คลังแนวข้อสอบกระดานอันดับ

แนวข้อสอบหลักสูตรและศาสตร์การสอน 25 ข้อ พร้อมเฉลย

ในคลัง 25 ข้อวิชาความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอนครูผู้ช่วย ภาค ข (ไม่รวมวิชาเอก)

หน้านี้รวมแนวข้อสอบหัวข้อหลักสูตรและศาสตร์การสอน จำนวน 25 ข้อ พร้อมเฉลยและคำอธิบายว่าทำไมตัวเลือกนั้นถึงถูก ทุกข้อจัดทำขึ้นใหม่ตามผังการออกข้อสอบ ไม่ใช่ข้อสอบเก่าของหน่วยงานใด อ่านฟรีทั้งหมดโดยไม่ต้องสมัครสมาชิก

ข้อสอบหลักสูตรและศาสตร์การสอน พร้อมเฉลย ครบทั้ง 25 ข้อ

ข้อ 1

แนวคิด STEM Education หมายถึงการบูรณาการศาสตร์ใดเข้าด้วยกัน

  1. 1.Science, Technology, Engineering, Mathematics
  2. 2.Science, Teaching, Education, Management
  3. 3.Skill, Thinking, Ethics, Motivation
  4. 4.Society, Technology, Environment, Media
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. Science, Technology, Engineering, Mathematics

STEM ย่อมาจาก Science (วิทยาศาสตร์) Technology (เทคโนโลยี) Engineering (วิศวกรรมศาสตร์) และ Mathematics (คณิตศาสตร์) เป็นแนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการสี่ศาสตร์นี้ผ่านการแก้ปัญหาในสถานการณ์จริง หากเพิ่ม Arts เข้าไปด้วยจะเรียกว่า STEAM ซึ่งเน้นมิติความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบมากขึ้น

ข้อ 2

การจัดการเรียนรู้แบบใดที่เริ่มจากคำถามหรือปัญหาที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป แล้วให้ผู้เรียนสืบค้น ทดลอง และสรุปองค์ความรู้ด้วยตนเอง

  1. 1.การสอนแบบบรรยาย (Lecture)
  2. 2.การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-Based Learning)
  3. 3.การสอนแบบสาธิต (Demonstration)
  4. 4.การสอนแบบท่องจำและทบทวนซ้ำ (Drill and Practice)
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-Based Learning)

การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เริ่มจากคำถามหรือปัญหา แล้วให้ผู้เรียนตั้งสมมติฐาน สืบค้น รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และสรุปด้วยตนเอง โดยครูทำหน้าที่อำนวยความสะดวกมากกว่าบอกคำตอบ รูปแบบที่ใช้แพร่หลายคือวัฏจักรการสืบเสาะ 5 ขั้น (5E) ได้แก่ Engage, Explore, Explain, Elaborate และ Evaluate

ข้อ 3

วัฏจักรการเรียนรู้แบบ 5E ประกอบด้วยขั้นตอนตามลำดับในข้อใด

  1. 1.Explain, Engage, Explore, Evaluate, Elaborate
  2. 2.Engage, Explore, Explain, Elaborate, Evaluate
  3. 3.Explore, Engage, Elaborate, Explain, Evaluate
  4. 4.Engage, Explain, Explore, Evaluate, Elaborate
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. Engage, Explore, Explain, Elaborate, Evaluate

ลำดับที่ถูกต้องคือ Engage (สร้างความสนใจ) Explore (สำรวจและค้นหา) Explain (อธิบายและลงข้อสรุป) Elaborate (ขยายความรู้) และ Evaluate (ประเมินผล) จุดสำคัญที่ข้อสอบชอบสลับคือ Explore ต้องมาก่อน Explain เสมอ เพราะหลักการของรูปแบบนี้คือให้ผู้เรียนได้ลงมือสำรวจจนเกิดข้อสังเกตก่อน แล้วจึงสร้างคำอธิบาย ไม่ใช่ครูอธิบายให้ฟังก่อนแล้วค่อยให้ทดลองยืนยัน

ข้อ 4

การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) มีลักษณะเด่นตรงกับข้อใด

