คลังแนวข้อสอบกระดานอันดับ

แนวข้อสอบการวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน 25 ข้อ พร้อมเฉลย

ในคลัง 25 ข้อวิชาความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอนครูผู้ช่วย ภาค ข (ไม่รวมวิชาเอก)

หน้านี้รวมแนวข้อสอบหัวข้อการวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน จำนวน 25 ข้อ พร้อมเฉลยและคำอธิบายว่าทำไมตัวเลือกนั้นถึงถูก ทุกข้อจัดทำขึ้นใหม่ตามผังการออกข้อสอบ ไม่ใช่ข้อสอบเก่าของหน่วยงานใด อ่านฟรีทั้งหมดโดยไม่ต้องสมัครสมาชิก

ข้อสอบการวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน พร้อมเฉลย ครบทั้ง 25 ข้อ

ข้อ 1

วงจรการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (PAOR) ของ Kemmis และ McTaggart ประกอบด้วยขั้นตอนตามลำดับในข้อใด

  1. 1.Plan → Act → Observe → Reflect
  2. 2.Problem → Analysis → Outcome → Report
  3. 3.Prepare → Assess → Organize → Review
  4. 4.Plan → Observe → Act → Record
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. Plan → Act → Observe → Reflect

PAOR ย่อมาจาก Plan (วางแผน) Act (ปฏิบัติ) Observe (สังเกตหรือเก็บข้อมูล) และ Reflect (สะท้อนผล) แล้ววนกลับไปวางแผนรอบใหม่จากสิ่งที่เรียนรู้ ลักษณะที่เป็นวงจรซ้ำ ๆ นี้คือหัวใจของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ต่างจากการวิจัยทั่วไปที่จบเป็นเส้นตรงเมื่อรายงานผลเสร็จ จุดที่มักสลับคือ Act ต้องมาก่อน Observe เพราะต้องลงมือก่อนจึงจะมีอะไรให้สังเกต

ข้อ 2

การวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Action Research) มีจุดมุ่งหมายหลักตรงกับข้อใด

  1. 1.สร้างทฤษฎีใหม่ทางการศึกษาเพื่อเผยแพร่ในวารสารระดับนานาชาติ
  2. 2.แก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนในชั้นเรียนที่ครูรับผิดชอบอยู่
  3. 3.เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ระหว่างโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ
  4. 4.ประเมินผลการปฏิบัติงานของครูเพื่อใช้ในการเลื่อนวิทยฐานะ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. แก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนในชั้นเรียนที่ครูรับผิดชอบอยู่

การวิจัยในชั้นเรียนเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่ครูทำในบริบทห้องเรียนของตนเอง เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ตนสอนอยู่ ผลที่ได้มุ่งใช้ปรับปรุงการสอนทันที ไม่ได้มุ่งสร้างข้อสรุปทั่วไปที่นำไปใช้กับประชากรวงกว้างเหมือนงานวิจัยเชิงวิชาการ แม้ผลงานวิจัยในชั้นเรียนจะใช้ประกอบการขอวิทยฐานะได้ แต่นั่นเป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่จุดมุ่งหมาย

ข้อ 3

ครูสังเกตว่านักเรียนชั้นหนึ่งอ่านจับใจความไม่ได้ จึงออกแบบชุดกิจกรรมใหม่ ทดลองใช้ 6 สัปดาห์ แล้ววัดผลก่อนและหลัง งานนี้จัดเป็นการวิจัยแบบใด

  1. 1.การวิจัยเชิงสำรวจ
  2. 2.การวิจัยเชิงทดลองหรือกึ่งทดลอง
  3. 3.การวิจัยเชิงคุณภาพแบบชาติพันธุ์วรรณนา
  4. 4.การวิจัยเอกสาร
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. การวิจัยเชิงทดลองหรือกึ่งทดลอง

งานที่มีการจัดกระทำ (treatment) แล้ววัดผลเปรียบเทียบก่อนกับหลัง จัดเป็นการวิจัยเชิงทดลอง แต่เนื่องจากชั้นเรียนจริงสุ่มผู้เรียนเข้ากลุ่มไม่ได้ จึงมักเรียกว่าการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental) แบบที่ใช้กันมากในชั้นเรียนคือ One Group Pretest-Posttest Design ส่วนการวิจัยเชิงสำรวจเพียงเก็บข้อมูลสภาพที่เป็นอยู่โดยไม่จัดกระทำใด

