คลังแนวข้อสอบกระดานอันดับ

แนวข้อสอบ พ.ร.บ. การศึกษาภาคบังคับและการศึกษาปฐมวัย 20 ข้อ พร้อมเฉลย

ในคลัง 20 ข้อวิชากฎหมายการศึกษาครูผู้ช่วย ภาค ข (ไม่รวมวิชาเอก)

หน้านี้รวมแนวข้อสอบหัวข้อพ.ร.บ. การศึกษาภาคบังคับและการศึกษาปฐมวัย จำนวน 20 ข้อ พร้อมเฉลยและคำอธิบายว่าทำไมตัวเลือกนั้นถึงถูก ทุกข้อจัดทำขึ้นใหม่ตามผังการออกข้อสอบ ไม่ใช่ข้อสอบเก่าของหน่วยงานใด อ่านฟรีทั้งหมดโดยไม่ต้องสมัครสมาชิก

ข้อสอบ พ.ร.บ. การศึกษาภาคบังคับและการศึกษาปฐมวัย พร้อมเฉลย ครบทั้ง 20 ข้อ

ข้อ 1

ตามพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 คำว่า "เด็ก" หมายความว่าอย่างไร

  1. 1.เด็กซึ่งมีอายุย่างเข้าปีที่เจ็ด จนถึงอายุย่างเข้าปีที่สิบหก เว้นแต่เด็กที่สอบได้ชั้นปีที่เก้าของการศึกษาภาคบังคับแล้ว
  2. 2.เด็กซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์
  3. 3.เด็กซึ่งมีอายุตั้งแต่หกปีบริบูรณ์ถึงสิบห้าปีบริบูรณ์
  4. 4.เด็กซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. เด็กซึ่งมีอายุย่างเข้าปีที่เจ็ด จนถึงอายุย่างเข้าปีที่สิบหก เว้นแต่เด็กที่สอบได้ชั้นปีที่เก้าของการศึกษาภาคบังคับแล้ว

มาตรา 4 นิยามคำว่า "เด็ก" ไว้ว่าหมายถึงเด็กซึ่งมีอายุย่างเข้าปีที่เจ็ดจนถึงอายุย่างเข้าปีที่สิบหก เว้นแต่เด็กที่สอบได้ชั้นปีที่เก้าของการศึกษาภาคบังคับแล้ว จุดที่ต้องระวังคือกฎหมายใช้คำว่า "ย่างเข้าปีที่" ไม่ใช่ "บริบูรณ์" ซึ่งเป็นคนละความหมาย ส่วนนิยาม "เด็ก" ว่าอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์เป็นของพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก จึงเป็นตัวลวงที่ใกล้เคียงที่สุด

ข้อ 2

การศึกษาภาคบังคับตามพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 มีระยะเวลากี่ปี

  1. 1.หกปี
  2. 2.เก้าปี
  3. 3.สิบสองปี
  4. 4.สิบห้าปี
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เก้าปี

การศึกษาภาคบังคับมีระยะเวลาเก้าปี คือชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ข้อควรระวังคืออย่าสับสนกับ "การศึกษาขั้นพื้นฐาน" ซึ่งมีสิบสองปีตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และกับสิทธิได้รับการศึกษาสิบสองปีโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายตามรัฐธรรมนูญ ทั้งสามตัวเลขนี้เป็นคนละเรื่องและข้อสอบชอบนำมาสลับกัน

ข้อ 3

ผู้ปกครองที่ไม่ส่งเด็กเข้าเรียนในสถานศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 ต้องระวางโทษตามข้อใด

  1. 1.จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน
  2. 2.ปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
  3. 3.ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
  4. 4.จำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท

มาตรา 13 กำหนดว่าผู้ปกครองที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 6 คือไม่ส่งเด็กเข้าเรียนในสถานศึกษา ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท ซึ่งเป็นโทษปรับสถานเดียวไม่มีโทษจำคุก ส่วนโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทเป็นของผู้ที่กระทำการอันเป็นเหตุให้เด็กมิได้เข้าเรียน หรือผู้ที่ไม่แจ้งข้อมูลหรือแจ้งข้อมูลเท็จ จึงเป็นตัวลวงที่ต้องแยกให้ออก

ข้อ 4

ตามพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 คำว่า "เด็กปฐมวัย" หมายความว่าอย่างไร

