำหรือใช้เป็นผู้ช่วยครูแทนการเรียน เป็นการปล่อยให้ศักยภาพสูญเปล่าและอาจทำให้เบื่อหน่ายจนเกิดปัญหาพฤติกรรม

ข้อ 19

สัญญาณเตือนใดที่ครูควรถือเป็นเรื่องเร่งด่วนและส่งต่อทันที

  1. 1.นักเรียนสอบตกวิชาหนึ่งในภาคเรียนนี้
  2. 2.นักเรียนพูดถึงการทำร้ายตนเอง แจกของใช้ส่วนตัวให้เพื่อน และแยกตัวจากสังคมอย่างชัดเจน
  3. 3.นักเรียนเปลี่ยนกลุ่มเพื่อนสนิทในช่วงเปิดเทอม
  4. 4.นักเรียนขอย้ายที่นั่งในห้องเรียน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. นักเรียนพูดถึงการทำร้ายตนเอง แจกของใช้ส่วนตัวให้เพื่อน และแยกตัวจากสังคมอย่างชัดเจน

การพูดถึงการทำร้ายตนเองหรือความตาย การแจกของใช้ส่วนตัว การแยกตัว ความสิ้นหวัง และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างฉับพลัน เป็นสัญญาณเตือนที่ต้องถือเป็นเรื่องเร่งด่วนเสมอ ครูควรอยู่กับนักเรียนไม่ปล่อยให้อยู่ลำพัง รับฟังโดยไม่ตัดสิน และส่งต่อครูแนะแนวหรือผู้เชี่ยวชาญทันที ข้อห้ามสำคัญคืออย่าให้สัญญาว่าจะเก็บเป็นความลับ เพราะกรณีเสี่ยงต่อชีวิตเป็นข้อยกเว้นของการรักษาความลับ

ข้อ 20

ขั้นตอนแรกของกระบวนการให้คำปรึกษาคือข้อใด

  1. 1.สร้างสัมพันธภาพและความไว้วางใจกับผู้รับคำปรึกษา
  2. 2.กำหนดทางเลือกในการแก้ปัญหา
  3. 3.ลงมือปฏิบัติตามแผนที่วางไว้
  4. 4.ติดตามและประเมินผล
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. สร้างสัมพันธภาพและความไว้วางใจกับผู้รับคำปรึกษา

กระบวนการให้คำปรึกษาโดยทั่วไปเริ่มจากการสร้างสัมพันธภาพและความไว้วางใจ ตามด้วยการสำรวจและทำความเข้าใจปัญหา การกำหนดเป้าหมายและทางเลือก การตัดสินใจและลงมือปฏิบัติ และการยุติพร้อมติดตามผล ขั้นแรกสำคัญที่สุดเพราะถ้าผู้รับคำปรึกษาไม่ไว้วางใจ ข้อมูลที่ได้จะไม่ตรงกับความจริงและขั้นตอนที่เหลือทั้งหมดจะตั้งอยู่บนฐานที่ผิด

ข้อ 21

ข้อใดคือความแตกต่างสำคัญระหว่าง "การแนะแนว" (Guidance) กับ "การให้คำปรึกษา" (Counseling)

  1. 1.การแนะแนวใช้กับนักเรียนที่มีปัญหา ส่วนการให้คำปรึกษาใช้กับนักเรียนปกติ
  2. 2.การแนะแนวเป็นงานกว้างที่ครอบคลุมการช่วยเหลือผู้เรียนทุกคน ส่วนการให้คำปรึกษาเป็นบริการหนึ่งที่เจาะลึกเป็นรายบุคคลหรือกลุ่มเล็ก
  3. 3.การแนะแนวทำโดยครูทุกคน ส่วนการให้คำปรึกษาทำโดยผู้บริหารเท่านั้น
  4. 4.ทั้งสองคำมีความหมายเหมือนกันทุกประการ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. การแนะแนวเป็นงานกว้างที่ครอบคลุมการช่วยเหลือผู้เรียนทุกคน ส่วนการให้คำปรึกษาเป็นบริการหนึ่งที่เจาะลึกเป็นรายบุคคลหรือกลุ่มเล็ก

การแนะแนวเป็นงานกว้างที่มุ่งช่วยให้ผู้เรียนทุกคนรู้จักตนเอง ตัดสินใจ และปรับตัวได้ ครอบคลุมทั้งด้านการศึกษา อาชีพ และส่วนตัวสังคม ส่วนการให้คำปรึกษาเป็นหนึ่งใน 5 บริการของงานแนะแนว ซึ่งเป็นกระบวนการเจาะลึกระหว่างผู้ให้คำปรึกษากับผู้รับคำปรึกษาเป็นรายบุคคลหรือกลุ่มเล็ก ความสัมพันธ์จึงเป็นส่วนย่อยอยู่ในส่วนใหญ่ ไม่ใช่คนละเรื่องกัน