ข้อ 4

ในรายงานวิจัยในชั้นเรียน ส่วนที่ระบุ "สิ่งที่ผู้วิจัยต้องการรู้" และเป็นตัวกำหนดวิธีเก็บข้อมูล คือส่วนใด

  1. 1.ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
  2. 2.วัตถุประสงค์ของการวิจัย
  3. 3.ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
  4. 4.ข้อเสนอแนะ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย

วัตถุประสงค์ของการวิจัยคือข้อความที่ระบุชัดว่าผู้วิจัยต้องการรู้อะไร และเป็นตัวกำหนดทั้งกลุ่มเป้าหมาย เครื่องมือ วิธีเก็บข้อมูล และวิธีวิเคราะห์ ส่วนความเป็นมาและความสำคัญอธิบายเหตุผลว่าทำไมต้องทำ ส่วนประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับระบุผลที่จะเกิดหลังงานเสร็จ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือเขียนวัตถุประสงค์กว้างจนวัดไม่ได้ ทำให้ออกแบบเครื่องมือไม่ตรง

ข้อ 5

ในการวิจัยที่ศึกษาผลของวิธีสอนแบบใหม่ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตัวแปรต้นและตัวแปรตามคือข้อใด

  1. 1.ตัวแปรต้นคือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตัวแปรตามคือวิธีสอน
  2. 2.ตัวแปรต้นคือวิธีสอนแบบใหม่ ตัวแปรตามคือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
  3. 3.ทั้งสองเป็นตัวแปรต้น เพราะเปลี่ยนแปลงได้ทั้งคู่
  4. 4.ทั้งสองเป็นตัวแปรตาม เพราะขึ้นกับตัวผู้เรียน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ตัวแปรต้นคือวิธีสอนแบบใหม่ ตัวแปรตามคือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

ตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระคือสิ่งที่ผู้วิจัยจัดกระทำหรือกำหนดขึ้น ในที่นี้คือวิธีสอนแบบใหม่ ส่วนตัวแปรตามคือผลที่คาดว่าจะเปลี่ยนแปลงตามตัวแปรต้น ในที่นี้คือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิธีจำง่าย ๆ คือตัวแปรต้นเป็น "เหตุ" ที่ครูควบคุมได้ ส่วนตัวแปรตามเป็น "ผล" ที่ครูวัด นอกจากนี้ยังอาจมีตัวแปรแทรกซ้อน เช่น ความรู้เดิม ซึ่งต้องควบคุมไว้

ข้อ 6

จรรยาบรรณการวิจัยข้อใดสำคัญที่สุดเมื่อครูทำวิจัยที่เก็บข้อมูลจากนักเรียนของตนเอง

  1. 1.ต้องเผยแพร่ผลการวิจัยในวารสารที่มีผู้ประเมินอิสระ
  2. 2.ต้องใช้สถิติขั้นสูงเพื่อให้ผลน่าเชื่อถือ
  3. 3.ต้องรักษาความลับของผู้ให้ข้อมูล ไม่เปิดเผยชื่อ และไม่ให้การเข้าร่วมกระทบต่อคะแนนของผู้เรียน
  4. 4.ต้องเก็บข้อมูลจากนักเรียนทุกคนในโรงเรียนเพื่อให้กลุ่มตัวอย่างใหญ่พอ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. ต้องรักษาความลับของผู้ให้ข้อมูล ไม่เปิดเผยชื่อ และไม่ให้การเข้าร่วมกระทบต่อคะแนนของผู้เรียน

เมื่อผู้วิจัยเป็นครูของผู้ให้ข้อมูลเอง จะมีความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ทำให้นักเรียนรู้สึกปฏิเสธไม่ได้ จรรยาบรรณจึงเรียกร้องให้รักษาความลับ ไม่ระบุตัวตนในรายงาน และแยกการเข้าร่วมวิจัยออกจากการให้คะแนนอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้ผู้เรียนเสียประโยชน์จากการไม่เข้าร่วม ส่วนการใช้สถิติขั้นสูงหรือกลุ่มตัวอย่างใหญ่เป็นเรื่องระเบียบวิธี ไม่ใช่จรรยาบรรณ

ข้อ 7

ค่าสถิติใดเหมาะสมที่สุดสำหรับบรรยาย "ระดับความคิดเห็นเฉลี่ย" ที่ได้จากแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ

  1. 1.ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
  2. 2.ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์
  3. 3.ค่าไคสแควร์
  4. 4.ค่าสถิติทดสอบที (t-test)
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