  1. 1.เด็กซึ่งมีอายุต่ำกว่าสามปีบริบูรณ์
  2. 2.เด็กซึ่งมีอายุต่ำกว่าหกปีบริบูรณ์ และให้หมายความรวมถึงเด็กซึ่งต้องได้รับการพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาในระดับประถมศึกษา
  3. 3.เด็กซึ่งมีอายุตั้งแต่สามปีถึงห้าปีบริบูรณ์
  4. 4.เด็กซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึงปีที่ 3
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เด็กซึ่งมีอายุต่ำกว่าหกปีบริบูรณ์ และให้หมายความรวมถึงเด็กซึ่งต้องได้รับการพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาในระดับประถมศึกษา

มาตรา 3 นิยาม "เด็กปฐมวัย" ว่าหมายถึงเด็กซึ่งมีอายุต่ำกว่าหกปีบริบูรณ์ และให้หมายความรวมถึงเด็กซึ่งต้องได้รับการพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาในระดับประถมศึกษาด้วย นิยามนี้กว้างกว่าการนับตามชั้นเรียน เพราะครอบคลุมตั้งแต่แรกเกิดและรวมเด็กที่อายุเกินหกปีแต่ยังต้องได้รับการพัฒนาก่อนเข้าประถมศึกษา

ข้อ 5

เมื่อผู้ปกครองแจ้งว่าเด็กในความปกครองไม่สามารถเข้าเรียนได้ตามปกติ สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการอย่างไรเป็นลำดับแรก

  1. 1.ดำเนินคดีกับผู้ปกครองทันทีเพื่อบังคับให้ส่งเด็กเข้าเรียน
  2. 2.จำหน่ายชื่อเด็กออกจากทะเบียนนักเรียน
  3. 3.สอบถามเหตุผลและหาทางช่วยเหลือหรือจัดการศึกษาในรูปแบบที่เหมาะสมกับสภาพของเด็ก
  4. 4.ส่งเรื่องให้ศาลเยาวชนและครอบครัวพิจารณา
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. สอบถามเหตุผลและหาทางช่วยเหลือหรือจัดการศึกษาในรูปแบบที่เหมาะสมกับสภาพของเด็ก

เจตนารมณ์ของกฎหมายการศึกษาภาคบังคับคือให้เด็กได้เรียน ไม่ใช่การลงโทษผู้ปกครอง บทกำหนดโทษเป็นมาตรการสุดท้าย ลำดับแรกจึงต้องหาสาเหตุและหาทางช่วยเหลือ เช่น ทุนการศึกษา การเดินทาง หรือจัดการศึกษารูปแบบอื่นที่ยืดหยุ่นกว่า ซึ่งกฎหมายเปิดช่องไว้ทั้งการศึกษานอกระบบและการจัดการศึกษาโดยครอบครัว การจำหน่ายชื่อออกโดยไม่หาทางช่วยเหลือขัดกับเจตนารมณ์อย่างชัดเจน

ข้อ 6

ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยตามพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562

  1. 1.ต้องมุ่งเตรียมความพร้อมด้านวิชาการโดยเร่งสอนอ่านเขียนและคิดเลขให้ได้ก่อนเข้าประถมศึกษา
  2. 2.ต้องจัดให้สอดคล้องกับพัฒนาการตามช่วงวัยของเด็กแต่ละคน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ
  3. 3.ต้องใช้แบบทดสอบมาตรฐานคัดกรองเด็กเพื่อจัดกลุ่มตามระดับความสามารถ
  4. 4.ต้องจัดโดยสถานศึกษาของรัฐเท่านั้น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ต้องจัดให้สอดคล้องกับพัฒนาการตามช่วงวัยของเด็กแต่ละคน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ

พระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัยวางหลักให้การพัฒนาเด็กปฐมวัยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ และจัดให้สอดคล้องกับพัฒนาการตามช่วงวัยอย่างรอบด้าน ทั้งร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา กฎหมายยังมุ่งป้องกันการเร่งรัดวิชาการเกินวัย ซึ่งงานวิจัยชี้ว่าส่งผลเสียต่อเจตคติต่อการเรียนในระยะยาว การสอบคัดเลือกเข้าชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จึงเป็นสิ่งที่นโยบายพยายามยกเลิก

ข้อ 7

ผู้ใดขัดขวางมิให้เด็กได้เข้ารับการศึกษาภาคบังคับ ต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 อย่างไร

  1. 1.จำคุกไม่เกินหนึ่งปี
  2. 2.ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
  3. 3.ปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
  4. 4.ตักเตือนเป็นหนังสือเท่านั้น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