  1. 1.ผู้เรียนทำงานระยะยาวเพื่อสร้างชิ้นงานหรือผลผลิตที่ตอบคำถามหรือแก้ปัญหาจริง
  2. 2.ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดจำนวนมากเพื่อให้เกิดความชำนาญ
  3. 3.ครูมอบหมายรายงานให้ผู้เรียนไปคัดลอกจากหนังสือมาส่ง
  4. 4.ผู้เรียนฟังบรรยายแล้วสอบวัดความจำเมื่อจบหน่วยการเรียนรู้
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ผู้เรียนทำงานระยะยาวเพื่อสร้างชิ้นงานหรือผลผลิตที่ตอบคำถามหรือแก้ปัญหาจริง

Project-Based Learning ให้ผู้เรียนทำงานต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่งเพื่อสร้างชิ้นงานหรือผลผลิตที่ตอบคำถามขับเคลื่อน (driving question) หรือแก้ปัญหาที่มีความหมายจริง ผู้เรียนได้ฝึกวางแผน สืบค้น ทำงานร่วมกัน และนำเสนอ จุดต่างจากการสั่งรายงานทั่วไปคือต้องมีคำถามหรือปัญหาเป็นตัวตั้ง มีการสะท้อนคิดระหว่างทาง และมีผู้ฟังหรือผู้ใช้ผลงานจริง

ข้อ 5

การออกแบบหน่วยการเรียนรู้แบบ Backward Design ของ Wiggins และ McTighe มีลำดับขั้นตามข้อใด

  1. 1.กำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ → กำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการ → กำหนดหลักฐานการเรียนรู้
  2. 2.กำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการ → กำหนดหลักฐานการเรียนรู้ที่ยอมรับได้ → ออกแบบประสบการณ์และกิจกรรมการเรียนรู้
  3. 3.กำหนดหลักฐานการเรียนรู้ → ออกแบบกิจกรรม → กำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการ
  4. 4.ออกแบบข้อสอบ → สอนตามข้อสอบ → ประเมินผลลัพธ์
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. กำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการ → กำหนดหลักฐานการเรียนรู้ที่ยอมรับได้ → ออกแบบประสบการณ์และกิจกรรมการเรียนรู้

Backward Design มี 3 ขั้นตามลำดับ คือ (1) กำหนดเป้าหมายหรือผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ต้องการ (2) กำหนดหลักฐานที่ยอมรับได้ว่าผู้เรียนบรรลุเป้าหมายนั้นแล้ว ซึ่งก็คือวิธีวัดและประเมินผล และ (3) จึงออกแบบประสบการณ์และกิจกรรมการเรียนรู้ ที่เรียกว่า "ย้อนกลับ" เพราะครูส่วนใหญ่มักเริ่มจากกิจกรรมก่อน แนวคิดนี้สลับให้เริ่มจากปลายทางเพื่อให้กิจกรรมทุกอย่างรับใช้เป้าหมาย

ข้อ 6

การจัดการเรียนรู้แบบ "ห้องเรียนกลับด้าน" (Flipped Classroom) มีหลักการอย่างไร

  1. 1.ให้ผู้เรียนสลับกันเป็นผู้สอนหน้าชั้นแทนครูทุกคาบ
  2. 2.ให้ผู้เรียนศึกษาเนื้อหาพื้นฐานล่วงหน้านอกเวลาเรียน แล้วใช้เวลาในชั้นเรียนทำกิจกรรม อภิปราย และแก้ปัญหา
  3. 3.ให้เรียนวิชายากในช่วงบ่ายและวิชาง่ายในช่วงเช้า
  4. 4.ให้ผู้เรียนสอบก่อนเรียนทุกครั้งเพื่อวัดความรู้เดิม
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ให้ผู้เรียนศึกษาเนื้อหาพื้นฐานล่วงหน้านอกเวลาเรียน แล้วใช้เวลาในชั้นเรียนทำกิจกรรม อภิปราย และแก้ปัญหา

ห้องเรียนกลับด้านย้ายการรับเนื้อหาพื้นฐาน เช่น การฟังบรรยายหรือดูวิดีโอ ไปไว้นอกเวลาเรียน แล้วใช้เวลาที่ครูกับผู้เรียนอยู่ด้วยกันไปกับกิจกรรมที่ต้องการการโต้ตอบ เช่น การอภิปราย การแก้ปัญหา และการฝึกปฏิบัติ ซึ่งเป็นส่วนที่ผู้เรียนต้องการครูมากที่สุด ข้อจำกัดสำคัญคือต้องมั่นใจว่าผู้เรียนทุกคนเข้าถึงสื่อนอกเวลาได้จริง ไม่เช่นนั้นจะซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ

ข้อ 7

ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน คำว่า "ตัวชี้วัด" (Indicator) มีความสัมพันธ์กับ "มาตรฐานการเรียนรู้" อย่างไร

  1. 1.ตัวชี้วัดคือชื่อเรียกอีกอย่างของมาตรฐานการเรียนรู้ ใช้แทนกันได้
  2. 2.ตัวชี้วัดระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ในแต่ละระดับชั้น เพื่อนำไปสู่มาตรฐานการเรียนรู้ที่กว้างกว่า
  3. 3.มาตรฐานการเรียนรู้เป็นรายละเอียดย่อยของตัวชี้วัดในแต่ละหน่วยการเรียนรู้
  4. 4.ตัวชี้วัดใช้เฉพาะในการประเมินภายนอก ส่วนมาตรฐานการเรียนรู้ใช้ในการสอน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ตัวชี้วัดระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ในแต่ละระดับชั้น เพื่อนำไปสู่มาตรฐานการเรียนรู้ที่กว้างกว่า

มาตรฐานการเรียนรู้เป็นข้อกำหนดคุณภาพผู้เรียนในภาพกว้างของแต่ละกลุ่มสาระ ส่วนตัวชี้วัดคือสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ซึ่งแตกย่อยลงมาเป็นรายชั้นปีหรือช่วงชั้น ใช้เป็นเป้าหมายในการจัดการเรียนการสอนและเป็นเกณฑ์ในการวัดประเมินผล ความสัมพันธ์จึงเป็นตัวชี้วัดหลายตัวรวมกันนำไปสู่มาตรฐานหนึ่งข้อ ไม่ใช่กลับกัน

ข้อ 8

ครูออกแบบบทเรียนโดยให้ผู้เรียนเผชิญสถานการณ์ปัญหาที่ซับซ้อนและคลุมเครือก่อน แล้วให้ผู้เรียนระบุสิ่งที่ต้องรู้เพิ่ม สืบค้น และเสนอทางแก้ร่วมกันเป็นกลุ่ม รูปแบบนี้ตรงกับข้อใด

  1. 1.การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning)
  2. 2.การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning)
  3. 3.การเรียนรู้แบบเน้นความจำ (Rote Learning)
  4. 4.การเรียนรู้แบบรายบุคคล (Individualized Learning)
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning)

Problem-Based Learning เริ่มจากสถานการณ์ปัญหาที่ไม่มีโครงสร้างชัดเจน ผู้เรียนต้องวิเคราะห์ว่าตนรู้อะไรแล้วและต้องรู้อะไรเพิ่ม จากนั้นสืบค้นและสร้างข้อเสนอร่วมกัน จุดต่างจาก Project-Based Learning คือ PBL เน้นกระบวนการแก้ปัญหาและความรู้ที่ได้ระหว่างทาง ส่วน Project-Based เน้นชิ้นงานหรือผลผลิตปลายทางที่จับต้องได้

ข้อ 9

ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) มีลักษณะสำคัญตรงกับข้อใด

  1. 1.การประชุมครูเพื่อรับทราบนโยบายจากผู้บริหารเป็นประจำทุกเดือน
  2. 2.การรวมกลุ่มของครูเพื่อร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาการเรียนรู้ของผู้เรียน ออกแบบวิธีแก้ ลงมือทำ และสะท้อนผลอย่างต่อเนื่อง
  3. 3.การส่งครูไปอบรมภายนอกโรงเรียนตามหลักสูตรที่ต้นสังกัดกำหนด
  4. 4.การประเมินผลการปฏิบัติงานของครูโดยผู้บริหารสถานศึกษา
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. การรวมกลุ่มของครูเพื่อร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาการเรียนรู้ของผู้เรียน ออกแบบวิธีแก้ ลงมือทำ และสะท้อนผลอย่างต่อเนื่อง

PLC คือการรวมกลุ่มของครูและผู้เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นเป้าหมายร่วม โดยใช้วงจรร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา ออกแบบวิธีแก้ ลงมือปฏิบัติ สังเกตชั้นเรียนของกันและกัน และสะท้อนผลอย่างต่อเนื่อง หัวใจอยู่ที่การทำงานร่วมกันบนข้อมูลผู้เรียนจริง จึงต่างจากการประชุมรับนโยบายหรือการอบรมที่เป็นการรับความรู้ทางเดียว