การบรรยายระดับความคิดเห็นจากมาตรประมาณค่าใช้สถิติเชิงบรรยาย คือค่าเฉลี่ยเพื่อบอกระดับ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเพื่อบอกการกระจายของความคิดเห็น ส่วนสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ใช้ดูความสัมพันธ์ระหว่างสองตัวแปร ไคสแควร์ใช้กับข้อมูลเชิงความถี่ และ t-test ใช้เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างสองกลุ่มหรือสองครั้ง ซึ่งเป็นสถิติเชิงอ้างอิงคนละวัตถุประสงค์

ข้อ 8

ครูต้องการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนกับหลังเรียนของนักเรียนกลุ่มเดียวกัน ควรใช้สถิติใด

  1. 1.t-test แบบกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน
  2. 2.t-test แบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent/Paired)
  3. 3.การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว
  4. 4.ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. t-test แบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent/Paired)

เมื่อวัดคนกลุ่มเดียวกันสองครั้ง คะแนนทั้งสองชุดจับคู่กันได้เป็นรายบุคคล จึงต้องใช้ t-test แบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน หรือที่เรียกว่า paired-samples t-test ถ้าใช้แบบสองกลุ่มอิสระจะเสียข้อมูลการจับคู่และทำให้ผลคลาดเคลื่อน ส่วนค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคใช้ประมาณความเชื่อมั่นของเครื่องมือ ไม่ใช่การเปรียบเทียบคะแนน

ข้อ 9

การหาคุณภาพเครื่องมือวิจัยด้วยการให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ แล้วคำนวณค่าดัชนี เรียกค่าดัชนีนี้ว่าอะไร

  1. 1.ค่า IOC (Index of Item-Objective Congruence)
  2. 2.ค่า KR-20
  3. 3.ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา
  4. 4.ค่าอำนาจจำแนก
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ค่า IOC (Index of Item-Objective Congruence)

ค่า IOC คือดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ ได้จากการให้ผู้เชี่ยวชาญให้คะแนน +1 (สอดคล้อง) 0 (ไม่แน่ใจ) หรือ -1 (ไม่สอดคล้อง) แล้วหาค่าเฉลี่ย โดยทั่วไปข้อที่ใช้ได้ควรมีค่าตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป ค่านี้ใช้ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ส่วน KR-20 และสัมประสิทธิ์แอลฟาใช้ประมาณความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นคุณสมบัติคนละตัว

ข้อ 10

ข้อใดเป็นการเขียน "ปัญหาวิจัย" ในชั้นเรียนที่เหมาะสมที่สุด

  1. 1.ทำอย่างไรให้การศึกษาไทยมีคุณภาพทัดเทียมนานาชาติ
  2. 2.นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 จำนวน 8 คน อ่านคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตราไม่ได้ จะพัฒนาด้วยวิธีใด
  3. 3.เหตุใดผู้ปกครองจึงไม่ให้ความร่วมมือกับโรงเรียน
  4. 4.ครูควรได้รับเงินเดือนเท่าใดจึงจะเหมาะสมกับภาระงาน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 จำนวน 8 คน อ่านคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตราไม่ได้ จะพัฒนาด้วยวิธีใด

ปัญหาวิจัยในชั้นเรียนที่ดีต้องเฉพาะเจาะจง ระบุกลุ่มเป้าหมายและอาการของปัญหาชัดเจน อยู่ในวิสัยที่ครูจะจัดการได้ และวัดผลได้จริง ตัวเลือกที่ระบุชั้นเรียน จำนวนนักเรียน และลักษณะปัญหาที่แน่ชัดจึงเหมาะสมที่สุด ส่วนคำถามระดับนโยบายอย่างคุณภาพการศึกษาทั้งประเทศหรือเงินเดือนครู อยู่นอกขอบเขตที่ครูผู้สอนคนหนึ่งจะแก้ได้ในชั้นเรียนของตน

ข้อ 11

การเก็บข้อมูลจากหลายแหล่งหรือหลายวิธีเพื่อยืนยันข้อค้นพบเดียวกัน เรียกว่าอะไร

  1. 1.การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น
  2. 2.การตรวจสอบสามเส้า (Triangulation)
  3. 3.การวิเคราะห์เนื้อหา
  4. 4.การทดสอบนำร่อง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. การตรวจสอบสามเส้า (Triangulation)

การตรวจสอบสามเส้าคือการใช้ข้อมูลจากหลายแหล่ง หลายวิธี หลายผู้เก็บ หรือหลายช่วงเวลา มายืนยันข้อค้นพบเดียวกัน เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ เช่น ครูสรุปว่านักเรียนเข้าใจบทเรียนขึ้น โดยดูจากคะแนนทดสอบ การสังเกตพฤติกรรมในชั้น และการสัมภาษณ์ผู้เรียนประกอบกัน วิธีนี้สำคัญเป็นพิเศษในงานวิจัยชั้นเรียนที่กลุ่มตัวอย่างเล็กจนสถิติอย่างเดียวยังไม่หนักแน่นพอ