กฎหมายกำหนดโทษไว้ต่างกันตามความร้ายแรง ผู้ปกครองที่ไม่ส่งเด็กเข้าเรียนมีโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท ส่วนผู้ที่กระทำการอันเป็นเหตุขัดขวางมิให้เด็กได้เข้าเรียน มีโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท เพราะเป็นการกระทำของบุคคลภายนอกที่ตัดโอกาสของเด็กโดยตรง

ข้อ 8

นายจ้างรับเด็กในวัยการศึกษาภาคบังคับเข้าทำงานจนเป็นเหตุให้เด็กไม่ได้เรียน จะมีผลอย่างไร

  1. 1.ไม่มีความผิด หากได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง
  2. 2.มีความผิดและต้องระวางโทษปรับตามที่กฎหมายกำหนด
  3. 3.มีความผิดเฉพาะเมื่อจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าขั้นต่ำ
  4. 4.ไม่มีความผิด เพราะเป็นเรื่องระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. มีความผิดและต้องระวางโทษปรับตามที่กฎหมายกำหนด

กฎหมายเอาผิดผู้ที่กระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นเหตุให้เด็กมิได้เข้าเรียนในสถานศึกษา ซึ่งรวมถึงนายจ้างที่รับเด็กเข้าทำงานจนไม่ได้เรียน ความยินยอมของผู้ปกครองไม่เป็นเหตุยกเว้นความผิด เพราะสิทธิที่จะได้เรียนเป็นของตัวเด็กเอง ผู้ปกครองสละแทนไม่ได้

ข้อ 9

สถานศึกษาพบว่านักเรียนในการศึกษาภาคบังคับขาดเรียนติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรดำเนินการอย่างไรเป็นลำดับแรก

  1. 1.จำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนนักเรียนทันที
  2. 2.แจ้งผู้ปกครองและติดตามหาสาเหตุ พร้อมรายงานต่อผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย
  3. 3.แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน
  4. 4.รอจนสิ้นปีการศึกษาแล้วให้ซ้ำชั้น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. แจ้งผู้ปกครองและติดตามหาสาเหตุ พร้อมรายงานต่อผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย

หน้าที่แรกของสถานศึกษาคือแจ้งผู้ปกครองและติดตามหาสาเหตุ เพื่อนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้ พร้อมรายงานต่อผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย การจำหน่ายชื่อออกทันทีเป็นการผลักเด็กออกจากระบบซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของการศึกษาภาคบังคับโดยตรง

ข้อ 10

ตามพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยต้องคำนึงถึงสิ่งใดเป็นสำคัญ

  1. 1.การเตรียมความพร้อมเพื่อสอบแข่งขันเข้าชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
  2. 2.การพัฒนาเด็กอย่างรอบด้านและสมดุลตามวัย ผ่านการเล่นและกิจกรรมที่เหมาะสม
  3. 3.การเร่งสอนอ่านเขียนให้ได้เร็วที่สุด
  4. 4.การจัดอันดับผลการเรียนของเด็กแต่ละคน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. การพัฒนาเด็กอย่างรอบด้านและสมดุลตามวัย ผ่านการเล่นและกิจกรรมที่เหมาะสม

กฎหมายวางหลักให้พัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างรอบด้านและสมดุลตามวัย ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา โดยเรียนรู้ผ่านการเล่นและกิจกรรมที่เหมาะกับพัฒนาการ และมีหลักห้ามมิให้จัดการเรียนรู้ในลักษณะมุ่งการสอบแข่งขันซึ่งขัดต่อธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กวัยนี้

ข้อ 11

โรงเรียนแห่งหนึ่งจัดสอบข้อเขียนวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษเพื่อคัดเลือกเด็กเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ข้อใดกล่าวถูกต้อง

  1. 1.ทำได้ เพราะเป็นดุลพินิจของสถานศึกษา
  2. 2.ไม่สอดคล้องกับกฎหมาย เพราะมีหลักห้ามจัดการเรียนรู้และการคัดเลือกที่มุ่งการสอบแข่งขันสำหรับเด็กปฐมวัย
  3. 3.ทำได้ หากแจ้งผู้ปกครองล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน
  4. 4.ทำได้เฉพาะโรงเรียนเอกชน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ไม่สอดคล้องกับกฎหมาย เพราะมีหลักห้ามจัดการเรียนรู้และการคัดเลือกที่มุ่งการสอบแข่งขันสำหรับเด็กปฐมวัย

พระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัยวางหลักไม่ให้จัดการเรียนรู้หรือการคัดเลือกในลักษณะที่มุ่งการสอบแข่งขันกับเด็กปฐมวัย เพราะทำให้เกิดการเร่งเรียนที่ไม่สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย และสร้างความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ต้นทาง การรับเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จึงควรใช้วิธีอื่น

ข้อ 12

ผู้ปกครองตามพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 มีหน้าที่สำคัญในข้อใด

  1. 1.ส่งเด็กเข้าเรียนในสถานศึกษาเมื่อเด็กมีอายุย่างเข้าปีที่เจ็ด
  2. 2.ออกค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาภาคบังคับทั้งหมด
  3. 3.จัดหาครูสอนพิเศษให้เด็กนอกเวลาเรียน
  4. 4.เลือกสถานศึกษาที่มีผลสอบสูงที่สุดในเขตพื้นที่
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ส่งเด็กเข้าเรียนในสถานศึกษาเมื่อเด็กมีอายุย่างเข้าปีที่เจ็ด

ผู้ปกครองมีหน้าที่ส่งเด็กเข้าเรียนในสถานศึกษาเมื่อเด็กมีอายุย่างเข้าปีที่เจ็ด จนอายุย่างเข้าปีที่สิบหก เว้นแต่สอบได้ชั้นปีที่เก้าของการศึกษาภาคบังคับแล้ว ส่วนค่าใช้จ่ายในช่วงนี้เป็นภาระของรัฐตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ของผู้ปกครอง

ข้อ 13

ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง "การศึกษาภาคบังคับ" กับ "การศึกษาขั้นพื้นฐาน"

  1. 1.เป็นสิ่งเดียวกัน มีระยะเวลาเท่ากัน
  2. 2.การศึกษาภาคบังคับเก้าปี เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งจัดให้ไม่น้อยกว่าสิบสองปี
  3. 3.การศึกษาขั้นพื้นฐานเก้าปี ส่วนการศึกษาภาคบังคับสิบสองปี
  4. 4.การศึกษาภาคบังคับใช้กับเอกชน ส่วนการศึกษาขั้นพื้นฐานใช้กับรัฐ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. การศึกษาภาคบังคับเก้าปี เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งจัดให้ไม่น้อยกว่าสิบสองปี

การศึกษาภาคบังคับมีเก้าปีและเป็นช่วงที่กฎหมายบังคับให้ต้องเข้าเรียน โดยเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งรัฐต้องจัดให้ไม่น้อยกว่าสิบสองปี ความต่างอยู่ที่ "บังคับ" กับ "จัดให้" คือช่วงเก้าปีมีบทลงโทษหากไม่ส่งเด็กเข้าเรียน ส่วนช่วงที่เหลือเป็นสิทธิที่รัฐต้องจัดให้

ข้อ 14

เด็กที่มีอายุย่างเข้าปีที่สิบหกแต่ยังเรียนไม่จบชั้นปีที่เก้าของการศึกษาภาคบังคับ ควรได้รับการปฏิบัติอย่างไร

  1. 1.พ้นจากการศึกษาภาคบังคับทันทีเมื่ออายุครบ
  2. 2.ยังคงต้องได้รับการส่งเสริมให้เรียนต่อจนจบชั้นปีที่เก้าตามที่กฎหมายมุ่งหมาย
  3. 3.ต้องย้ายไปเรียนการศึกษานอกระบบเท่านั้น
  4. 4.ให้ออกจากสถานศึกษาเพื่อประกอบอาชีพ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ยังคงต้องได้รับการส่งเสริมให้เรียนต่อจนจบชั้นปีที่เก้าตามที่กฎหมายมุ่งหมาย

เจตนารมณ์ของกฎหมายคือให้เด็กได้เรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับเก้าปี เกณฑ์อายุย่างเข้าปีที่สิบหกเป็นขอบเขตของหน้าที่ผู้ปกครองในการส่งเด็กเข้าเรียน ไม่ใช่เส้นตายที่จะผลักเด็กออกจากระบบ สถานศึกษาจึงต้องหาทางให้เด็กเรียนจบ ไม่ว่าจะด้วยรูปแบบใด

ข้อ 15

หน่วยงานใดมีหน้าที่ประกาศรายละเอียดเกี่ยวกับการส่งเด็กเข้าเรียนในสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา

  1. 1.คุรุสภา
  2. 2.คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วแต่กรณี
  3. 3.กระทรวงมหาดไทย
  4. 4.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วแต่กรณี

