คลังแนวข้อสอบกระดานอันดับ

แนวข้อสอบ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก 21 ข้อ พร้อมเฉลย

ในคลัง 21 ข้อวิชากฎหมายการศึกษาครูผู้ช่วย ภาค ข (ไม่รวมวิชาเอก)

หน้านี้รวมแนวข้อสอบหัวข้อพ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก จำนวน 21 ข้อ พร้อมเฉลยและคำอธิบายว่าทำไมตัวเลือกนั้นถึงถูก ทุกข้อจัดทำขึ้นใหม่ตามผังการออกข้อสอบ ไม่ใช่ข้อสอบเก่าของหน่วยงานใด อ่านฟรีทั้งหมดโดยไม่ต้องสมัครสมาชิก

ข้อสอบ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พร้อมเฉลย ครบทั้ง 21 ข้อ

ข้อ 1

หลักการสำคัญที่สุดที่ต้องคำนึงถึงในการปฏิบัติต่อเด็กตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 คือข้อใด

  1. 1.ประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ และไม่เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม
  2. 2.ความสะดวกในการบริหารจัดการของหน่วยงาน
  3. 3.ความประสงค์ของผู้ปกครองเป็นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
  4. 4.การรักษาชื่อเสียงของสถานศึกษาและชุมชน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ และไม่เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม

มาตรา 22 วางหลักว่าการปฏิบัติต่อเด็กไม่ว่ากรณีใด ให้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ และไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม หลักนี้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและเป็นเข็มทิศเมื่อผลประโยชน์ของเด็กขัดกับความสะดวกของผู้ใหญ่ เช่น กรณีที่การเปิดเผยเรื่องอาจกระทบชื่อเสียงโรงเรียน ประโยชน์ของเด็กต้องมาก่อนเสมอ

ข้อ 2

ข้อใดเป็นการกระทำที่พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ห้ามมิให้กระทำต่อเด็ก

  1. 1.มอบหมายงานบ้านให้เด็กช่วยทำตามสมควรแก่วัย
  2. 2.กระทำหรือละเว้นการกระทำอันเป็นการทารุณกรรมต่อร่างกายหรือจิตใจของเด็ก
  3. 3.กำหนดกติกาห้องเรียนร่วมกับเด็กและบังคับใช้อย่างเสมอภาค
  4. 4.ให้เด็กเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาของโรงเรียน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. กระทำหรือละเว้นการกระทำอันเป็นการทารุณกรรมต่อร่างกายหรือจิตใจของเด็ก

มาตรา 26 ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการอันเป็นการทารุณกรรมต่อร่างกายหรือจิตใจของเด็ก จงใจหรือละเลยไม่ให้สิ่งจำเป็นแก่การดำรงชีวิต บังคับหรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ข้อสำคัญคือกฎหมายห้ามทั้ง "การกระทำ" และ "การละเว้นการกระทำ" ครูที่รู้เห็นแล้วนิ่งเฉยจึงอาจมีความรับผิดด้วย

ข้อ 3

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 คำว่า "เด็ก" หมายความว่าอย่างไร

  1. 1.บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบห้าปีบริบูรณ์
  2. 2.บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ แต่ไม่รวมถึงผู้ที่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส
  3. 3.บุคคลซึ่งมีอายุย่างเข้าปีที่เจ็ดถึงย่างเข้าปีที่สิบหก
  4. 4.บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ แต่ไม่รวมถึงผู้ที่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส

มาตรา 4 นิยาม "เด็ก" ว่าหมายถึงบุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ แต่ไม่รวมถึงผู้ที่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส ข้อสังเกตคือกฎหมายแต่ละฉบับนิยาม "เด็ก" ต่างกันตามวัตถุประสงค์ เช่น พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับใช้ช่วงย่างเข้าปีที่เจ็ดถึงย่างเข้าปีที่สิบหก ส่วนพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัยใช้ต่ำกว่าหกปีบริบูรณ์