ข้อ 12

หลังจากทำวิจัยในชั้นเรียนเสร็จแล้ว สิ่งที่ครูควรทำเป็นลำดับถัดไปเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดคือข้อใด

  1. 1.เก็บรายงานไว้เป็นหลักฐานประกอบการประเมินผลงานเท่านั้น
  2. 2.นำผลไปปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ในรอบถัดไป และแลกเปลี่ยนกับเพื่อนครูผ่านกระบวนการ PLC
  3. 3.ส่งรายงานให้เขตพื้นที่การศึกษาแล้วเริ่มหัวข้อใหม่ทันที
  4. 4.เผยแพร่ข้อมูลรายบุคคลของนักเรียนเพื่อความโปร่งใสของผลการวิจัย
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. นำผลไปปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ในรอบถัดไป และแลกเปลี่ยนกับเพื่อนครูผ่านกระบวนการ PLC

การวิจัยในชั้นเรียนเป็นวงจรที่ไม่จบเมื่อเขียนรายงานเสร็จ ผลที่ได้ต้องถูกนำกลับไปปรับการสอนรอบถัดไป และการแลกเปลี่ยนผ่านชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพทำให้ความรู้กระจายไปสู่เพื่อนครูที่เจอปัญหาคล้ายกัน การเก็บรายงานไว้เฉย ๆ ทำให้เสียเป้าหมายเดิมของการวิจัย ส่วนการเปิดเผยข้อมูลรายบุคคลของนักเรียนเป็นการละเมิดจรรยาบรรณและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ข้อ 13

ความแตกต่างระหว่าง "ประชากร" กับ "กลุ่มตัวอย่าง" ในการวิจัยคือข้อใด

  1. 1.ประชากรคือกลุ่มทั้งหมดที่ผู้วิจัยต้องการศึกษา ส่วนกลุ่มตัวอย่างคือส่วนหนึ่งของประชากรที่เลือกมาเป็นตัวแทน
  2. 2.ประชากรคือผู้ที่ตอบแบบสอบถามจริง ส่วนกลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่ได้รับแบบสอบถาม
  3. 3.ประชากรใช้ในการวิจัยเชิงคุณภาพ ส่วนกลุ่มตัวอย่างใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ
  4. 4.ทั้งสองคำใช้แทนกันได้เสมอ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ประชากรคือกลุ่มทั้งหมดที่ผู้วิจัยต้องการศึกษา ส่วนกลุ่มตัวอย่างคือส่วนหนึ่งของประชากรที่เลือกมาเป็นตัวแทน

ประชากรคือกลุ่มทั้งหมดที่ผู้วิจัยต้องการศึกษาและสรุปผลไปถึง ส่วนกลุ่มตัวอย่างคือส่วนหนึ่งที่เลือกมาศึกษาแทน เพราะเก็บข้อมูลทั้งประชากรมักเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ หัวใจอยู่ที่กลุ่มตัวอย่างต้องเป็นตัวแทนที่ดี ในการวิจัยในชั้นเรียนมักศึกษากับนักเรียนทั้งห้องซึ่งถือเป็นประชากรทั้งหมด จึงไม่ต้องสุ่มตัวอย่างและไม่ต้องอ้างอิงไปยังกลุ่มอื่น

ข้อ 14

ผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยแบ่งประชากรออกเป็นชั้นตามระดับผลการเรียนก่อน แล้วสุ่มจากแต่ละชั้นตามสัดส่วน วิธีนี้เรียกว่าอะไร

  1. 1.การสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling)
  2. 2.การสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling)
  3. 3.การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
  4. 4.การเลือกตามความสะดวก (Convenience Sampling)
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. การสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling)

การสุ่มแบบแบ่งชั้นแบ่งประชากรออกเป็นชั้นตามลักษณะที่สำคัญต่อการวิจัยก่อน เช่น ระดับผลการเรียน เพศ หรือขนาดโรงเรียน แล้วจึงสุ่มจากแต่ละชั้น ข้อดีคือมั่นใจได้ว่ากลุ่มตัวอย่างมีสัดส่วนของแต่ละกลุ่มย่อยใกล้เคียงประชากรจริง ต่างจากการสุ่มอย่างง่ายซึ่งอาจได้กลุ่มตัวอย่างที่บังเอิญเบ้ไปทางกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ข้อ 15

