คลังแนวข้อสอบกระดานอันดับ

แนวข้อสอบ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ 21 ข้อ พร้อมเฉลย

ในคลัง 21 ข้อวิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดีก.พ. ภาค กกองทัพบก ภาค กครูผู้ช่วย ภาค ก

หน้านี้รวมแนวข้อสอบหัวข้อพ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ (เรียกสั้น ๆ ว่า กฎหมายละเมิดของเจ้าหน้าที่) จำนวน 21 ข้อ พร้อมเฉลยและคำอธิบายว่าทำไมตัวเลือกนั้นถึงถูก ทุกข้อจัดทำขึ้นใหม่ตามผังการออกข้อสอบ ไม่ใช่ข้อสอบเก่าของหน่วยงานใด อ่านฟรีทั้งหมดโดยไม่ต้องสมัครสมาชิก

ข้อสอบ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พร้อมเฉลย ครบทั้ง 21 ข้อ

ข้อ 1

ตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 หากเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายต้องฟ้องใคร

  1. 1.ฟ้องเจ้าหน้าที่ผู้นั้นโดยตรง
  2. 2.ฟ้องหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่สังกัด
  3. 3.ฟ้องทั้งเจ้าหน้าที่และหน่วยงานพร้อมกัน
  4. 4.ฟ้องผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ฟ้องหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่สังกัด

พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 กำหนดว่า ถ้าเป็นการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายต้องฟ้อง "หน่วยงานของรัฐ" จะฟ้องเจ้าหน้าที่โดยตรงไม่ได้ เพื่อคุ้มครองเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติงานได้โดยไม่หวาดกลัว ส่วนหน่วยงานจะไล่เบี้ยเอากับเจ้าหน้าที่ได้เฉพาะกรณีจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

ข้อ 2

กรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกในการปฏิบัติหน้าที่ หน่วยงานของรัฐจะไล่เบี้ยเรียกเงินคืนจากเจ้าหน้าที่ได้ในกรณีใด

  1. 1.ได้ทุกกรณีที่หน่วยงานต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทน
  2. 2.เฉพาะกรณีเจ้าหน้าที่จงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น
  3. 3.เฉพาะกรณีเจ้าหน้าที่ประมาทเลินเล่อธรรมดา
  4. 4.ไล่เบี้ยไม่ได้เลยไม่ว่ากรณีใด
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เฉพาะกรณีเจ้าหน้าที่จงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น

พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 8 ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ได้เฉพาะเมื่อเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

ข้อ 3

ตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 หากเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกในเรื่องที่ "มิใช่" การปฏิบัติหน้าที่ ผลทางกฎหมายเป็นอย่างไร

  1. 1.หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายก่อน แล้วจึงไล่เบี้ยจากเจ้าหน้าที่ทุกกรณี
  2. 2.ผู้เสียหายมีสิทธิเลือกฟ้องหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ก็ได้ตามความสมัครใจ
  3. 3.เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง และจะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้
  4. 4.ผู้เสียหายต้องยื่นคำขอต่อกระทรวงการคลังเพื่อให้พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนก่อน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง และจะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้

หลักการของกฎหมายฉบับนี้คือ หน่วยงานของรัฐรับผิดแทนเจ้าหน้าที่เฉพาะการละเมิด "ในการปฏิบัติหน้าที่" เท่านั้น ถ้าเป็นการละเมิดที่มิใช่การปฏิบัติหน้าที่ (เช่น เรื่องส่วนตัว) เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว ผู้เสียหายต้องฟ้องเจ้าหน้าที่โดยตรงและจะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้ ตัวลวงข้อ 0 และ 1 ผิดเพราะนำหลักรับผิดแทนมาใช้กับกรณีนอกหน้าที่ ส่วนข้อ 3 ผิดเพราะการยื่นคำขอต่อหน่วยงานเป็นช่องทางสำหรับกรณีละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น

ข้อ 4

เมื่อผู้เสียหายยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐให้พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการละเมิดของเจ้าหน้าที่ หน่วยงานของรัฐต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาเท่าใด

  1. 1.30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอ
  2. 2.60 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอ
  3. 3.90 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอ
  4. 4.180 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. 180 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอ

กฎหมายกำหนดให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาคำขอของผู้เสียหายให้แล้วเสร็จภายใน 180 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ ตัวเลข 30/60/90 วันเป็นระยะเวลาที่พบในกฎหมายปกครองเรื่องอื่น (เช่น การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง หรือการฟ้องคดีปกครอง) จึงเป็นกับดักที่ผู้สอบมักสับสน

ข้อ 5

กรณีหน่วยงานของรัฐไม่อาจพิจารณาคำขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย จะดำเนินการอย่างไรได้

  1. 1.ขอขยายระยะเวลาออกไปได้อีกไม่เกิน 180 วัน โดยต้องได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรี
  2. 2.ขยายระยะเวลาออกไปได้เองไม่จำกัดจำนวนครั้ง จนกว่าจะพิจารณาเสร็จ
  3. 3.ให้ถือว่าคำขอนั้นตกไป ผู้เสียหายต้องยื่นคำขอใหม่
  4. 4.ให้ส่งเรื่องให้ศาลปกครองพิจารณาแทนหน่วยงาน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ขอขยายระยะเวลาออกไปได้อีกไม่เกิน 180 วัน โดยต้องได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรี

หากพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายใน 180 วัน หน่วยงานของรัฐขอขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกิน 180 วัน แต่ต้องได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรี ตัวลวงข้อ 1 ผิดเพราะกฎหมายจำกัดการขยายไว้ ไม่ใช่ขยายได้ตามอำเภอใจ ข้อ 2 ผิดเพราะการพิจารณาไม่เสร็จไม่ทำให้คำขอตกไป และข้อ 3 ผิดเพราะศาลปกครองไม่ได้เข้ามาพิจารณาคำขอในชั้นหน่วยงาน

ข้อ 6

สิทธิของหน่วยงานของรัฐที่จะเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (การไล่เบี้ย) ในกรณีที่หน่วยงานได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายไปแล้ว มีอายุความเท่าใด

  1. 1.6 เดือน นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย
  2. 2.1 ปี นับแต่วันที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิด
  3. 3.1 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย
  4. 4.10 ปี นับแต่วันที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิด
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. 1 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย

อายุความไล่เบี้ยเอากับเจ้าหน้าที่ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายไปแล้ว คือ 1 ปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น จุดตั้งต้นสำคัญคือ "วันที่จ่ายเงินให้ผู้เสียหาย" ไม่ใช่ "วันที่กระทำละเมิด" ตัวลวงข้อ 1 และ 3 จึงผิดที่จุดเริ่มนับอายุความ ส่วนข้อ 0 ผิดที่ระยะเวลา

ข้อ 7

เจ้าหน้าที่ 3 คนร่วมกันกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หน่วยงานของรัฐจะเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างไร

  1. 1.เรียกจากเจ้าหน้าที่คนใดคนหนึ่งเต็มจำนวนก็ได้ เพราะเป็นลูกหนี้ร่วม
  2. 2.เรียกจากเจ้าหน้าที่แต่ละคนเฉพาะส่วนของความรับผิดของตน เพราะกฎหมายห้ามนำหลักลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ
  3. 3.เรียกจากเจ้าหน้าที่ทุกคนคนละเท่า ๆ กันเสมอ โดยหารจำนวนเงินตามจำนวนคน
  4. 4.เรียกจากผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงานเพียงคนเดียว
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. เรียกจากเจ้าหน้าที่แต่ละคนเฉพาะส่วนของความรับผิดของตน เพราะกฎหมายห้ามนำหลักลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ

กฎหมายบัญญัติชัดว่าไม่ให้นำหลัก "ลูกหนี้ร่วม" มาใช้บังคับ เจ้าหน้าที่แต่ละคนจึงรับผิดเฉพาะส่วนของตนตามระดับความร้ายแรงของการกระทำของแต่ละคน ตัวลวงข้อ 0 คือกับดักหลักลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งฯ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ยกเว้นไว้ ข้อ 2 ผิดเพราะไม่ใช่การหารเฉลี่ยเท่ากันเสมอ แต่ต้องดูส่วนของแต่ละคน และข้อ 3 ไม่มีหลักกฎหมายรองรับ

ข้อ 8

ในการกำหนดจำนวนเงินที่จะเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้คืน หากปรากฏว่าความเสียหายส่วนหนึ่งเกิดจากความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐเองหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวม จะมีผลอย่างไร