ข้อ 4

การลงโทษนักเรียนตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา กำหนดโทษไว้กี่สถาน

  1. 1.สามสถาน
  2. 2.สี่สถาน
  3. 3.ห้าสถาน
  4. 4.หกสถาน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. สี่สถาน

ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา กำหนดโทษไว้ 4 สถาน ได้แก่ ว่ากล่าวตักเตือน ทำทัณฑ์บน ตัดคะแนนความประพฤติ และทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยห้ามลงโทษด้วยวิธีรุนแรง แบบกลั่นแกล้ง หรือลงโทษด้วยความโกรธหรือพยาบาท และต้องคำนึงถึงอายุและความร้ายแรงของพฤติการณ์ประกอบด้วย

ข้อ 5

ครูพบว่านักเรียนถูกทารุณกรรมจากบุคคลในครอบครัว กฎหมายกำหนดให้ผู้พบเห็นมีหน้าที่อย่างไร

  1. 1.ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมาย เป็นเพียงเรื่องภายในครอบครัว
  2. 2.มีหน้าที่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ หรือผู้มีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก
  3. 3.ต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วนก่อนจึงจะแจ้งได้
  4. 4.ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองก่อนจึงจะแจ้งเหตุได้
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. มีหน้าที่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ หรือผู้มีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก

พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กกำหนดให้ผู้พบเห็นหรือประสบพฤติการณ์ที่น่าเชื่อว่ามีการกระทำทารุณกรรมต่อเด็ก มีหน้าที่แจ้งหรือรายงานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ หรือผู้มีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก และผู้แจ้งโดยสุจริตย่อมได้รับความคุ้มครอง ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญา หรือทางปกครอง จึงไม่จำเป็นต้องรอหลักฐานครบหรือขอความยินยอมจากผู้ปกครอง

ข้อ 6

การเผยแพร่ข้อมูลหรือภาพของเด็กที่อยู่ในความดูแลคุ้มครองสวัสดิภาพ ในลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่เด็ก มีผลตามกฎหมายอย่างไร

  1. 1.ทำได้ถ้าเป็นการรายงานข่าวเพื่อประโยชน์สาธารณะ
  2. 2.ทำได้ถ้าปิดบังใบหน้าเด็กไว้บางส่วน
  3. 3.เป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย เพราะอาจกระทบต่อสิทธิและสวัสดิภาพของเด็ก
  4. 4.ทำได้ถ้าได้รับความยินยอมจากตัวเด็กเพียงผู้เดียว
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. เป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย เพราะอาจกระทบต่อสิทธิและสวัสดิภาพของเด็ก

พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กห้ามโฆษณาหรือเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กหรือผู้ปกครอง โดยเจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียง เกียรติคุณ หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดของเด็ก หลักนี้ครอบคลุมถึงการรายงานข่าวด้วย และการปิดบังใบหน้าบางส่วนไม่ทำให้พ้นความรับผิดหากยังระบุตัวเด็กได้ ในทางปฏิบัติสถานศึกษาจึงต้องระวังการโพสต์เรื่องราวของนักเรียนที่มีปัญหาลงสื่อสังคมอย่างยิ่ง

ข้อ 7

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 "การสงเคราะห์เด็ก" กับ "การคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก" ต่างกันอย่างไร