ข้อ 10

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กำหนดกลุ่มสาระการเรียนรู้ไว้กี่กลุ่ม

  1. 1.6 กลุ่มสาระ
  2. 2.7 กลุ่มสาระ
  3. 3.8 กลุ่มสาระ
  4. 4.9 กลุ่มสาระ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. 8 กลุ่มสาระ

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดไว้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพ และภาษาต่างประเทศ ทั้งนี้ชื่อกลุ่มสาระ "วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" กับ "การงานอาชีพ" เป็นชื่อตามฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 ซึ่งย้ายเนื้อหาเทคโนโลยีเข้าไปรวมกับวิทยาศาสตร์

ข้อ 11

สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีกี่ประการ

  1. 1.3 ประการ
  2. 2.5 ประการ
  3. 3.8 ประการ
  4. 4.10 ประการ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. 5 ประการ

สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนมี 5 ประการ ได้แก่ ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต และความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ข้อควรระวังคืออย่าสับสนกับ "คุณลักษณะอันพึงประสงค์" ซึ่งมี 8 ประการ ข้อสอบมักสลับตัวเลข 5 กับ 8 ระหว่างสองเรื่องนี้

ข้อ 12

คุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มี 8 ประการ ข้อใด "ไม่ใช่" หนึ่งในนั้น

  1. 1.มีวินัย
  2. 2.อยู่อย่างพอเพียง
  3. 3.มีจิตสาธารณะ
  4. 4.มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการ ได้แก่ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย และมีจิตสาธารณะ ส่วน "ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี" เป็นหนึ่งใน 5 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ไม่ใช่คุณลักษณะอันพึงประสงค์ จึงเป็นตัวลวงที่ออกสอบบ่อยที่สุดในเรื่องนี้

ข้อ 13

การจัดการชั้นเรียนเชิงบวก (Positive Classroom Management) มีหลักการสำคัญตรงกับข้อใด

  1. 1.ใช้บทลงโทษที่รุนแรงตั้งแต่ครั้งแรกเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
  2. 2.สร้างข้อตกลงร่วมกับผู้เรียน สอนพฤติกรรมที่คาดหวังอย่างชัดเจน และให้การยอมรับเมื่อผู้เรียนทำได้
  3. 3.ควบคุมชั้นเรียนด้วยการไม่ให้ผู้เรียนพูดคุยกันเลยตลอดคาบ
  4. 4.ปล่อยให้ผู้เรียนทำสิ่งใดก็ได้เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. สร้างข้อตกลงร่วมกับผู้เรียน สอนพฤติกรรมที่คาดหวังอย่างชัดเจน และให้การยอมรับเมื่อผู้เรียนทำได้

การจัดการชั้นเรียนเชิงบวกเน้นการป้องกันมากกว่าการแก้ไข โดยสร้างข้อตกลงร่วมกับผู้เรียนเพื่อให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ สอนและซ้อมพฤติกรรมที่คาดหวังอย่างชัดเจน และให้การยอมรับอย่างสม่ำเสมอเมื่อผู้เรียนทำได้ แนวทางนี้ต่างทั้งจากการควบคุมด้วยความกลัวและจากการปล่อยปละละเลย ซึ่งทั้งสองขั้วล้วนไม่สร้างการกำกับตนเองในระยะยาว

ข้อ 14

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน แบ่งระดับการศึกษาออกเป็นกี่ระดับ

  1. 1.2 ระดับ คือ ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา
  2. 2.3 ระดับ คือ ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย
  3. 3.4 ระดับ คือ ปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย
  4. 4.6 ระดับ ตามช่วงชั้นละ 2 ปี
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. 3 ระดับ คือ ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับประถมศึกษา (ป.1-ป.6) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-ม.3) และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-ม.6) ส่วนระดับปฐมวัยใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยซึ่งเป็นคนละหลักสูตร จึงไม่นับรวมอยู่ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ข้อ 15

"หลักสูตรสถานศึกษา" มีความสัมพันธ์กับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างไร