กฎหมายให้คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วแต่กรณี ประกาศรายละเอียดเกี่ยวกับการส่งเด็กเข้าเรียนและจัดสรรโอกาสเข้าศึกษาต่อ พร้อมทั้งแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ปกครองทราบก่อนเด็กเข้าเรียนไม่น้อยกว่าหนึ่งปี เพื่อให้ครอบครัวเตรียมตัวได้ทัน

ข้อ 16

ข้อใดคือเหตุผลสำคัญที่กฎหมายให้ความคุ้มครองพิเศษแก่ช่วงปฐมวัย

  1. 1.เพราะเป็นช่วงที่ประหยัดงบประมาณมากที่สุด
  2. 2.เพราะเป็นช่วงที่สมองและพัฒนาการเติบโตเร็วที่สุด การลงทุนช่วงนี้จึงให้ผลระยะยาวสูงที่สุด
  3. 3.เพราะเด็กเล็กดูแลง่ายกว่าเด็กโต
  4. 4.เพราะเป็นช่วงที่ยังไม่ต้องใช้ครูที่มีใบอนุญาต
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เพราะเป็นช่วงที่สมองและพัฒนาการเติบโตเร็วที่สุด การลงทุนช่วงนี้จึงให้ผลระยะยาวสูงที่สุด

ช่วงปฐมวัยตั้งแต่แรกเกิดถึงหกปีบริบูรณ์เป็นช่วงที่สมองและพัฒนาการทุกด้านเติบโตเร็วที่สุด การดูแลที่ดีในช่วงนี้จึงส่งผลต่อความสามารถในการเรียนรู้และคุณภาพชีวิตไปตลอด กฎหมายจึงกำหนดให้มีระบบและกลไกดูแลอย่างเป็นเอกภาพและต่อเนื่อง

ข้อ 17

ผู้ปกครองประสงค์ให้เด็กเข้าเรียนก่อนหรือหลังอายุที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากมีเหตุผลด้านพัฒนาการ สามารถทำได้หรือไม่

  1. 1.ไม่ได้ในทุกกรณี
  2. 2.ทำได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนด โดยต้องมีเหตุอันสมควร
  3. 3.ทำได้เฉพาะเด็กที่มีความพิการเท่านั้น
  4. 4.ทำได้โดยผู้ปกครองแจ้งความประสงค์เพียงฝ่ายเดียว
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ทำได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนด โดยต้องมีเหตุอันสมควร

กฎหมายเปิดช่องให้เด็กเข้าเรียนก่อนหรือหลังอายุตามเกณฑ์ได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด โดยต้องมีเหตุอันสมควรและผ่านการพิจารณาของผู้มีอำนาจ ไม่ใช่การตัดสินใจของผู้ปกครองฝ่ายเดียว เพราะต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ

ข้อ 18

ข้อใดคือหลักการสำคัญของการบูรณาการการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามกฎหมาย

  1. 1.ให้กระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบเพียงหน่วยงานเดียว
  2. 2.ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษา และการพัฒนาสังคม ทำงานประสานกันอย่างเป็นเอกภาพ
  3. 3.ให้ครอบครัวรับผิดชอบทั้งหมดโดยรัฐไม่แทรกแซง
  4. 4.ให้เอกชนเป็นผู้จัดบริการทั้งหมด
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษา และการพัฒนาสังคม ทำงานประสานกันอย่างเป็นเอกภาพ

การพัฒนาเด็กปฐมวัยครอบคลุมทั้งสุขภาพ โภชนาการ การเรียนรู้ และการคุ้มครองสวัสดิภาพ จึงเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานพร้อมกัน กฎหมายจึงวางกลไกให้หน่วยงานเหล่านั้นทำงานประสานกันอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อไม่ให้เด็กตกหล่นระหว่างรอยต่อของแต่ละหน่วยงาน

ข้อ 19

ครูประจำชั้นพบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 คนหนึ่งต้องออกไปช่วยพ่อแม่ทำงานจนขาดเรียนบ่อย ข้อใดเป็นแนวปฏิบัติที่ถูกต้องที่สุด

  1. 1.ปล่อยไปตามความจำเป็นของครอบครัว เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว
  2. 2.ประสานผู้ปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางช่วยเหลือให้เด็กได้เรียนต่อจนจบภาคบังคับ
  3. 3.ให้เด็กลาออกแล้วกลับมาเรียนเมื่อครอบครัวพร้อม
  4. 4.รายงานให้ตำรวจดำเนินคดีกับผู้ปกครองทันที
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ประสานผู้ปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางช่วยเหลือให้เด็กได้เรียนต่อจนจบภาคบังคับ