  1. 1.เป็นคำที่ใช้แทนกันได้ ไม่มีความต่าง
  2. 2.การสงเคราะห์มุ่งช่วยเหลือเด็กที่ขาดผู้ดูแลหรืออยู่ในสภาพยากลำบาก ส่วนการคุ้มครองสวัสดิภาพมุ่งคุ้มครองเด็กที่ถูกทารุณกรรมหรือเสี่ยงต่อการกระทำผิด
  3. 3.การสงเคราะห์ใช้กับเด็กเล็ก ส่วนการคุ้มครองสวัสดิภาพใช้กับเด็กโต
  4. 4.การสงเคราะห์เป็นหน้าที่ของเอกชน ส่วนการคุ้มครองสวัสดิภาพเป็นหน้าที่ของรัฐ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. การสงเคราะห์มุ่งช่วยเหลือเด็กที่ขาดผู้ดูแลหรืออยู่ในสภาพยากลำบาก ส่วนการคุ้มครองสวัสดิภาพมุ่งคุ้มครองเด็กที่ถูกทารุณกรรมหรือเสี่ยงต่อการกระทำผิด

กฎหมายแยกสองมาตรการนี้ตามลักษณะปัญหา การสงเคราะห์มุ่งช่วยเหลือเด็กที่ขาดผู้ดูแลหรืออยู่ในสภาพยากลำบาก เช่น เด็กกำพร้าหรือเด็กเร่ร่อน ส่วนการคุ้มครองสวัสดิภาพมุ่งใช้กับเด็กที่ถูกทารุณกรรมหรือเสี่ยงต่อการกระทำผิด ซึ่งต้องแยกเด็กออกจากสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตราย

ข้อ 8

ข้อใด "ไม่ใช่" โทษที่โรงเรียนลงแก่นักเรียนได้ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา

  1. 1.ว่ากล่าวตักเตือน
  2. 2.ทำทัณฑ์บน
  3. 3.ตัดคะแนนความประพฤติ
  4. 4.ให้ทำงานหนักเป็นการทำโทษ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. ให้ทำงานหนักเป็นการทำโทษ

ระเบียบกำหนดโทษไว้สี่สถาน คือว่ากล่าวตักเตือน ทำทัณฑ์บน ตัดคะแนนความประพฤติ และทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การลงโทษด้วยวิธีรุนแรง การกลั่นแกล้ง หรือการทำโทษด้วยความโกรธหรือพยาบาททำไม่ได้ เพราะขัดต่อหลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก

ข้อ 9

ผู้ใดเป็นประธานคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ

  1. 1.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  2. 2.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
  3. 3.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
  4. 4.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นประธานคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ เพราะงานคุ้มครองเด็กเป็นงานสวัสดิการสังคมที่กว้างกว่าเรื่องการศึกษา ครอบคลุมทั้งเด็กในและนอกระบบโรงเรียน

ข้อ 10

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 การกระทำใดต่อไปนี้เป็นการทอดทิ้งเด็ก

  1. 1.ส่งเด็กไปพักกับปู่ย่าในช่วงปิดภาคเรียน
  2. 2.ละทิ้งเด็กไว้ ณ สถานที่ใด โดยเจตนาที่จะไม่รับเด็กกลับคืน
  3. 3.ให้เด็กเดินทางไปโรงเรียนด้วยตนเอง
  4. 4.ให้เด็กอยู่บ้านคนเดียวช่วงสั้น ๆ ระหว่างผู้ปกครองไปทำธุระ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ละทิ้งเด็กไว้ ณ สถานที่ใด โดยเจตนาที่จะไม่รับเด็กกลับคืน

การทอดทิ้งเด็กตามกฎหมายมีองค์ประกอบสำคัญคือ "เจตนาที่จะไม่รับเด็กกลับคืน" เช่น ละทิ้งเด็กไว้ในสถานรับเลี้ยงเด็ก สถานพยาบาล หรือสถานที่ใด ๆ รวมถึงการปล่อยปละละเลยจนน่าจะเกิดอันตราย ส่วนการฝากเลี้ยงชั่วคราวหรือปล่อยให้เด็กทำกิจวัตรตามวัยไม่เข้าข่ายนี้

ข้อ 11

ครูสังเกตว่านักเรียนคนหนึ่งมาโรงเรียนด้วยสภาพผอมซีด ใส่ชุดเดิมทุกวัน และมีร่องรอยฟกช้ำ แนวปฏิบัติใดเหมาะสมที่สุด