เกณฑ์ประสิทธิภาพของสื่อหรือนวัตกรรมการเรียนรู้ที่เขียนว่า E1/E2 = 80/80 มีความหมายว่าอย่างไร

  1. 1.ผู้เรียนต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน
  2. 2.ร้อยละ 80 ของผู้เรียนต้องผ่านเกณฑ์ และร้อยละ 80 ต้องพึงพอใจต่อสื่อ
  3. 3.E1 คือคะแนนเฉลี่ยจากกระบวนการหรือกิจกรรมระหว่างเรียน ส่วน E2 คือคะแนนเฉลี่ยจากผลลัพธ์หรือแบบทดสอบหลังเรียน ต้องได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ทั้งสองค่า
  4. 4.ต้องใช้เวลาเรียนไม่เกินร้อยละ 80 ของเวลาที่กำหนด และได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. E1 คือคะแนนเฉลี่ยจากกระบวนการหรือกิจกรรมระหว่างเรียน ส่วน E2 คือคะแนนเฉลี่ยจากผลลัพธ์หรือแบบทดสอบหลังเรียน ต้องได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ทั้งสองค่า

E1 คือประสิทธิภาพของกระบวนการ คำนวณจากคะแนนเฉลี่ยที่ผู้เรียนทำได้จากแบบฝึกหัดหรือกิจกรรมระหว่างเรียน ส่วน E2 คือประสิทธิภาพของผลลัพธ์ คำนวณจากคะแนนเฉลี่ยของแบบทดสอบหลังเรียน เกณฑ์ 80/80 จึงหมายถึงต้องได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ทั้งสองค่า เกณฑ์นี้ปรับได้ตามธรรมชาติของเนื้อหา เช่น 75/75 สำหรับเนื้อหาที่ยาก

ข้อ 16

การทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มีประโยชน์ต่อการวิจัยในชั้นเรียนอย่างไรมากที่สุด

  1. 1.ทำให้รายงานวิจัยมีความยาวและดูน่าเชื่อถือมากขึ้น
  2. 2.ช่วยให้ทราบว่ามีผู้ศึกษาเรื่องนี้ไว้อย่างไรแล้ว และนำวิธีการที่ได้ผลมาปรับใช้แทนการเริ่มจากศูนย์
  3. 3.ใช้เป็นแหล่งคัดลอกเนื้อหามาใส่ในรายงานของตน
  4. 4.ช่วยให้ไม่ต้องเก็บข้อมูลจริงจากผู้เรียน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ช่วยให้ทราบว่ามีผู้ศึกษาเรื่องนี้ไว้อย่างไรแล้ว และนำวิธีการที่ได้ผลมาปรับใช้แทนการเริ่มจากศูนย์

การทบทวนวรรณกรรมช่วยให้ผู้วิจัยรู้ว่าปัญหานี้มีผู้ศึกษาไว้อย่างไร วิธีใดได้ผลหรือไม่ได้ผล และช่องว่างอยู่ตรงไหน จึงนำวิธีที่มีหลักฐานรองรับมาปรับใช้ได้แทนการลองผิดลองถูกเอง ทั้งยังช่วยให้ตั้งกรอบแนวคิดและเลือกเครื่องมือได้เหมาะสม การคัดลอกเนื้อหามาโดยไม่อ้างอิงเป็นการละเมิดจรรยาบรรณทางวิชาการ

ข้อ 17

ข้อใดเป็นการเขียนสมมติฐานการวิจัยที่ถูกต้อง

  1. 1.การวิจัยนี้ต้องการศึกษาผลของการใช้เกมการศึกษาต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
  2. 2.นักเรียนที่เรียนด้วยเกมการศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
  3. 3.ครูควรใช้เกมการศึกษาในการสอนคณิตศาสตร์
  4. 4.เกมการศึกษาเป็นสื่อที่นักเรียนชื่นชอบ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. นักเรียนที่เรียนด้วยเกมการศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน

สมมติฐานการวิจัยคือข้อความคาดการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ทดสอบได้ด้วยข้อมูล จึงต้องระบุทิศทางและตัวแปรให้ชัด ตัวเลือกที่ถูกระบุทั้งกลุ่ม ตัวแปรตาม และทิศทางว่าสูงกว่า ส่วนข้อความว่า "ต้องการศึกษา" เป็นวัตถุประสงค์ไม่ใช่สมมติฐาน ข้อความว่า "ครูควร" เป็นข้อเสนอแนะเชิงคุณค่า และข้อความว่านักเรียนชื่นชอบเป็นข้อสรุปที่ยังไม่มีข้อมูลรองรับ