เป้าหมายของกฎหมายคือให้เด็กได้เรียนจนจบภาคบังคับ แนวปฏิบัติที่ถูกต้องจึงเริ่มจากการประสานผู้ปกครองและหน่วยงานที่ช่วยเหลือได้ เช่น กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา บทลงโทษเป็นมาตรการสุดท้ายเมื่อวิธีอื่นไม่ได้ผล ไม่ใช่ทางเลือกแรก

ข้อ 20

เหตุใดกฎหมายจึงกำหนดให้การศึกษาภาคบังคับเป็น "หน้าที่" ไม่ใช่เพียง "สิทธิ" ของเด็ก

  1. 1.เพื่อให้รัฐเก็บค่าเล่าเรียนได้ตามความเหมาะสม
  2. 2.เพื่อให้เด็กได้รับการศึกษาขั้นต่ำอย่างแน่นอน แม้ในกรณีที่ผู้ปกครองไม่เห็นความสำคัญหรือมีข้อจำกัด
  3. 3.เพื่อให้สถานศึกษามีจำนวนนักเรียนครบตามเป้าหมาย
  4. 4.เพื่อลดภาระงบประมาณของรัฐในระยะยาว
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เพื่อให้เด็กได้รับการศึกษาขั้นต่ำอย่างแน่นอน แม้ในกรณีที่ผู้ปกครองไม่เห็นความสำคัญหรือมีข้อจำกัด

หากการศึกษาเป็นเพียงสิทธิ เด็กที่ผู้ปกครองไม่เห็นความสำคัญหรือมีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจอาจไม่ได้เรียนเลย การกำหนดให้เป็นหน้าที่พร้อมบทลงโทษจึงเป็นหลักประกันขั้นต่ำให้เด็กทุกคนได้เรียน โดยรัฐรับภาระค่าใช้จ่ายควบคู่ไปด้วย

ฝึกทำแบบจับเวลาและสุ่มข้อใหม่ทุกรอบ

โหมดฝึกจะสุ่มข้อใหม่ให้ทุกครั้ง เฉลยทันทีหลังตอบ และถ้าเข้าสู่ระบบไว้ระบบจะจำว่าคุณทำข้อไหนไปแล้ว พร้อมเก็บข้อที่ตอบผิดไว้ให้กลับมาแก้ตัว

เทคนิคทำข้อสอบวิชากฎหมายการศึกษา

  • จำให้ได้ว่าเรื่องไหนอยู่ในกฎหมายฉบับใด ข้อสอบชอบสลับฉบับมาหลอก
  • องค์กรหลักอย่าง ก.ค.ศ. คุรุสภา และ สพฐ. มีอำนาจหน้าที่คนละแบบ ต้องแยกให้ออก
  • การศึกษาภาคบังคับกับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่เท่ากัน เป็นข้อที่ออกซ้ำแทบทุกปี
  • พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กเน้นหน้าที่ของครูเมื่อพบเด็กที่ต้องได้รับการคุ้มครอง

หัวข้ออื่นในวิชากฎหมายการศึกษา

คำถามที่พบบ่อย

ข้อสอบ พ.ร.บ. การศึกษาภาคบังคับและการศึกษาปฐมวัย ออกสอบในสนามไหนบ้าง

หัวข้อพ.ร.บ. การศึกษาภาคบังคับและการศึกษาปฐมวัย อยู่ในวิชากฎหมายการศึกษา ซึ่งใช้สอบในครูผู้ช่วย ภาค ข (ไม่รวมวิชาเอก) ในเว็บนี้มีข้อสอบหัวข้อนี้ทั้งหมด 20 ข้อ

แนวข้อสอบ พ.ร.บ. การศึกษาภาคบังคับและการศึกษาปฐมวัย มีเฉลยอธิบายไหม

ทุกข้อมีเฉลยพร้อมคำอธิบายว่าทำไมตัวเลือกนั้นถึงถูก และหน้านี้เปิดให้อ่านครบทั้ง 20 ข้อฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก

ฝึกทำข้อสอบ พ.ร.บ. การศึกษาภาคบังคับและการศึกษาปฐมวัย ต้องเสียเงินไหม

ไม่เสียค่าใช้จ่าย ใช้ได้ฟรีทั้งหมด ไม่ต้องสมัครสมาชิกก็เริ่มฝึกได้ แต่ถ้าเข้าสู่ระบบ ระบบจะจำว่าทำข้อไหนไปแล้วและเก็บข้อที่ตอบผิดไว้ให้กลับมาทบทวน