  1. 1.ไม่มีผล เจ้าหน้าที่ยังต้องชดใช้เต็มจำนวนที่หน่วยงานจ่ายไป
  2. 2.ทำให้เจ้าหน้าที่หลุดพ้นจากความรับผิดทั้งหมดโดยอัตโนมัติ
  3. 3.ให้ผู้บังคับบัญชาโดยตรงเข้ารับผิดชอบแทนเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิด
  4. 4.ให้หักส่วนความรับผิดที่เกิดจากความบกพร่องดังกล่าวออก เจ้าหน้าที่จึงไม่ต้องชดใช้เต็มจำนวน
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. ให้หักส่วนความรับผิดที่เกิดจากความบกพร่องดังกล่าวออก เจ้าหน้าที่จึงไม่ต้องชดใช้เต็มจำนวน

กฎหมายกำหนดให้คำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมในแต่ละกรณี และหากความเสียหายเกิดจากความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวมด้วย ให้หักส่วนความรับผิดดังกล่าวออก เจ้าหน้าที่จึงไม่จำต้องชดใช้เต็มจำนวน ตัวลวงข้อ 0 ผิดเพราะไม่ใช่การเรียกเต็มจำนวนเสมอไป ข้อ 1 ผิดเพราะเป็นเพียงการ "หักส่วน" ไม่ใช่หลุดพ้นทั้งหมด และข้อ 2 ไม่มีหลักกฎหมายรองรับ

ข้อ 9

ผู้เสียหายยื่นคำขอให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ไม่พอใจผลการวินิจฉัยของหน่วยงาน ผู้เสียหายมีสิทธิดำเนินการอย่างไรต่อไป

  1. 1.ฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายใน 90 วันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งผลการวินิจฉัย
  2. 2.ยื่นคำขอใหม่ต่อหน่วยงานเดิมได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งจนกว่าจะพอใจ
  3. 3.ร้องเรียนต่อ ก.พ. เพื่อให้เพิกถอนผลการวินิจฉัยของหน่วยงาน
  4. 4.หมดสิทธิเรียกร้อง เพราะผลการวินิจฉัยของหน่วยงานถือเป็นที่สุด
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายใน 90 วันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งผลการวินิจฉัย

เมื่อหน่วยงานของรัฐวินิจฉัยคำขอแล้วและผู้เสียหายไม่พอใจผล ผู้เสียหายมีสิทธินำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการวินิจฉัย ตัวลวงข้อ 3 เป็นกับดักสำคัญ เพราะผลการวินิจฉัยของหน่วยงานไม่ใช่ที่สุด ยังโต้แย้งต่อศาลได้ ส่วนข้อ 1 และ 2 ไม่ใช่ช่องทางที่กฎหมายกำหนด (ก.พ. ดูแลเรื่องบริหารงานบุคคล ไม่ใช่การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน)

ข้อ 10

เมื่อหน่วยงานของรัฐพิจารณาแล้วเห็นว่าเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หน่วยงานจะบังคับให้เจ้าหน้าที่ชำระเงินได้โดยวิธีใด

  1. 1.ต้องฟ้องเจ้าหน้าที่เป็นคดีแพ่งต่อศาลยุติธรรมทุกกรณีก่อนจึงจะบังคับได้
  2. 2.ต้องขอให้พนักงานอัยการฟ้องคดีต่อศาลปกครองแทนหน่วยงาน
  3. 3.ออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชำระเงิน ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง และใช้มาตรการบังคับทางปกครองได้หากไม่ชำระ
  4. 4.หักเงินเดือนของเจ้าหน้าที่ได้ทันทีโดยไม่ต้องออกคำสั่งใด ๆ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. ออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชำระเงิน ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง และใช้มาตรการบังคับทางปกครองได้หากไม่ชำระ

กฎหมายให้หน่วยงานของรัฐมีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิดชำระเงิน ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง และหากไม่ชำระภายในเวลาที่กำหนด หน่วยงานใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองได้ โดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาลก่อน ตัวลวงข้อ 0 และ 1 จึงผิด ส่วนข้อ 3 ผิดเพราะการบังคับต้องมีคำสั่งทางปกครองเป็นฐานเสมอ

ข้อ 11

กรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อ "หน่วยงานของรัฐที่ตนสังกัด" ในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ผู้นั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณีใด

  1. 1.ทุกกรณีที่เกิดความเสียหาย แม้จะเป็นเหตุสุดวิสัยก็ตาม
  2. 2.เฉพาะกรณีที่เจ้าหน้าที่ประมาทเลินเล่อ ไม่ว่าจะร้ายแรงหรือไม่ก็ตาม
  3. 3.เฉพาะกรณีที่เจ้าหน้าที่จงใจกระทำเท่านั้น ประมาทเลินเล่อทุกระดับไม่ต้องรับผิด
  4. 4.เฉพาะกรณีที่เจ้าหน้าที่จงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เช่นเดียวกับกรณีละเมิดต่อบุคคลภายนอก
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 4. เฉพาะกรณีที่เจ้าหน้าที่จงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เช่นเดียวกับกรณีละเมิดต่อบุคคลภายนอก

กฎหมายให้นำหลักเกณฑ์ความรับผิดของเจ้าหน้าที่ในกรณีละเมิดต่อบุคคลภายนอกมาใช้บังคับกับกรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐด้วย กล่าวคือรับผิดเฉพาะเมื่อจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ต้องกังวลจนไม่กล้าปฏิบัติงาน ตัวลวงข้อ 1 เป็นกับดักที่พบบ่อย เพราะประมาทเลินเล่อธรรมดายังไม่ถึงขั้นต้องรับผิด ส่วนข้อ 0 และ 2 ผิดเพราะขยายหรือจำกัดความรับผิดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

ข้อ 12

ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับ "การยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐ" ของผู้เสียหายจากการละเมิดของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่

  1. 1.ผู้เสียหายต้องยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐก่อนเสมอ จะฟ้องคดีต่อศาลทันทีไม่ได้
  2. 2.ผู้เสียหายจะยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐให้พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนก็ได้ หรือจะเลือกฟ้องคดีต่อศาลก็ได้
  3. 3.ผู้เสียหายต้องยื่นคำขอต่อเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดเป็นรายบุคคลก่อน
  4. 4.ผู้เสียหายต้องยื่นคำขอต่อสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อให้ส่งเรื่องต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ผู้เสียหายจะยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐให้พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนก็ได้ หรือจะเลือกฟ้องคดีต่อศาลก็ได้

การยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐเป็น "ทางเลือก" ที่กฎหมายเปิดให้ผู้เสียหายใช้เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว โดยไม่ตัดสิทธิที่จะฟ้องคดีต่อศาลโดยตรง ตัวลวงข้อ 0 เป็นกับดักที่ผู้สอบมักเลือก เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนฟ้องคดี ส่วนข้อ 2 ขัดกับหลักหน่วยงานรับผิดแทน และข้อ 3 ไม่ใช่ช่องทางตามกฎหมาย

ข้อ 13

หากเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ "มิได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใด" ผู้เสียหายจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากหน่วยงานใด

  1. 1.กระทรวงการคลัง ซึ่งกฎหมายให้ถือเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิด
  2. 2.สำนักงาน ก.พ. ในฐานะหน่วยงานกลางด้านบริหารงานบุคคลภาครัฐ
  3. 3.สำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะหน่วยงานกลางของฝ่ายบริหาร
  4. 4.ไม่มีหน่วยงานใดต้องรับผิด ผู้เสียหายต้องฟ้องเจ้าหน้าที่เป็นการส่วนตัว
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. กระทรวงการคลัง ซึ่งกฎหมายให้ถือเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิด

กฎหมายกำหนดว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดมิได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใด ให้ถือว่ากระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิด เพื่อไม่ให้ผู้เสียหายไร้ที่พึ่ง ตัวลวงข้อ 3 ผิดเพราะขัดกับหลักหน่วยงานของรัฐรับผิดแทนเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ ส่วน ก.พ. และสำนักนายกรัฐมนตรีไม่ใช่หน่วยงานที่กฎหมายกำหนดให้รับผิดในกรณีนี้

ข้อ 14

นายสมชายเป็นข้าราชการ ขับรถยนต์ส่วนตัวไปเที่ยวกับครอบครัวในวันหยุด แล้วขับชนรถผู้อื่นเสียหาย ผู้เสียหายจะฟ้องใคร

  1. 1.ฟ้องนายสมชายได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้
  2. 2.ฟ้องหน่วยงานของรัฐที่นายสมชายสังกัดได้โดยตรง
  3. 3.ฟ้องได้ทั้งนายสมชายและหน่วยงานพร้อมกัน
  4. 4.ฟ้องกระทรวงการคลังในฐานะผู้ดูแลงบประมาณ
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. ฟ้องนายสมชายได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้

พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 6 กำหนดว่า ถ้าการละเมิดของเจ้าหน้าที่ "มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่" เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัว ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แต่ฟ้องหน่วยงานไม่ได้ — กรณีนี้เป็นเรื่องส่วนตัวในวันหยุด ไม่เกี่ยวกับหน้าที่ราชการเลย

ข้อ 15

นางสาวมาลีเป็นพนักงานขับรถของหน่วยงานราชการ ขับรถราชการไปส่งเอกสารตามคำสั่ง แล้วเกิดอุบัติเหตุชนประชาชนบาดเจ็บ ผู้เสียหายจะฟ้องใครได้

  1. 1.ฟ้องนางสาวมาลีได้โดยตรง
  2. 2.ฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง แต่จะฟ้องนางสาวมาลีไม่ได้
  3. 3.ฟ้องได้ทั้งสองราย ตามแต่ผู้เสียหายจะเลือก
  4. 4.ฟ้องผู้บังคับบัญชาที่ออกคำสั่ง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง แต่จะฟ้องนางสาวมาลีไม่ได้

มาตรา 5 กำหนดว่าหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนกระทำ "ในการปฏิบัติหน้าที่" ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานได้โดยตรง แต่จะฟ้องตัวเจ้าหน้าที่ไม่ได้ — นี่คือหัวใจของกฎหมายฉบับนี้ คือกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ถูกฟ้องจนไม่กล้าทำงาน

ข้อ 16

คำว่า "เจ้าหน้าที่" ตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ครอบคลุมบุคคลใดบ้าง

  1. 1.เฉพาะข้าราชการพลเรือนสามัญเท่านั้น
  2. 2.เฉพาะข้าราชการและพนักงานราชการ
  3. 3.ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น รวมถึงผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการด้วย
  4. 4.เฉพาะผู้มีอำนาจออกคำสั่งทางปกครอง
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น รวมถึงผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการด้วย

มาตรา 4 นิยาม "เจ้าหน้าที่" ไว้กว้างมาก คือ ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งในฐานะเป็นกรรมการหรือฐานะอื่นใด — จึงคุ้มครองถึงลูกจ้างชั่วคราวและกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งด้วย

ข้อ 17

ในการกำหนดจำนวนเงินที่จะเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้คืน (ไล่เบี้ย) กฎหมายวางหลักไว้อย่างไร

  1. 1.ต้องเรียกให้ชดใช้เต็มจำนวนความเสียหายเสมอ
  2. 2.ให้คำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรม โดยไม่ต้องให้ใช้เต็มจำนวนก็ได้
  3. 3.ให้เรียกได้ไม่เกินกึ่งหนึ่งของความเสียหายเสมอ
  4. 4.ให้เรียกตามเงินเดือนของเจ้าหน้าที่เป็นเกณฑ์
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ให้คำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรม โดยไม่ต้องให้ใช้เต็มจำนวนก็ได้

มาตรา 8 วรรคสอง ระบุว่าสิทธิเรียกให้ชดใช้จะมีได้เพียงใด ให้คำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมในแต่ละกรณีเป็นเกณฑ์ โดย "มิต้องให้ใช้เต็มจำนวนของความเสียหายก็ได้" — เป็นการผ่อนปรนให้เจ้าหน้าที่ ไม่ใช่ลงโทษเต็มเพดานอัตโนมัติ

ข้อ 18

ผู้เสียหายจากการละเมิดของเจ้าหน้าที่ หากเลือกใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล ต้องฟ้องภายในอายุความเท่าใด

  1. 1.1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องชดใช้ แต่ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันทำละเมิด
  2. 2.6 เดือน นับแต่วันทำละเมิด
  3. 3.2 ปี นับแต่วันทำละเมิด โดยไม่มีข้อยกเว้น
  4. 4.5 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิด
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 1. 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องชดใช้ แต่ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันทำละเมิด

อายุความละเมิดเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 คือ 1 ปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรืออย่างช้าไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันทำละเมิด — ครบข้อใดข้อหนึ่งก่อนก็ขาดอายุความ

ข้อ 19

เหตุผลสำคัญที่ต้องตรา พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ขึ้นมาคือข้อใด