ข้อ 18

เครื่องมือใดเหมาะสมที่สุดสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพที่ต้องการเข้าใจมุมมองและความรู้สึกของผู้เรียนอย่างลึกซึ้ง

  1. 1.แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
  2. 2.การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม
  3. 3.แบบสอบถามมาตรประมาณค่าที่ให้เลือกตอบเท่านั้น
  4. 4.แบบบันทึกคะแนนสอบย้อนหลัง 3 ปี
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม

การวิจัยเชิงคุณภาพมุ่งเข้าใจความหมายและมุมมองจากมุมของผู้ให้ข้อมูล จึงใช้เครื่องมือที่เปิดให้เล่าและอธิบายได้ เช่น การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการวิเคราะห์เอกสาร ส่วนแบบทดสอบและแบบสอบถามที่ให้เลือกตอบเป็นเครื่องมือเชิงปริมาณ ซึ่งบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่มักไม่บอกว่าเพราะอะไร

ข้อ 19

การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบที่ตรวจให้คะแนนแบบ 0 กับ 1 คือถูกได้ 1 ผิดได้ 0 ควรใช้สูตรใด

  1. 1.สูตร KR-20 ของคูเดอร์และริชาร์ดสัน
  2. 2.สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค
  3. 3.สูตรค่าดัชนี IOC
  4. 4.สูตรค่าอำนาจจำแนก
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. สูตร KR-20 ของคูเดอร์และริชาร์ดสัน

KR-20 ใช้หาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบที่ให้คะแนนแบบสองค่า คือถูกได้ 1 ผิดได้ 0 ส่วนสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคใช้กับเครื่องมือที่ให้คะแนนหลายค่า เช่น แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ หรือข้อสอบอัตนัยที่ให้คะแนนเป็นช่วง ทั้งสองสูตรวัดความสอดคล้องภายในเหมือนกัน ต่างที่ลักษณะการให้คะแนน ส่วน IOC วัดความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาซึ่งเป็นคนละคุณสมบัติ

ข้อ 20

"นวัตกรรมทางการศึกษา" ในบริบทของการวิจัยในชั้นเรียน หมายถึงข้อใด

  1. 1.เทคโนโลยีดิจิทัลที่เพิ่งวางจำหน่ายในตลาด
  2. 2.สิ่งใหม่หรือสิ่งที่ปรับปรุงขึ้น เช่น ชุดกิจกรรม แบบฝึก หรือวิธีสอน ที่นำมาใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้แล้วพิสูจน์ได้ว่าได้ผล
  3. 3.ผลงานที่ครูสร้างขึ้นเพื่อใช้ประกอบการขอวิทยฐานะเท่านั้น
  4. 4.สื่อที่ซื้อมาจากสำนักพิมพ์และนำมาใช้ในชั้นเรียน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. สิ่งใหม่หรือสิ่งที่ปรับปรุงขึ้น เช่น ชุดกิจกรรม แบบฝึก หรือวิธีสอน ที่นำมาใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้แล้วพิสูจน์ได้ว่าได้ผล

นวัตกรรมทางการศึกษาคือสิ่งใหม่หรือสิ่งที่พัฒนาปรับปรุงขึ้น ซึ่งอาจเป็นสื่อ ชุดกิจกรรม แบบฝึก เทคนิค หรือรูปแบบการสอน โดยต้องนำมาใช้จริงเพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ และมีการตรวจสอบว่าได้ผลตามที่ตั้งใจ ความใหม่จึงวัดที่บริบทการใช้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนในโลก และไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยี

ข้อ 21

กระบวนการ "การศึกษาชั้นเรียน" (Lesson Study) ที่ครูใช้พัฒนาการสอนร่วมกัน มีลักษณะอย่างไร

  1. 1.ครูคนหนึ่งสอนแล้วผู้บริหารมาประเมินให้คะแนน
  2. 2.ครูกลุ่มหนึ่งร่วมกันออกแบบแผนการสอน สังเกตการสอนจริงโดยเน้นดูการเรียนรู้ของนักเรียน แล้วสะท้อนผลเพื่อปรับแผนร่วมกัน
  3. 3.ครูแต่ละคนเขียนแผนการสอนของตนส่งฝ่ายวิชาการทุกสัปดาห์
  4. 4.ครูเข้าอบรมหลักสูตรการสอนจากวิทยากรภายนอกแล้วนำมาใช้
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ครูกลุ่มหนึ่งร่วมกันออกแบบแผนการสอน สังเกตการสอนจริงโดยเน้นดูการเรียนรู้ของนักเรียน แล้วสะท้อนผลเพื่อปรับแผนร่วมกัน