  1. 1.เป็นหลักสูตรที่สถานศึกษาจัดทำขึ้นเองโดยไม่ต้องอิงหลักสูตรแกนกลาง
  2. 2.เป็นหลักสูตรที่สถานศึกษาจัดทำขึ้นโดยยึดมาตรฐานและตัวชี้วัดของหลักสูตรแกนกลาง แล้วเพิ่มสาระท้องถิ่นและจุดเน้นของตน
  3. 3.เป็นเอกสารสรุปหลักสูตรแกนกลางที่คัดลอกมาทั้งฉบับ
  4. 4.เป็นหลักสูตรที่เขตพื้นที่การศึกษาจัดทำแทนสถานศึกษา
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เป็นหลักสูตรที่สถานศึกษาจัดทำขึ้นโดยยึดมาตรฐานและตัวชี้วัดของหลักสูตรแกนกลาง แล้วเพิ่มสาระท้องถิ่นและจุดเน้นของตน

หลักสูตรสถานศึกษาคือหลักสูตรที่สถานศึกษาจัดทำขึ้นโดยยึดมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดของหลักสูตรแกนกลางเป็นเป้าหมายร่วม แล้วเพิ่มเติมสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น รายวิชาเพิ่มเติม กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และจุดเน้นที่สอดคล้องกับบริบทของตน จึงไม่ใช่ทั้งการคัดลอกมาทั้งฉบับ และไม่ใช่การสร้างขึ้นใหม่โดยอิสระ

ข้อ 16

องค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ที่ทำให้ต่างจากการทำงานกลุ่มทั่วไปคือข้อใด

  1. 1.สมาชิกในกลุ่มต้องมีจำนวนเท่ากันทุกกลุ่ม
  2. 2.มีการพึ่งพากันเชิงบวกและความรับผิดชอบรายบุคคล ทำให้ทุกคนต้องมีส่วนร่วมและถูกประเมินเป็นรายคนด้วย
  3. 3.กลุ่มต้องเลือกหัวหน้ากลุ่มที่มีผลการเรียนสูงสุด
  4. 4.ให้คะแนนเฉพาะผลงานรวมของกลุ่มเท่านั้น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. มีการพึ่งพากันเชิงบวกและความรับผิดชอบรายบุคคล ทำให้ทุกคนต้องมีส่วนร่วมและถูกประเมินเป็นรายคนด้วย

การเรียนรู้แบบร่วมมือมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การพึ่งพากันเชิงบวก ความรับผิดชอบรายบุคคล การมีปฏิสัมพันธ์แบบส่งเสริมกัน การใช้ทักษะทางสังคม และการวิเคราะห์กระบวนการกลุ่ม จุดที่ทำให้ต่างจากงานกลุ่มทั่วไปคือกลุ่มจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อทุกคนสำเร็จ และแต่ละคนยังถูกประเมินเป็นรายบุคคล จึงไม่เกิดปัญหาบางคนเกาะกลุ่มโดยไม่ทำงาน

ข้อ 17

เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือที่ให้สมาชิกแต่ละคนรับผิดชอบเนื้อหาคนละส่วน ไปพบกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเรื่องเดียวกัน แล้วกลับมาสอนเพื่อนในกลุ่มเดิม เรียกว่าอะไร

  1. 1.Think-Pair-Share
  2. 2.Jigsaw
  3. 3.Round Robin
  4. 4.Numbered Heads Together
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. Jigsaw

เทคนิค Jigsaw หรือกลุ่มต่อภาพ แบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วน ๆ ให้สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มบ้านรับผิดชอบคนละส่วน จากนั้นผู้ที่รับผิดชอบส่วนเดียวกันจากทุกกลุ่มไปรวมกันเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเพื่อศึกษาให้ลึก แล้วกลับมาสอนเพื่อนในกลุ่มเดิม จุดแข็งคือทุกคนกลายเป็นผู้สอนและกลุ่มจะเข้าใจครบก็ต่อเมื่อทุกคนทำหน้าที่ของตน

ข้อ 18

การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) มีลักษณะสำคัญตรงกับข้อใด

  1. 1.ครูบรรยายเนื้อหาอย่างกระตือรือร้นและใช้น้ำเสียงที่น่าสนใจ
  2. 2.ผู้เรียนได้ลงมือทำ คิด อภิปราย และสะท้อนผลการเรียนรู้ของตน ไม่ใช่เพียงรับฟัง
  3. 3.ผู้เรียนต้องเคลื่อนไหวร่างกายตลอดคาบเรียน
  4. 4.ครูมอบหมายงานให้ผู้เรียนไปทำนอกเวลาเรียนให้มากที่สุด
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ผู้เรียนได้ลงมือทำ คิด อภิปราย และสะท้อนผลการเรียนรู้ของตน ไม่ใช่เพียงรับฟัง