  1. 1.สอบถามนักเรียนต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้นเพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วน
  2. 2.พูดคุยกับนักเรียนเป็นการส่วนตัวด้วยท่าทีที่ปลอดภัย บันทึกข้อเท็จจริง และประสานผู้เกี่ยวข้องตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
  3. 3.โพสต์ขอความช่วยเหลือพร้อมภาพนักเรียนในกลุ่มไลน์ผู้ปกครอง
  4. 4.รอจนกว่านักเรียนจะเล่าให้ฟังเอง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. พูดคุยกับนักเรียนเป็นการส่วนตัวด้วยท่าทีที่ปลอดภัย บันทึกข้อเท็จจริง และประสานผู้เกี่ยวข้องตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

แนวปฏิบัติที่ถูกต้องคือพูดคุยเป็นการส่วนตัวในบรรยากาศที่เด็กรู้สึกปลอดภัย บันทึกข้อเท็จจริงที่พบ และประสานผู้เกี่ยวข้องตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนและกฎหมายคุ้มครองเด็ก การซักถามต่อหน้าคนอื่นหรือเผยแพร่ภาพเด็กจะซ้ำเติมความเสียหาย และการรอเฉย ๆ เป็นการละเลยหน้าที่

ข้อ 12

เหตุใดกฎหมายจึงกำหนดให้ "ผู้พบเห็น" เด็กที่ถูกทารุณกรรมมีหน้าที่ต้องแจ้ง ไม่ใช่เพียงมีสิทธิแจ้ง

  1. 1.เพื่อเพิ่มจำนวนคดีให้เจ้าหน้าที่มีผลงาน
  2. 2.เพราะเด็กมักไม่อยู่ในฐานะที่จะร้องขอความช่วยเหลือด้วยตนเองได้ การรอให้เด็กเป็นผู้แจ้งจึงเท่ากับปล่อยให้เด็กเผชิญอันตรายต่อไป
  3. 3.เพื่อให้ผู้ปกครองระมัดระวังตัวมากขึ้น
  4. 4.เพื่อลดภาระของพนักงานเจ้าหน้าที่
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เพราะเด็กมักไม่อยู่ในฐานะที่จะร้องขอความช่วยเหลือด้วยตนเองได้ การรอให้เด็กเป็นผู้แจ้งจึงเท่ากับปล่อยให้เด็กเผชิญอันตรายต่อไป

เด็กที่ถูกทารุณกรรมมักถูกกระทำโดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าและอยู่ใกล้ตัวที่สุด จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะร้องขอความช่วยเหลือเองได้ กฎหมายจึงเปลี่ยนจากสิทธิเป็นหน้าที่ พร้อมคุ้มครองผู้แจ้งโดยสุจริต เพื่อให้ผู้ใหญ่รอบตัวเด็กเป็นด่านแรกที่หยุดความรุนแรงได้

ข้อ 13

ครูพบว่านักเรียนถูกทำร้ายร่างกาย จึงแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยสุจริต ต่อมาผู้ปกครองขู่จะฟ้องครู ข้อใดกล่าวถูกต้อง

  1. 1.ครูต้องรับผิดเพราะเปิดเผยเรื่องในครอบครัวผู้อื่น
  2. 2.ครูได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เพราะเป็นการแจ้งโดยสุจริตเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองเด็ก
  3. 3.ครูต้องรับผิดหากภายหลังพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีการทำร้ายจริง
  4. 4.ครูควรแจ้งผู้อำนวยการเท่านั้น ห้ามแจ้งหน่วยงานภายนอก
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ครูได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เพราะเป็นการแจ้งโดยสุจริตเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองเด็ก