Lesson Study เป็นกระบวนการพัฒนาวิชาชีพที่ครูกลุ่มหนึ่งร่วมกันออกแบบแผนการสอนหนึ่งบท ให้ครูคนหนึ่งสอนจริงขณะที่คนอื่นสังเกต โดยจุดสำคัญคือสังเกต "การเรียนรู้ของนักเรียน" ไม่ใช่ประเมินตัวครูผู้สอน จากนั้นสะท้อนผลร่วมกันและปรับแผนไปใช้ต่อ กระบวนการนี้เป็นรูปแบบหนึ่งของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่ผูกกับห้องเรียนจริงมากที่สุด

ข้อ 22

ข้อจำกัดสำคัญที่สุดของการวิจัยในชั้นเรียนคือข้อใด

  1. 1.ใช้เวลานานกว่าการวิจัยเชิงวิชาการทั่วไป
  2. 2.ผลที่ได้ผูกกับบริบทของชั้นเรียนนั้น จึงนำไปสรุปอ้างอิงกับกลุ่มอื่นอย่างกว้างขวางไม่ได้
  3. 3.ต้องใช้สถิติขั้นสูงที่ครูทั่วไปทำเองไม่ได้
  4. 4.ไม่สามารถนำผลไปใช้ปรับปรุงการสอนได้จริง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ผลที่ได้ผูกกับบริบทของชั้นเรียนนั้น จึงนำไปสรุปอ้างอิงกับกลุ่มอื่นอย่างกว้างขวางไม่ได้

การวิจัยในชั้นเรียนศึกษากับนักเรียนกลุ่มเล็กในบริบทเฉพาะ จึงมีข้อจำกัดด้านการสรุปอ้างอิงไปยังกลุ่มอื่น ซึ่งเป็นเรื่องปกติและยอมรับได้ เพราะจุดมุ่งหมายคือแก้ปัญหาของชั้นเรียนนั้นโดยตรง ไม่ใช่สร้างข้อสรุปทั่วไป ครูจึงควรระบุข้อจำกัดนี้ในรายงาน และผู้ที่จะนำผลไปใช้ต้องพิจารณาความคล้ายคลึงของบริบทประกอบเสมอ

ข้อ 23

การวิจัยแบบผสมวิธี (Mixed Methods Research) มีจุดเด่นอย่างไร

  1. 1.ใช้ผู้วิจัยหลายคนร่วมกันทำงานในโครงการเดียว
  2. 2.ผสานข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพเข้าด้วยกัน ทำให้เห็นทั้งขนาดของผลและเหตุผลเบื้องหลัง
  3. 3.ใช้สถิติหลายตัวในการวิเคราะห์ข้อมูลชุดเดียวกัน
  4. 4.เก็บข้อมูลจากหลายโรงเรียนพร้อมกัน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ผสานข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพเข้าด้วยกัน ทำให้เห็นทั้งขนาดของผลและเหตุผลเบื้องหลัง

การวิจัยแบบผสมวิธีใช้ทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพในงานเดียวกัน จุดเด่นคือข้อมูลเชิงปริมาณบอกว่าเกิดผลมากน้อยเพียงใด ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพอธิบายว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ในการวิจัยในชั้นเรียนมักใช้คะแนนก่อนหลังคู่กับการสัมภาษณ์และสังเกต ซึ่งช่วยให้ครูเข้าใจว่านวัตกรรมได้ผลกับใครและด้วยกลไกใด

ข้อ 24

ครูควรนำเสนอผลการวิจัยในชั้นเรียนด้วยวิธีใดจึงเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้อ่านที่เป็นเพื่อนครู

  1. 1.แสดงเฉพาะค่าสถิติที่คำนวณได้โดยไม่ต้องอธิบาย
  2. 2.นำเสนอปัญหา วิธีที่ใช้ ผลที่เกิดขึ้นพร้อมข้อมูลสนับสนุน และข้อเสนอแนะที่นำไปใช้ต่อได้
  3. 3.บรรยายเฉพาะทฤษฎีที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด
  4. 4.สรุปเพียงว่านวัตกรรมได้ผลดีโดยไม่ต้องแสดงข้อมูล
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. นำเสนอปัญหา วิธีที่ใช้ ผลที่เกิดขึ้นพร้อมข้อมูลสนับสนุน และข้อเสนอแนะที่นำไปใช้ต่อได้