Active Learning วัดที่ระดับการมีส่วนร่วมทางความคิดของผู้เรียน ไม่ใช่ที่การเคลื่อนไหวร่างกายหรือความกระตือรือร้นของครู ลักษณะสำคัญคือผู้เรียนได้ลงมือทำ ตั้งคำถาม อภิปราย แก้ปัญหา และสะท้อนคิดถึงสิ่งที่เรียนรู้ กิจกรรมที่นักเรียนเดินไปมาแต่ไม่ได้คิดอะไรจึงไม่ใช่ Active Learning ขณะที่การนั่งขบคิดปัญหาที่ท้าทายอย่างเงียบ ๆ อาจเป็นก็ได้

ข้อ 19

องค์ประกอบใดของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ต้องสอดคล้องกับตัวชี้วัดโดยตรงที่สุด

  1. 1.สื่อและแหล่งเรียนรู้
  2. 2.จุดประสงค์การเรียนรู้และการวัดประเมินผล
  3. 3.เวลาที่ใช้ในการจัดกิจกรรม
  4. 4.บันทึกหลังการสอน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. จุดประสงค์การเรียนรู้และการวัดประเมินผล

จุดประสงค์การเรียนรู้แปลงตัวชี้วัดให้เป็นเป้าหมายที่วัดได้ในหน่วยหรือคาบนั้น และการวัดประเมินผลต้องวัดสิ่งเดียวกันนั้น ความสอดคล้องระหว่างตัวชี้วัด จุดประสงค์ กิจกรรม และการวัดผล เรียกว่า constructive alignment ซึ่งเป็นหัวใจของการออกแบบย้อนกลับ ส่วนสื่อ เวลา และบันทึกหลังสอนเป็นองค์ประกอบสนับสนุนที่ตามมาทีหลัง

ข้อ 20

การบูรณาการการเรียนรู้แบบ "สหวิทยาการ" (Interdisciplinary) มีลักษณะอย่างไร

  1. 1.สอนแต่ละกลุ่มสาระแยกกันโดยไม่เชื่อมโยง
  2. 2.นำมโนทัศน์หรือประเด็นหนึ่งมาเป็นแกน แล้วดึงความรู้และทักษะจากหลายกลุ่มสาระมาใช้ร่วมกัน
  3. 3.ให้ครูคนเดียวสอนทุกกลุ่มสาระในชั้นเรียนนั้น
  4. 4.จัดตารางสอนให้ทุกกลุ่มสาระอยู่ในวันเดียวกัน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. นำมโนทัศน์หรือประเด็นหนึ่งมาเป็นแกน แล้วดึงความรู้และทักษะจากหลายกลุ่มสาระมาใช้ร่วมกัน

การบูรณาการแบบสหวิทยาการใช้ประเด็น ปัญหา หรือมโนทัศน์หนึ่งเป็นแกน แล้วนำความรู้และทักษะจากหลายกลุ่มสาระมาใช้ร่วมกันเพื่อทำความเข้าใจหรือแก้ปัญหานั้น เช่น หน่วย "น้ำท่วมในชุมชน" ที่ใช้ทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคมศึกษา และภาษาไทย จุดสำคัญคือความเชื่อมโยงเชิงเนื้อหา ไม่ใช่การจัดตารางสอนหรือจำนวนผู้สอน

ข้อ 21

ตามแนวคิดเหตุการณ์การสอน 9 ขั้นของกาเย (Gagné) ขั้นตอนแรกสุดคือข้อใด

  1. 1.บอกวัตถุประสงค์ให้ผู้เรียนทราบ
  2. 2.เร้าความสนใจของผู้เรียน
  3. 3.ทบทวนความรู้เดิม
  4. 4.นำเสนอเนื้อหาใหม่
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เร้าความสนใจของผู้เรียน

เหตุการณ์การสอน 9 ขั้นของกาเยเริ่มจากการเร้าความสนใจ (gain attention) ตามด้วยบอกวัตถุประสงค์ ทบทวนความรู้เดิม นำเสนอสิ่งเร้าหรือเนื้อหาใหม่ ให้แนวการเรียนรู้ ให้ลงมือปฏิบัติ ให้ข้อมูลย้อนกลับ ประเมินผล และส่งเสริมการคงทนและการถ่ายโยงการเรียนรู้ ลำดับนี้สะท้อนกระบวนการประมวลข้อมูลของสมอง คือต้องมีความสนใจก่อนข้อมูลจึงจะเข้าสู่ความจำ