กฎหมายกำหนดให้ผู้พบเห็นเด็กถูกทารุณกรรมมีหน้าที่แจ้ง และคุ้มครองผู้แจ้งโดยสุจริตไม่ให้ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญา หรือทางปกครอง เพื่อไม่ให้ความกลัวถูกฟ้องกลายเป็นเหตุให้ไม่มีใครกล้าแจ้ง ซึ่งจะทำให้เด็กไม่ได้รับความช่วยเหลือ

ข้อ 14

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 โรงเรียนและสถานศึกษามีหน้าที่ใดโดยเฉพาะ

  1. 1.จัดให้มีระบบงานและกิจกรรมแนะแนว ให้คำปรึกษา และฝึกอบรมแก่นักเรียนและผู้ปกครอง
  2. 2.รายงานพฤติกรรมนักเรียนต่อสถานีตำรวจทุกภาคเรียน
  3. 3.จัดตั้งสถานสงเคราะห์เด็กภายในโรงเรียน
  4. 4.คัดกรองเด็กที่มีปัญหาออกจากระบบการศึกษา
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. จัดให้มีระบบงานและกิจกรรมแนะแนว ให้คำปรึกษา และฝึกอบรมแก่นักเรียนและผู้ปกครอง

กฎหมายกำหนดให้โรงเรียนและสถานศึกษาจัดให้มีระบบงานและกิจกรรมแนะแนว ให้คำปรึกษา และฝึกอบรมแก่นักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครอง เพื่อส่งเสริมความประพฤติที่เหมาะสม ความรับผิดชอบต่อสังคม และความปลอดภัย บทบาทของโรงเรียนจึงเป็นการป้องกันและช่วยเหลือ ไม่ใช่การผลักเด็กออกจากระบบ

ข้อ 15

หลัก "ประโยชน์สูงสุดของเด็ก" (best interests of the child) มีความหมายอย่างไรในทางปฏิบัติ

  1. 1.ต้องทำตามที่เด็กร้องขอทุกกรณี
  2. 2.เมื่อต้องตัดสินใจเรื่องใดที่เกี่ยวกับเด็ก ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญที่สุด เหนือความสะดวกของผู้ใหญ่หรือหน่วยงาน
  3. 3.ต้องให้ผู้ปกครองเป็นผู้ตัดสินใจแทนเด็กเสมอ
  4. 4.ต้องเลือกทางที่ประหยัดงบประมาณมากที่สุด
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เมื่อต้องตัดสินใจเรื่องใดที่เกี่ยวกับเด็ก ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญที่สุด เหนือความสะดวกของผู้ใหญ่หรือหน่วยงาน

หลักประโยชน์สูงสุดของเด็กกำหนดให้การปฏิบัติต่อเด็กไม่ว่ากรณีใด ต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ และไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม หลักนี้ไม่ได้แปลว่าต้องตามใจเด็ก แต่แปลว่าเมื่อประโยชน์ของเด็กขัดกับความสะดวกของผู้ใหญ่ ต้องยึดประโยชน์ของเด็กไว้ก่อน

ข้อ 16

ข้อใดคือความหมายของ "เด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำผิด" ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546

  1. 1.เด็กที่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกมาแล้ว
  2. 2.เด็กที่ประพฤติตนไม่สมควร หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมหรือสถานที่อันอาจชักนำให้กระทำผิดกฎหมาย
  3. 3.เด็กที่มีผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์
  4. 4.เด็กที่ขาดเรียนบ่อยครั้ง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เด็กที่ประพฤติตนไม่สมควร หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมหรือสถานที่อันอาจชักนำให้กระทำผิดกฎหมาย

เด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำผิดหมายถึงเด็กที่ประพฤติตนไม่สมควร เด็กที่ประกอบอาชีพหรือคบหาสมาคมกับบุคคลที่น่าจะชักนำไปในทางกระทำผิดกฎหมายหรือขัดต่อศีลธรรมอันดี หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมหรือสถานที่อันอาจชักนำให้กระทำผิด นิยามนี้เน้นการป้องกันก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่การตีตราเด็กที่เรียนไม่ดี