รายงานวิจัยในชั้นเรียนมีผู้อ่านหลักคือเพื่อนครูที่อาจเจอปัญหาคล้ายกัน จึงควรเล่าให้ชัดว่าปัญหาคืออะไร ทำอะไรลงไป เกิดผลอย่างไรพร้อมข้อมูลสนับสนุน และผู้อ่านจะนำไปใช้ต่อได้อย่างไรภายใต้เงื่อนไขใด การแสดงแต่ตัวเลขโดยไม่ตีความ หรือสรุปว่าได้ผลดีโดยไม่มีข้อมูล ล้วนทำให้รายงานใช้ประโยชน์ต่อไม่ได้

ข้อ 25

ในการวิจัยที่ศึกษาผลของวิธีสอนใหม่ต่อผลสัมฤทธิ์ ปัจจัยใดถือเป็น "ตัวแปรแทรกซ้อน" ที่ควรควบคุม

  1. 1.วิธีสอนแบบใหม่ที่ผู้วิจัยนำมาใช้
  2. 2.คะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนของผู้เรียน
  3. 3.การที่ผู้เรียนบางคนไปเรียนพิเศษเนื้อหาเดียวกันนอกเวลา
  4. 4.ชื่อของหน่วยการเรียนรู้ที่ใช้ในการทดลอง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. การที่ผู้เรียนบางคนไปเรียนพิเศษเนื้อหาเดียวกันนอกเวลา

ตัวแปรแทรกซ้อนคือปัจจัยอื่นที่อาจส่งผลต่อตัวแปรตามจนทำให้สรุปผลผิด การที่ผู้เรียนบางคนไปเรียนพิเศษเนื้อหาเดียวกันจึงเป็นตัวแปรแทรกซ้อนชัดเจน เพราะคะแนนที่สูงขึ้นอาจมาจากการเรียนพิเศษไม่ใช่จากวิธีสอนใหม่ ผู้วิจัยควรเก็บข้อมูลนี้ไว้และนำมาพิจารณาประกอบ หรืออย่างน้อยต้องรายงานไว้เป็นข้อจำกัดของการวิจัย

ฝึกทำแบบจับเวลาและสุ่มข้อใหม่ทุกรอบ

โหมดฝึกจะสุ่มข้อใหม่ให้ทุกครั้ง เฉลยทันทีหลังตอบ และถ้าเข้าสู่ระบบไว้ระบบจะจำว่าคุณทำข้อไหนไปแล้ว พร้อมเก็บข้อที่ตอบผิดไว้ให้กลับมาแก้ตัว

เทคนิคทำข้อสอบวิชาความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอน

  • ข้อสอบส่วนใหญ่เป็นสถานการณ์ในห้องเรียน ให้เลือกคำตอบที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางไว้ก่อน
  • แยกการวัดผลระหว่างเรียนกับการวัดผลสรุปรวมให้ขาด เป็นจุดที่ตัวเลือกลวงชอบเล่น
  • จิตวิทยาพัฒนาการต้องจำชื่อทฤษฎีคู่กับเจ้าของทฤษฎีและขั้นพัฒนาการให้ได้
  • การวิจัยในชั้นเรียนเน้นขั้นตอนและการเลือกเครื่องมือ ไม่ได้ถามสถิติลึก

หัวข้ออื่นในวิชาความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอน

คำถามที่พบบ่อย

ข้อสอบการวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน ออกสอบในสนามไหนบ้าง

หัวข้อการวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน อยู่ในวิชาความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งใช้สอบในครูผู้ช่วย ภาค ข (ไม่รวมวิชาเอก) ในเว็บนี้มีข้อสอบหัวข้อนี้ทั้งหมด 25 ข้อ

แนวข้อสอบการวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน มีเฉลยอธิบายไหม

ทุกข้อมีเฉลยพร้อมคำอธิบายว่าทำไมตัวเลือกนั้นถึงถูก และหน้านี้เปิดให้อ่านครบทั้ง 25 ข้อฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก

ฝึกทำข้อสอบการวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน ต้องเสียเงินไหม

ไม่เสียค่าใช้จ่าย ใช้ได้ฟรีทั้งหมด ไม่ต้องสมัครสมาชิกก็เริ่มฝึกได้ แต่ถ้าเข้าสู่ระบบ ระบบจะจำว่าทำข้อไหนไปแล้วและเก็บข้อที่ตอบผิดไว้ให้กลับมาทบทวน