ข้อ 22

ครูใช้การสังเกตพฤติกรรมนักเรียนเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูล ข้อใดเป็นการบันทึกที่ถูกต้องตามหลักการ

  1. 1."นักเรียนก้าวร้าวและไม่มีสัมมาคารวะ"
  2. 2."นักเรียนเป็นเด็กมีปัญหาทางบ้านจึงมีพฤติกรรมแบบนี้"
  3. 3."เวลา 10.15 น. นักเรียนลุกจากที่นั่ง 4 ครั้งใน 20 นาที และพูดแทรกขณะเพื่อนตอบคำถาม 3 ครั้ง"
  4. 4."นักเรียนไม่ตั้งใจเรียนเหมือนทุกวัน"
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. "เวลา 10.15 น. นักเรียนลุกจากที่นั่ง 4 ครั้งใน 20 นาที และพูดแทรกขณะเพื่อนตอบคำถาม 3 ครั้ง"

การบันทึกการสังเกตที่ดีต้องระบุพฤติกรรมที่สังเกตเห็นได้จริงพร้อมความถี่และช่วงเวลา โดยแยกข้อเท็จจริงออกจากการตีความและการตัดสิน คำอย่าง "ก้าวร้าว" "ไม่ตั้งใจ" หรือ "มีปัญหาทางบ้าน" เป็นข้อสรุปของผู้บันทึก ไม่ใช่สิ่งที่สังเกตเห็น การบันทึกเชิงพฤติกรรมทำให้ครูเห็นรูปแบบและวัดผลการช่วยเหลือได้ และป้องกันการตีตราผู้เรียนด้วย

ข้อ 23

ในการช่วยเหลือนักเรียนที่ประสบปัญหา แนวคิด "การเสริมพลัง" (Empowerment) ต่างจากการสงเคราะห์อย่างไร

  1. 1.การเสริมพลังให้ความช่วยเหลือเป็นตัวเงินเท่านั้น
  2. 2.การเสริมพลังมุ่งให้ผู้เรียนเห็นศักยภาพและตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยตนเองได้ในระยะยาว ไม่ใช่เพียงรับความช่วยเหลือไปเรื่อย ๆ
  3. 3.การเสริมพลังใช้ได้เฉพาะกับนักเรียนที่เรียนดี
  4. 4.การเสริมพลังต้องดำเนินการโดยหน่วยงานภายนอกเท่านั้น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. การเสริมพลังมุ่งให้ผู้เรียนเห็นศักยภาพและตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยตนเองได้ในระยะยาว ไม่ใช่เพียงรับความช่วยเหลือไปเรื่อย ๆ

การสงเคราะห์แก้ปัญหาเฉพาะหน้าและอาจทำให้ผู้รับพึ่งพาต่อเนื่อง ส่วนการเสริมพลังมุ่งให้ผู้เรียนและครอบครัวมองเห็นทรัพยากรและศักยภาพที่ตนมี ตัดสินใจเอง และจัดการปัญหาได้ในระยะยาว ในทางปฏิบัติครูควรใช้ทั้งสองอย่างประกอบกัน คือช่วยเหลือเฉพาะหน้าเมื่อจำเป็น พร้อมกับสร้างความสามารถให้ผู้เรียนยืนได้ด้วยตนเอง

ข้อ 24

การสื่อสารกับผู้เรียนที่มีภาวะออทิสติกสเปกตรัม ข้อใดเหมาะสมที่สุด

  1. 1.ใช้คำสั่งที่ยาวและซับซ้อนเพื่อฝึกความเข้าใจภาษา
  2. 2.ใช้คำพูดที่ชัดเจนตรงไปตรงมา หลีกเลี่ยงสำนวนเปรียบเทียบ และใช้สื่อภาพประกอบ
  3. 3.บังคับให้สบตาตลอดเวลาที่พูดคุย
  4. 4.เปลี่ยนกิจวัตรและลำดับกิจกรรมบ่อย ๆ เพื่อฝึกการปรับตัว
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ใช้คำพูดที่ชัดเจนตรงไปตรงมา หลีกเลี่ยงสำนวนเปรียบเทียบ และใช้สื่อภาพประกอบ