ข้อ 17

การเผยแพร่ภาพและชื่อของนักเรียนที่ถูกลงโทษทางวินัยลงในสื่อสังคมออนไลน์ของโรงเรียน ข้อใดกล่าวถูกต้อง

  1. 1.ทำได้ เพราะเป็นการสร้างความตระหนักให้นักเรียนคนอื่น
  2. 2.ไม่ควรกระทำ เพราะอาจเป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียง หรือสิทธิประโยชน์ของเด็ก
  3. 3.ทำได้ หากผู้อำนวยการอนุญาต
  4. 4.ทำได้ หากปิดบังใบหน้าเพียงบางส่วน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ไม่ควรกระทำ เพราะอาจเป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียง หรือสิทธิประโยชน์ของเด็ก

กฎหมายห้ามโฆษณาหรือเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กหรือผู้ปกครองในลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียง เกียรติคุณ หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดของเด็ก การประจานนักเรียนต่อสาธารณะจึงทำไม่ได้ แม้ผู้บริหารจะอนุญาต เพราะเป็นข้อห้ามตามกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องดุลพินิจภายใน

ข้อ 18

ข้อใดคือหน้าที่ของผู้ปกครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546

  1. 1.ให้การอุปการะเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน และพัฒนาเด็กที่อยู่ในความปกครองดูแลตามสมควรแก่ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม
  2. 2.ส่งเด็กเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงที่สุดในจังหวัด
  3. 3.จัดหางานพิเศษให้เด็กทำนอกเวลาเรียน
  4. 4.รายงานความประพฤติของเด็กต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ทุกเดือน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ให้การอุปการะเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน และพัฒนาเด็กที่อยู่ในความปกครองดูแลตามสมควรแก่ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม

กฎหมายกำหนดให้ผู้ปกครองต้องให้การอุปการะเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน และพัฒนาเด็กที่อยู่ในความปกครองดูแลตามสมควรแก่ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมแห่งท้องถิ่น แต่ต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำที่กำหนด และต้องคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กมิให้ตกอยู่ในภาวะอันน่าจะเกิดอันตราย

ข้อ 19

ข้อใด "ไม่ใช่" สถานที่ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กตามกฎหมาย

  1. 1.สถานแรกรับ
  2. 2.สถานสงเคราะห์
  3. 3.สถานคุ้มครองสวัสดิภาพ
  4. 4.สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน

สถานที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กได้แก่ สถานรับเลี้ยงเด็ก สถานแรกรับ สถานสงเคราะห์ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพ และสถานพัฒนาและฟื้นฟู ส่วนสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนอยู่ในระบบยุติธรรมสำหรับเด็กที่กระทำความผิดอาญา ซึ่งเป็นคนละกฎหมายกัน

ข้อ 20

ข้อใดคือลักษณะของ "เด็กที่พึงได้รับการสงเคราะห์" ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546

  1. 1.เด็กที่มีผลการเรียนอ่อนในบางรายวิชา
  2. 2.เด็กเร่ร่อน เด็กกำพร้า หรือเด็กที่ผู้ปกครองไม่สามารถอุปการะเลี้ยงดูได้ด้วยเหตุใด ๆ
  3. 3.เด็กที่ไม่ชอบเข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียน
  4. 4.เด็กที่ย้ายสถานศึกษาบ่อยครั้ง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เด็กเร่ร่อน เด็กกำพร้า หรือเด็กที่ผู้ปกครองไม่สามารถอุปการะเลี้ยงดูได้ด้วยเหตุใด ๆ

เด็กที่พึงได้รับการสงเคราะห์คือเด็กที่ขาดผู้ดูแลหรืออยู่ในสภาพยากลำบาก เช่น เด็กเร่ร่อน เด็กกำพร้า เด็กที่ถูกทอดทิ้ง หรือเด็กที่ผู้ปกครองไม่สามารถอุปการะเลี้ยงดูได้เพราะถูกจำคุก เจ็บป่วย หรือยากจน จุดตัดอยู่ที่สภาพความเป็นอยู่ ไม่ใช่ผลการเรียนหรือพฤติกรรมในโรงเรียน