ข้อ 22

วิธีสอนแบบใดเหมาะสมที่สุดสำหรับการพัฒนาความเข้าใจในมุมมองของผู้อื่นและทักษะการแก้ปัญหาความขัดแย้ง

  1. 1.การสอนแบบบรรยาย
  2. 2.การสอนแบบบทบาทสมมติและสถานการณ์จำลอง
  3. 3.การสอนแบบท่องจำ
  4. 4.การสอนแบบสาธิตให้ดูแล้วทำตาม
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. การสอนแบบบทบาทสมมติและสถานการณ์จำลอง

บทบาทสมมติและสถานการณ์จำลองให้ผู้เรียนสวมบทบาทที่ไม่ใช่ตนเอง จึงต้องคิดจากมุมมองของผู้อื่นและตัดสินใจภายใต้เงื่อนไขของบทบาทนั้น เหมาะกับการพัฒนาความเข้าใจผู้อื่น ทักษะทางสังคม และการจัดการความขัดแย้ง สิ่งที่ขาดไม่ได้คือขั้นสะท้อนคิดหลังกิจกรรม เพราะการเรียนรู้ที่แท้จริงเกิดตอนถอดบทเรียน ไม่ใช่ตอนแสดง

ข้อ 23

"หลักสูตรฐานสมรรถนะ" (Competency-Based Curriculum) ต่างจากหลักสูตรอิงมาตรฐานและตัวชี้วัดอย่างไร

  1. 1.เน้นให้ผู้เรียนแสดงความสามารถในการนำความรู้และทักษะไปใช้ในสถานการณ์จริงได้ มากกว่าการผ่านตัวชี้วัดเป็นรายข้อ
  2. 2.ไม่มีการวัดและประเมินผลผู้เรียน
  3. 3.ลดจำนวนกลุ่มสาระการเรียนรู้ลงเหลือเพียง 4 กลุ่ม
  4. 4.ให้ผู้เรียนเลือกเรียนเฉพาะวิชาที่ตนสนใจเท่านั้น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. เน้นให้ผู้เรียนแสดงความสามารถในการนำความรู้และทักษะไปใช้ในสถานการณ์จริงได้ มากกว่าการผ่านตัวชี้วัดเป็นรายข้อ

หลักสูตรฐานสมรรถนะเปลี่ยนจุดเน้นจาก "ผู้เรียนผ่านตัวชี้วัดกี่ข้อ" ไปที่ "ผู้เรียนทำอะไรได้จริงในสถานการณ์จริง" โดยสมรรถนะคือการผสานความรู้ ทักษะ และเจตคติเข้าด้วยกันจนใช้การได้ การประเมินจึงเน้นภาระงานตามสภาพจริงและการแสดงออกซึ่งสมรรถนะ ไม่ใช่การยกเลิกการประเมิน และไม่ได้แปลว่าผู้เรียนเลือกเรียนอะไรก็ได้

ข้อ 24

ครูควรจัดการอย่างไรเมื่อพบว่านักเรียนบางส่วนยังไม่ผ่านตัวชี้วัดของหน่วยการเรียนรู้ที่สอนจบไปแล้ว

  1. 1.สอนหน่วยถัดไปตามแผนที่วางไว้ เพราะต้องให้ทันตารางสอน
  2. 2.จัดสอนซ่อมเสริมและประเมินซ้ำเฉพาะตัวชี้วัดที่ยังไม่ผ่าน โดยปรับวิธีสอนให้ต่างจากเดิม
  3. 3.ให้คะแนนผ่านทุกคนเพื่อไม่ให้กระทบผลการเรียนรวมของห้อง
  4. 4.ส่งรายชื่อให้ผู้ปกครองทราบแล้วให้ไปเรียนพิเศษเอง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. จัดสอนซ่อมเสริมและประเมินซ้ำเฉพาะตัวชี้วัดที่ยังไม่ผ่าน โดยปรับวิธีสอนให้ต่างจากเดิม