ผู้เรียนที่มีภาวะออทิสติกมักตีความภาษาตามตัวอักษร จึงควรใช้คำพูดชัดเจนตรงไปตรงมาและหลีกเลี่ยงสำนวนเปรียบเทียบ พร้อมใช้สื่อภาพหรือตารางกิจกรรมช่วย นอกจากนี้ควรรักษาความคงเส้นคงวาของกิจวัตร เพราะการเปลี่ยนแปลงกะทันหันมักก่อความวิตกกังวลสูง ส่วนการบังคับสบตาอาจสร้างความอึดอัดโดยไม่จำเป็นและไม่ได้ช่วยให้สื่อสารดีขึ้น

ข้อ 25

ข้อใดเป็นข้อควรหลีกเลี่ยงมากที่สุดในการให้คำปรึกษาแก่นักเรียน

  1. 1.สรุปทวนสิ่งที่นักเรียนเล่าเพื่อตรวจสอบความเข้าใจ
  2. 2.ใช้ความเงียบเพื่อให้นักเรียนได้เรียบเรียงความคิด
  3. 3.ตัดสินและตำหนิพฤติกรรมของนักเรียนระหว่างที่กำลังเล่าเรื่อง
  4. 4.สะท้อนความรู้สึกที่รับรู้ได้จากคำพูดและท่าทีของนักเรียน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. ตัดสินและตำหนิพฤติกรรมของนักเรียนระหว่างที่กำลังเล่าเรื่อง

การตัดสินหรือตำหนิระหว่างที่ผู้รับคำปรึกษากำลังเล่า ทำให้เขาปิดกั้นและไม่เปิดเผยข้อมูลจริง ซึ่งทำลายเงื่อนไขพื้นฐานของการให้คำปรึกษาคือการยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข ส่วนการสรุปทวน การสะท้อนความรู้สึก และการใช้ความเงียบอย่างเหมาะสม ล้วนเป็นทักษะที่ช่วยให้ผู้รับคำปรึกษารู้สึกได้รับการรับฟังและเรียบเรียงความคิดของตนได้

ฝึกทำแบบจับเวลาและสุ่มข้อใหม่ทุกรอบ

โหมดฝึกจะสุ่มข้อใหม่ให้ทุกครั้ง เฉลยทันทีหลังตอบ และถ้าเข้าสู่ระบบไว้ระบบจะจำว่าคุณทำข้อไหนไปแล้ว พร้อมเก็บข้อที่ตอบผิดไว้ให้กลับมาแก้ตัว

เทคนิคทำข้อสอบวิชาความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอน

  • ข้อสอบส่วนใหญ่เป็นสถานการณ์ในห้องเรียน ให้เลือกคำตอบที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางไว้ก่อน
  • แยกการวัดผลระหว่างเรียนกับการวัดผลสรุปรวมให้ขาด เป็นจุดที่ตัวเลือกลวงชอบเล่น
  • จิตวิทยาพัฒนาการต้องจำชื่อทฤษฎีคู่กับเจ้าของทฤษฎีและขั้นพัฒนาการให้ได้
  • การวิจัยในชั้นเรียนเน้นขั้นตอนและการเลือกเครื่องมือ ไม่ได้ถามสถิติลึก

หัวข้ออื่นในวิชาความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอน

คำถามที่พบบ่อย

ข้อสอบจิตวิทยาการให้คำปรึกษาและการพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ ออกสอบในสนามไหนบ้าง

หัวข้อจิตวิทยาการให้คำปรึกษาและการพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ อยู่ในวิชาความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งใช้สอบในครูผู้ช่วย ภาค ข (ไม่รวมวิชาเอก) ในเว็บนี้มีข้อสอบหัวข้อนี้ทั้งหมด 25 ข้อ

แนวข้อสอบจิตวิทยาการให้คำปรึกษาและการพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ มีเฉลยอธิบายไหม

ทุกข้อมีเฉลยพร้อมคำอธิบายว่าทำไมตัวเลือกนั้นถึงถูก และหน้านี้เปิดให้อ่านครบทั้ง 25 ข้อฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก

ฝึกทำข้อสอบจิตวิทยาการให้คำปรึกษาและการพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ ต้องเสียเงินไหม

ไม่เสียค่าใช้จ่าย ใช้ได้ฟรีทั้งหมด ไม่ต้องสมัครสมาชิกก็เริ่มฝึกได้ แต่ถ้าเข้าสู่ระบบ ระบบจะจำว่าทำข้อไหนไปแล้วและเก็บข้อที่ตอบผิดไว้ให้กลับมาทบทวน