ข้อ 21

ข้อใดเป็นการกระทำที่กฎหมายห้ามมิให้กระทำต่อเด็กโดยเด็ดขาด แม้ผู้ปกครองจะยินยอมก็ตาม

  1. 1.ให้เด็กช่วยขายของที่ร้านของครอบครัวหลังเลิกเรียน
  2. 2.จำหน่าย แลกเปลี่ยน หรือให้สุราหรือบุหรี่แก่เด็ก
  3. 3.พาเด็กไปร่วมงานบุญของชุมชนในตอนค่ำ
  4. 4.ให้เด็กเดินทางกลับบ้านเองด้วยรถโดยสารประจำทาง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. จำหน่าย แลกเปลี่ยน หรือให้สุราหรือบุหรี่แก่เด็ก

กฎหมายห้ามจำหน่าย แลกเปลี่ยน หรือให้สุราหรือบุหรี่แก่เด็ก เว้นแต่การรักษาพยาบาลตามคำสั่งของแพทย์ ข้อห้ามนี้เป็นเด็ดขาดเพราะมุ่งคุ้มครองสุขภาพและพัฒนาการของเด็กเอง ความยินยอมของผู้ปกครองจึงไม่เป็นเหตุยกเว้นความผิด

ฝึกทำแบบจับเวลาและสุ่มข้อใหม่ทุกรอบ

โหมดฝึกจะสุ่มข้อใหม่ให้ทุกครั้ง เฉลยทันทีหลังตอบ และถ้าเข้าสู่ระบบไว้ระบบจะจำว่าคุณทำข้อไหนไปแล้ว พร้อมเก็บข้อที่ตอบผิดไว้ให้กลับมาแก้ตัว

เทคนิคทำข้อสอบวิชากฎหมายการศึกษา

  • จำให้ได้ว่าเรื่องไหนอยู่ในกฎหมายฉบับใด ข้อสอบชอบสลับฉบับมาหลอก
  • องค์กรหลักอย่าง ก.ค.ศ. คุรุสภา และ สพฐ. มีอำนาจหน้าที่คนละแบบ ต้องแยกให้ออก
  • การศึกษาภาคบังคับกับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่เท่ากัน เป็นข้อที่ออกซ้ำแทบทุกปี
  • พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กเน้นหน้าที่ของครูเมื่อพบเด็กที่ต้องได้รับการคุ้มครอง

หัวข้ออื่นในวิชากฎหมายการศึกษา

คำถามที่พบบ่อย

ข้อสอบ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก ออกสอบในสนามไหนบ้าง

หัวข้อพ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก อยู่ในวิชากฎหมายการศึกษา ซึ่งใช้สอบในครูผู้ช่วย ภาค ข (ไม่รวมวิชาเอก) ในเว็บนี้มีข้อสอบหัวข้อนี้ทั้งหมด 21 ข้อ

แนวข้อสอบ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก มีเฉลยอธิบายไหม

ทุกข้อมีเฉลยพร้อมคำอธิบายว่าทำไมตัวเลือกนั้นถึงถูก และหน้านี้เปิดให้อ่านครบทั้ง 21 ข้อฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก

ฝึกทำข้อสอบ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก ต้องเสียเงินไหม

ไม่เสียค่าใช้จ่าย ใช้ได้ฟรีทั้งหมด ไม่ต้องสมัครสมาชิกก็เริ่มฝึกได้ แต่ถ้าเข้าสู่ระบบ ระบบจะจำว่าทำข้อไหนไปแล้วและเก็บข้อที่ตอบผิดไว้ให้กลับมาทบทวน