การประเมินแบบอิงเกณฑ์กำหนดว่าผู้เรียนต้องบรรลุตัวชี้วัด ครูจึงต้องจัดสอนซ่อมเสริมและเปิดโอกาสให้ประเมินซ้ำ โดยสำคัญคือต้องเปลี่ยนวิธีสอน เพราะการสอนแบบเดิมซ้ำมักได้ผลเดิม การสอนต่อไปโดยทิ้งผู้ที่ยังไม่ผ่านจะทำให้ช่องว่างสะสม การให้ผ่านทุกคนเป็นการบิดเบือนข้อมูล และการผลักภาระให้เรียนพิเศษเป็นการซ้ำเติมผู้เรียนที่ครอบครัวไม่พร้อม

ข้อ 25

"สาระการเรียนรู้ท้องถิ่น" ในหลักสูตรสถานศึกษา มีความหมายตรงกับข้อใด

  1. 1.วิชาเลือกเสรีที่ผู้เรียนเลือกเรียนตามความสนใจ
  2. 2.เนื้อหาที่สถานศึกษาหรือเขตพื้นที่กำหนดเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับสภาพ ปัญหา และภูมิปัญญาของท้องถิ่น
  3. 3.รายวิชาที่สอนด้วยภาษาถิ่นแทนภาษาไทยกลาง
  4. 4.กิจกรรมนอกหลักสูตรที่จัดร่วมกับชุมชน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เนื้อหาที่สถานศึกษาหรือเขตพื้นที่กำหนดเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับสภาพ ปัญหา และภูมิปัญญาของท้องถิ่น

สาระการเรียนรู้ท้องถิ่นคือเนื้อหาที่เพิ่มเติมเข้าไปในหลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม ปัญหา และภูมิปัญญาของท้องถิ่นนั้น เพื่อให้ผู้เรียนเห็นความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เรียนกับชีวิตจริงและเกิดความผูกพันกับถิ่นฐาน โดยสอดแทรกอยู่ในกลุ่มสาระต่าง ๆ หรือจัดเป็นรายวิชาเพิ่มเติมก็ได้ ไม่ใช่กิจกรรมนอกหลักสูตรและไม่ใช่การเปลี่ยนภาษาที่ใช้สอน

ฝึกทำแบบจับเวลาและสุ่มข้อใหม่ทุกรอบ

โหมดฝึกจะสุ่มข้อใหม่ให้ทุกครั้ง เฉลยทันทีหลังตอบ และถ้าเข้าสู่ระบบไว้ระบบจะจำว่าคุณทำข้อไหนไปแล้ว พร้อมเก็บข้อที่ตอบผิดไว้ให้กลับมาแก้ตัว

เทคนิคทำข้อสอบวิชาความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอน

  • ข้อสอบส่วนใหญ่เป็นสถานการณ์ในห้องเรียน ให้เลือกคำตอบที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางไว้ก่อน
  • แยกการวัดผลระหว่างเรียนกับการวัดผลสรุปรวมให้ขาด เป็นจุดที่ตัวเลือกลวงชอบเล่น
  • จิตวิทยาพัฒนาการต้องจำชื่อทฤษฎีคู่กับเจ้าของทฤษฎีและขั้นพัฒนาการให้ได้
  • การวิจัยในชั้นเรียนเน้นขั้นตอนและการเลือกเครื่องมือ ไม่ได้ถามสถิติลึก

หัวข้ออื่นในวิชาความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอน

คำถามที่พบบ่อย

ข้อสอบหลักสูตรและศาสตร์การสอน ออกสอบในสนามไหนบ้าง

หัวข้อหลักสูตรและศาสตร์การสอน อยู่ในวิชาความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งใช้สอบในครูผู้ช่วย ภาค ข (ไม่รวมวิชาเอก) ในเว็บนี้มีข้อสอบหัวข้อนี้ทั้งหมด 25 ข้อ

แนวข้อสอบหลักสูตรและศาสตร์การสอน มีเฉลยอธิบายไหม

ทุกข้อมีเฉลยพร้อมคำอธิบายว่าทำไมตัวเลือกนั้นถึงถูก และหน้านี้เปิดให้อ่านครบทั้ง 25 ข้อฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก

ฝึกทำข้อสอบหลักสูตรและศาสตร์การสอน ต้องเสียเงินไหม

ไม่เสียค่าใช้จ่าย ใช้ได้ฟรีทั้งหมด ไม่ต้องสมัครสมาชิกก็เริ่มฝึกได้ แต่ถ้าเข้าสู่ระบบ ระบบจะจำว่าทำข้อไหนไปแล้วและเก็บข้อที่ตอบผิดไว้ให้กลับมาทบทวน