  1. 1.เพื่อให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบเต็มจำนวนทุกกรณี จะได้ทำงานอย่างระมัดระวัง
  2. 2.เพื่อลดภาระงบประมาณของหน่วยงานรัฐ
  3. 3.เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ต้องกังวลกับการถูกฟ้องจนไม่กล้าตัดสินใจปฏิบัติหน้าที่
  4. 4.เพื่อให้ประชาชนฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ได้ง่ายขึ้น
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ต้องกังวลกับการถูกฟ้องจนไม่กล้าตัดสินใจปฏิบัติหน้าที่

เจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้คือคุ้มครองเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานโดยสุจริต ไม่ให้ต้องหวาดกลัวการถูกฟ้องจนไม่กล้าตัดสินใจ โดยให้หน่วยงานรับผิดแทน และจะไล่เบี้ยจากเจ้าหน้าที่ได้เฉพาะเมื่อจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น

ข้อ 20

คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือคำสั่งทางปกครอง อยู่ในเขตอำนาจของศาลใด

  1. 1.ศาลแพ่ง
  2. 2.ศาลปกครอง
  3. 3.ศาลรัฐธรรมนูญ
  4. 4.ศาลอาญาคดีทุจริต
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 2. ศาลปกครอง

ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 (3) คดีละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ "อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย" อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง — แต่ถ้าเป็นละเมิดทั่วไปที่ไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจ (เช่น ขับรถชน) จะขึ้นศาลยุติธรรม

ข้อ 21

คำว่า "หน่วยงานของรัฐ" ตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ไม่รวมถึงข้อใด

  1. 1.ราชการส่วนท้องถิ่น
  2. 2.รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา
  3. 3.บริษัทเอกชนที่รับจ้างทำงานให้ส่วนราชการ
  4. 4.ราชการส่วนภูมิภาค
▸ ดูเฉลยและคำอธิบาย

ตอบข้อ 3. บริษัทเอกชนที่รับจ้างทำงานให้ส่วนราชการ

มาตรา 4 นิยาม "หน่วยงานของรัฐ" ว่าหมายถึง กระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา รวมถึงหน่วยงานอื่นที่มี พ.ร.ฎ. กำหนด — บริษัทเอกชนคู่สัญญาไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ

ฝึกทำแบบจับเวลาและสุ่มข้อใหม่ทุกรอบ

โหมดฝึกจะสุ่มข้อใหม่ให้ทุกครั้ง เฉลยทันทีหลังตอบ และถ้าเข้าสู่ระบบไว้ระบบจะจำว่าคุณทำข้อไหนไปแล้ว พร้อมเก็บข้อที่ตอบผิดไว้ให้กลับมาแก้ตัว

เทคนิคทำข้อสอบวิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี

  • จับหลักว่า "ใครเป็นผู้มีอำนาจ" ในแต่ละเรื่องให้ได้ก่อน แล้วรายละเอียดจะตามมาเอง
  • โทษทางวินัยให้จำเรียงลำดับจากเบาไปหนัก แล้วแยกให้ออกว่าอะไรคือวินัยร้ายแรง
  • ข้อสอบชอบถามความต่างระหว่างละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่กับที่ไม่ใช่ ให้ฝึกแยกสองกรณีนี้

หัวข้ออื่นในวิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี

คำถามที่พบบ่อย

ข้อสอบ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ออกสอบในสนามไหนบ้าง

หัวข้อพ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ อยู่ในวิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี ซึ่งใช้สอบในก.พ. ภาค ก และ กองทัพบก ภาค ก และ ครูผู้ช่วย ภาค ก ในเว็บนี้มีข้อสอบหัวข้อนี้ทั้งหมด 21 ข้อ

แนวข้อสอบ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มีเฉลยอธิบายไหม

ทุกข้อมีเฉลยพร้อมคำอธิบายว่าทำไมตัวเลือกนั้นถึงถูก และหน้านี้เปิดให้อ่านครบทั้ง 21 ข้อฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก

ฝึกทำข้อสอบ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ต้องเสียเงินไหม

ไม่เสียค่าใช้จ่าย ใช้ได้ฟรีทั้งหมด ไม่ต้องสมัครสมาชิกก็เริ่มฝึกได้ แต่ถ้าเข้าสู่ระบบ ระบบจะจำว่าทำข้อไหนไปแล้วและเก็บข้อที่ตอบผิดไว้ให้กลับมาทบทวน